ป้ายกำกับ: โลก

“ขยะ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สิ่งแรกที่คุณทำหลังตื่นนอนคืออะไร? หลายคนอาจมีสิ่งที่ทำหลังตื่นนอนไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนทำเป็นประจำทุกวันคือการล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัว และสำหรับผู้หญิงอาจเพิ่มการแต่งหน้าเข้ามาก่อนออกจากบ้าน เพียงกิจวัตรเพียงไม่กี่อย่างคุณรู้หรือไม่ว่ามีสิ่งที่จะกลายเป็นขยะได้ในอนาคตกี่ชิ้นแล้ว?

หากเริ่มนับตั้งแต่ตื่นนอน ปรภ ต้องนับเริ่มที่ยาสีฟัน แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้า ครีมอาบน้ำ ยาสระผม เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดตัว/ผม ซึ่งทุกอย่างรอบตัวของเราล้วนแล้วแต่กลายเป็นขยะในอนาคตได้ แม้กระทั่งจอสมาร์ตโฟนที่คุณใช้อ่านบทความนี้ หรือจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม ลองมองดูรอบตัวรอบโต๊ะของคุณดูสิ ว่ามีสิ่งที่สามารถกลายเป็นขยะได้มากน้อยแค่ไหน…..มันใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
four assorted color trash bin
four assorted color trash bin

แม้ว่าการแยกขยะก่อนทิ้งเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่หลายคนก็ยังมองว่าไม่สำคัญ และมองปัญหาขยะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ที่จริงแล้วปัญหาขยะเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดเพราะคนไทยสร้างขยะมูลฝอยเฉลี่ย 1.14 กิโลกรัม ต่อคนต่อวัน (ข้อมูลปี 2559) หากคำนวณประชากรไทยที่ปัจจุบันมีเกือบ 70 ล้านคน นับได้ว่าเป็นปริมาณขยะที่มหึมา และหากคำนวณเป็นเดือน เป็นปี จำนวนขยะก็จะยิ่งทวีคูณ เห็นไหมว่ามันเยอะแค่ไหน?

วันนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีการที่จะช่วยลดขยะที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้นในแต่ละวัน แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักก่อนว่าสิ่งรอบตัวเรานี้ เมื่อกลายเป็นขยะแล้วจะถูกจำแนกในประเภทไหนบ้าง

ขยะอันตราย

ขยะที่มีองค์ประกอบหรือปนเปื้อนวัตถุอันตรายชนิดต่าง ๆ พบประมาณ 3% ของปริมาณขยะ แต่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ต้องจัดการให้ถูกวิธีก่อนทิ้ง ทั้งนี้ขยะอันตรายมีสารปนเปื้อน ส่งผลต่อสุขภาพและชีวิต ก่อมะเร็ง เกิดโรคร้ายมากมาย การเผาขยะอันตรายหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ทำให้โลหะหนักแพร่กระจายสู่ชั้นบรรยากาศและสะสมในห่วงโซ่อาหาร การฝังกลบแบบไม่ถูกต้องหรือการเก็บไว้ที่บ้านเฉย ๆ ก็ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) จัดเป็นขยะอันตราย แต่หากได้รับการคัดแยกชิ้นส่วนและจัดการที่ดี จะกลายเป็นเหมือนแร่ในบ้าน เพราะเต็มไปด้วยโลหะมีค่า สามารถรีไซเคิลได้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่น็อต แผงวงจร ซีพียู ฯลฯ นอกจากนี้กากที่เหลือจากการรีไซเคิลสามารถนำไปผลิตเป็นอิฐมวลเบาได้

วิธีจัดการกับขยะอันตราย

  • ต้องทิ้งแยกจากขยะประเภทอื่นๆ
  • รวบรวมใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่น ทิ้งในถังขยะอันตรายเท่านั้น
  • ถ้าไม่มีถังขยะอันตราย รวบรวมใส่ถุงพลาสติกก่อนทิ้ง ระบุหน้าถุงว่า “ขยะอันตราย”
  • หากมีจำนวนมากควรติดต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่กำจัดขยะหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมารับเพื่อนำไปจำกัดอย่างถูกวิธี

ขยะอันตรายที่เป็นของเหลว

  • ต้องแยกประเภท ไม่เทรวมกัน เพราะสารเคมีอาจทำปฏิกิริยาได้
  • ใส่ในภาชนะที่ไม่รั่วซึม อยู่ในที่ร่ม และพ้นมือเด็ก

ขยะอันตรายต้องแยกประเภทและป้องกันการแตกหักก่อนทิ้ง เพราะเสี่ยงปนเปื้อน ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ทุกชนิด ภาชนะบรรจุสารเคมี เช่น กระป๋องสีสเปรย์ ภาชนะบรรจุยาฆ่าแมลง หรือวัชพพืช ตลับหมึกเครื่องพิมพ์ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ วัตถุมีพิษ วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง วัตถุกทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือใดๆ ที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ขยะอินทรีย์ หรือขยะย่อยสลาย

ยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว สามารถนำมาหมักปุ๋ยได้ เช่น เศษอาหาร เนื้อสัตว์ กระดูกสัตว์ เปลือกไข่ เปลือกผลไม้ เศษกิ่งไม้ ใบไม้ ฯลฯ  พบมากถึง 70% ของปริมาณขยะ ขยะมูลฝอยมีสารอินทรีย์เน่าเปื่อยปะปนอยู่ เป็นแหล่งเพาะโรค พาหะนำโรค ก่ออันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วิธีจัดการกับขยะอินทรีย์

  • รีดน้ำออกให้มากที่สุด (หรือให้แห้งที่สุด)
  • พัน/ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนทิ้ง
  • ไม่ควรใส่ถุงพลาสติกเพื่อทิ้ง เพราะคัดแยกยาก
  • แยกส่วนที่เป็นของเหลวและของแข็งออกจากกันเพราะทำให้เกิดความชื้น เสี่ยงปนเปื้อนสูง
  • น้ำมันพืชใช้แล้ว ใส่ขวดหรือภาชนะ แยกทิ้งจากขยะอื่น ๆ เพื่อไม่ทำให้ขยะในกองสกปรก และยากต่อการจัดการ ไม่ควรเททิ้งท่อระบายน้ำเด็ดขาด เพราะเป็นตัวการสำคัญให้ท่อระบายน้ำอุดตันและส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์

ขยะทั่วไป

ขยะประเภทอื่นๆ มีลักษณะย่อยสลายยาก ไม่คุ้มต่อการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น ห่อพลาสติกขนมขบเคี้ยว ลูกอม ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถุง/ซองบรรจุผงซักฟอก ถุงพลาสติก กล่องโฟม ฟอยล์เปื้อนอาหาร ถุงดำ ฟิล์มห่ออาหาร ถ้วยกาแฟกระดาษ จานชามเมลามีน ของเล่น ตุ๊กตา หนังสัตว์ ฯลฯ พบประมาณ 3% ของปริมาณขยะ

วิธีจัดการกับขยะทั่วไป (รีไซเคิลไม่ได้)

  • ถ้าเปื้อนควรล้างก่อนทิ้ง
  • แยกส่วนที่เป็นโลหะออก
  • แยกใส่ถุง ทิ้งลงถังขยะทั่วไป
  • หากไม่มีถังขยะแบบแยกประเภท ควรระบุหน้าถุงให้ชัดเจนว่าข้างในเป็นอะไร

ขยะรีไซเคิล

ขยะที่ยังนำกลับใช้ประโยชน์ใหม่ได้ โดยนำมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต พบมากเป็นอันดับ 2 หรือประมาณ 30 % ของปริมาณขยะ

ขยะรีไซเคิล ควรทำความสะอาดก่อนทิ้ง แยกใส่ถุง แสดงหน้าถุงให้ชัดเจน หากคัดแยกขยะรีไซเคิลจะขายได้ราคาดีขึ้น ประสิทธิภาพของกระบวนการรีไซเคิลขึ้นอยู่กับการคัดแยกที่ต้นทาง ขยะยิ่งสะอาดยิ่งรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการจะทิ้งขยะแต่ละครั้งจะต้องคิดก่อนทิ้ง เพราะขยะรีไซเคิลมีค่ากว่าที่คิด เช่น แก้ว กระดาษ เศษพลาสติก กล่องเครื่องดื่ม UHT กระป๋องเครื่องดื่ม เศษโลหะ อะลูมิเนียม ยางรถยนต์ ฯลฯ

นอกจากนี้ขยะรีไซเคิลสามารถนำมาดัดแปลงแก้ไข หรือนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย ซึ่งระบบแยกขยะของประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการคัดแยกขยะที่ต้นทาง ทำให้นำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่า 20% ของปริมาณขยะทั้งหมด ดังนั้นการแยกขยะรีไซเคิลออกจากขยะอื่น ๆ จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้มากกว่าที่คิด

เกร็ดความรู้ วิธีจัดการกับน้ำมันปรุงอาหาร

การเทลงท่อระบายน้ำเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อระบายน้ำอุดตัน แถมส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ น้ำมันใช้แล้วอาจนำไปใช้ซ้ำอีก 1 ครั้ง (reuse) หรือนำไปแปรรูป (recycle) เพิ่มมูลค่าได้ แต่จำเป็นต้องมีการจัดการที่ถูกต้องดังนี้

  1. ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น
  2. กรองใส่ในภาชนะ โดยใช้ที่กรองเศษอาหาร กรองเอาสิ่งสกปรกและเศษอาหารออกให้หมด
  3. แช่ในช่องฟรีซ หรือเก็บในพื้นที่เย็นชื้น ให้น้ำมันแข็งตัว ง่ายต่อการทิ้งลงถังขยะ
fridge in kitchen at night
fridge in kitchen

สรุป

การไม่สร้างขยะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่ทำได้ยาก ดังนั้น “การคัดแยกขยะที่ต้นทาง” อย่างถูกต้อง คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาที่จะช่วยให้ระบบจัดการขยะมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสะดวกในการจัดเก็บ ลดต้นทุนในการรีไซเคิล นอกจากนี้ขยะบางชนิดยังสามารถนำไปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากนิทรรศการ “GO Zero WASTE ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ” และเฟซบุ๊กเพจ Greenery

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ทำไมหมอดูถึงทายแม่น? ไขข้อสงสัย Barnum Effect

“…คุณพบว่ามันเป็นการยากที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของคุณออกไปให้คนอื่นๆได้เห็น ทำให้คุณต้องเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ ความปรารถนาบางอย่างในชีวิตของคุณเป็นสิ่งที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้…” ประโยคนี้คาดว่าจะตรงกับอุปนิสัยของใครหลาย ๆ คน นั่นเป็นเพราะหลักจิตวิทยาที่แฝงเอาไว้ยังไงล่ะ

เคยสังเกตุไหมว่าทำไมหมอดู (บางคน) สามารถบอกลักษณะนิสัยหรือเหตุการณ์ในอดีตของเราที่่ผ่านมาได้อย่างถูกต้อง? การดูดวง ทำนายอนาคตเป็นสิ่งที่เราพิสูจน์ไม่ได้จนกว่าจะเกิดขึ้นจริง ส่วนการที่หมอดูทายอุปลักษณ์นิสัยในอดีต มักจะเป็นการใช้วิชาจิตวิทยามาเป็นตัวช่วยในการทำนายทายทัก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
man using magnifying glass
man using magnifying glass

หมอดู คู่กับหมอเดา เป็นวลีฮิตติดปากคนไทยที่อยู่คู่กับการดูดวงมาอย่างยาวนาน หากเป็นเรื่องที่ดีก็ต้องบอกว่าแม่น หากเป็นเรื่องไม่มีก็ต้องระมัดระวังตัวเองไว้บ้าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นตัวเรา เราจะต้องอยู่กับปัจจุบันที่เรากำหนดมันขึ้นเอง

บทความในวันนี้ ปรภ ขออธิบายปรากฎการณ์การดูดวงตามหลักของจิตวิทยา ทั้งนี้ การดูดวงเป็นความเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ครูบาอาจารย์ท่านใด เป็นเพียงการอธิบายปรากฎการณ์ด้วยหลักจิตวิทยาดังนี้ครับ

การบรรยายนิสัยอย่างมีศิลป์และถูกต้องไปกว่าครึ่ง : Barnum Effect

จากการศึกษามากมายหลายครั้ง ทำให้พบหลักเกณฑ์ที่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคำทำนายของหมอดูถูกต้อง โดยมีลักษณะดังนี้

  1. ผู้ฟังต้องเชื่อว่าการทำนายนั้น เป็นคำทำนายที่ทำมาเฉพาะเจาะจงเพื่อตัวเราเท่านั้น
  2. ผู้ฟังต้องเชื่อมั่นในตัวผู้ทำนาย ยิ่งผู้ฟังเชื่อมั่นศรัทธาในผู้ทำนายมากเท่าไหร่ จะยิ่งรู้สึกยอมรับในคำทำนายมากขึ้นเท่านั้น
  3. ทำนายในสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานของจิตใจของคน (basic psychological need) ไม่ฟันธงนิสัยใจคอลงไปตรง ๆ แบบชัดๆ แต่จะเป็นประโยคที่พูดกว้างๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด เช่น
    “…คุณไม่แน่ใจว่าบางสิ่งที่คุณทำลงไปมันถูกหรือว่าผิด…” ซึ่งแน่นอนว่าเกือบทุกคนก็เคยรู้สึกแบบนี้ เพราะคำทำนายก็ไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่า ไอ้ “บางสิ่ง” ที่ว่านี่คืออะไรคนฟังก็จะนำไปคิดต่อให้ตรงกับประสบการณ์ชีวิตตัวเอง
  4. ทำนายในด้านบวก หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นด้านลบมากจนฟังแล้วเหมือนโดนด่า เราจะไม่เคยได้ยินคำทำนายแบบ “…คุณเป็นคนเรียกร้องความสนใจ อยากให้คนอื่นสนใจ แต่คุณก็มักคบคนแบบผิวเผิน ทำให้เพื่อนคุณหลายคนรู้สึกว่าคุณเป็นคนไม่จริงใจ…” อะไรแบบนี้ เพราะถึงแม้ว่าอาจจะถูกต้องทุกประโยค ก็คงไม่มีใครอยากยอมรับว่ามันจริง
Photo by Aditya Saxena on Unsplash

Barnum Effect คืออะไร

Barnum Effect (หรือเรียกได้อีกอย่างว่า Forer effect) เป็นปรากฏการณ์ที่ตั้งตามชื่อของ Phineas Taylor Barnum ซึ่งเป็นนักแสดงและเจ้าของละครสัตว์ โดย Barnum เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่าจะมีประโยคบางประโยคหรือคำพูดบางอย่างที่สามารถเข้าได้กับทุกคน หรือพูดแบบภาษาทั่วไปคือมัน “คลิก” กับทุกคน ทำให้คนฟังรู้สึกว่า มันช่างตรงกับเราเหลือเกิน ทั้งนี้ Barnum Effect จะถูกนำมาอธิบายในกรณีที่หมอดูทำนายอะไรที่เหมือนจะเป็นนิสัย หรือความรู้สึกนึกคิดของเราได้ถูกต้องทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ในปีค.ศ. 1948 Bertram R. Forer นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทำการทดลองกับนักศึกษา 39 คน (ทำให้บางคนก็เรียกว่า Forer effect แทน Barnum effect) โดยพานักศึกษาเข้ามานั่งในห้อง และหลังจากนั้นก็บอกกับนักศึกษาว่าจะใช้ความรู้ความสามารถของเขาในการวิเคราะห์ลักษณะอุปนิสัยของแต่ละคนออกมา โดยจะเขียนใส่กระดาษแล้วยื่นให้แต่ละคนอ่าน และเมื่อนักศึกษาอ่านคำวิเคราะห์ (ทำนาย) นิสัยของตัวเองแล้ว จะต้องให้คะแนนความแม่นยำของการทำนาย โดยสามารถให้คะแนนได้ระหว่าง 0-5 ซึ่ง 0 คะแนนหมายถึง แย่มาก มั่วสนิท ไม่ตรงเลย ส่วน 5 คะแนนคือ แม่นมาก

ผลการทดลองออกมาพบว่า Forer ได้คะแนนรวมเฉลี่ยสูงถึง 4.26 คะแนน โดยนักศึกษาจำนวนกว่า 40% ให้คะแนนเต็ม 5 คะแนน แต่เมื่อทุกคนแลกใบวิเคราะห์กันอ่านก็ต้องอึ้งกันเป็นแถบเพราะทุกใบมันเขียนเหมือนกันหมด!

ตัวอย่างคำทำนายของ Forer

“…คุณอยากให้คนอื่นชื่นชมคุณ แต่หลายครั้งคุณก็มักจะโทษตัวเองในบางสิ่งบางอย่างที่ได้ทำไป คุณเป็นผู้ที่มีศักยภาพที่ดีเพียงแต่ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้อย่างเต็มที่ ภายนอกคุณอาจจะดูเข้มแข็งและควบคุมตัวเองได้ แต่คุณก็ยังมีความกังวลและไม่มั่นใจอยู่ภายในใจ มีหลายครั้งที่คุณรู้สึกสับสนว่าสิ่งที่คุณได้ทำไปแล้วมันถูกต้องหรือไม่…”

“…คุณพบว่ามันเป็นการยากที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของคุณออกไปให้คนอื่นๆได้เห็น ทำให้คุณต้องเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ ความปรารถนาบางอย่างในชีวิตของคุณเป็นสิ่งที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้…”

“…เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณคือความรู้สึกมั่นคงในชีวิต…”

ประโยคลักษณะแบบนี้ มักจะทำนายในสิ่งที่เรียกว่าเป็น ความต้องการพื้นฐานของจิตใจคน หรือที่เรียกว่า basic psychological need ซึ่งในทฤษฏีจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม (humanistic psychology) เชื่อว่าคนทุกเรามีความปรารถนา บางอย่างที่เป็นพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ และเป็นสากลคือเหมือนกันในทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกวัฒนธรรม

สรุป

ความปรารถนาเหล่านี้ได้แก่ ความอยากเป็นที่รัก (อยากให้คนอื่นรัก) ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ความสงบสุข ความเป็นอิสระ และความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เป็นต้น ทำให้เมื่อทำนายในสิ่งเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกว่ามันตรงนั่นเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ที่มา : หมอคลองหลวง


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


รับมืออย่างไร เมื่อของมันต้องมี

“ของมันต้องมี” มักเป็นประโยคที่เราหยิบมาใช้เป็นเหตุผลในการซื้อของที่ไม่จำเป็น แม้ว่ามันจะแพงกว่าปกติ แต่เป็นเพราะความอยากได้อยากมี หรือความต้องการที่จะมี ล้วนแล้วแต่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นเพื่อนมี เพราะเพื่อนก็นับเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา การมีนิสัยติดเพื่อน หรือมีนิสัยตามเพื่อนในช่วงวัยรุ่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก การไปเที่ยวกับเพื่อน ไปกินข้าว ซื้อของ การแต่งกาย รวมไปถึงสิ่งของต่าง ๆ ที่เชื่อมเรากับเพื่อนคล้ายคลึงกัน ทำให้หลายครั้งเรามีความต้องการอยากได้อยากมีเหมือนเพื่อนเพื่อให้เกิดการยอมรับจากกลุ่ม

จึงเกิดคำถามว่า…
สรุปแล้ว เราจะซื้อสินค้านั้นเพื่อนำมาใช้งาน
หรือเอาไว้อวดเพื่อนกันแน่?

เมื่อพูดถึงความอยากได้อยากมี หรือความต้องการ มันคือระดับความต้องการที่ทุกคนมีได้ เมื่อดูจากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of need) ที่ได้จัดลำดับความต้องการของคนเราเอาไว้ 5 ระดับ ดังนี้

Maslow’s Hierarchy of need
Maslow’s Hierarchy of need

ลำดับความต้องการของมาสโลว์

  • ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)
    คือ ความต้องการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ การนอนหลับ อากาศ เป็นต้น
  • ความต้องการด้านความปลอดภัย (Safety Needs)
    คือ ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นอิสระจากความกลัว ขู่เข็ญ บังคับ จากผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม
  • ความต้องการการยอมรับ (Love and Belonging Needs) 
    คือ ความต้องการทางด้านสังคม ต้องการได้รับความรัก มิตรภาพ การเข้าร่วมและการยอมรับของกลุ่ม เช่น เราเลือกเสื้อผ้าโดยเลือกยี่ห้อที่กลุ่มเพื่อนเรานิยม เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม
  • ความต้องการการยกย่อง (Esteem Needs)
    คือ ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนับถือตนเอง ภูมิใจในตนเอง ต้องการให้ผู้อื่นเห็นคุณค่า ต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีความสามารถ มีคุณค่า และมีเกียรติ
  • ความต้องการความสมหวังในชีวิต (Self-actualization Needs) 
    คือ ความต้องการที่จะรู้จักและเข้าใจตนเอง เพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองให้สมบูรณ์ กระบวนการที่จะพัฒนาตนเองตามศักยภาพ เป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบ

สำหรับความอยากได้อยากมี
อยู่ในขั้นของความต้องการการยอมรับ
(Love and Belonging Needs)

Sale signage
Sale

เพราะของมันต้องมี บ่อยครึ่งเราจึงต้องการที่จะมีเหมือนเพื่อนเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม ซึ่งหากความต้องการนั้นอยู่เหนือการควบคุม จะทำให้เราต้องรู้สึกลำบากใจหรือรู้สึกทุกข์เมื่อไม่มีเหมือนเพื่อน ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเรา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้แนะนำวิธีปฏิบัติกรณีที่เราอยู่ในภาวะ “อยากมี อยากได้” เอาไว้ดังนี้

การรับมือเมื่ออยากได้อยากมี

  1. ฝึกมองข้อดีของตัวเอง 
    จะทำให้เรารู้สึกมั่นใจ แม้จะเป็นข้อดีคนละด้านกับผู้อื่น แต่เราต้องบอกตัวเองเสมอว่า ฉันมีดีในเรื่องนี้
  2. อย่ามัวแต่ตามเพื่อน 
    ควรหาอะไรทำให้มีความสุข เพราะทุกคนต้องมีโลกของตัวเอง ไม่ใช่เอาโลกของเราไปซ้อนกับคนอื่นตลอดเวลา
  3. ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด 
    ให้นึกเสมอว่าปัจจุบันเรามีเพียงเท่านี้ และต้องย้ำกับตัวเองว่าถ้าฉันทำดีที่สุดแล้ว ก็จำเป็นต้องมั่นใจ
Mens
Mens

มันไม่ใช่ความผิดที่เราอยากได้อยากมี เพราะทุกคนต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน แต่หากมากเกินไปเราจะไม่มีความสุข และไม่มีความเป็นตัวเอง

ความอยากได้อยากมีของเราควรอยู่บนความพอดี มองหาข้อดีของตัวเองแล้วดึงมันออกมาใช้อย่างมีศักยภาพ เพราะทุกคนมีข้อดีเป็นของตัวเองที่ทุกคนอยากนำไปเป็นต้นแบบ

แม้ว่าเพื่อนจะเป็นคนที่อยู่กับเราในหลาย ๆ เหตุการณ์ในชีวิต แต่ครอบครัวยังเป็นสถาบันที่เข้มแข็งและอยู่กับเราชั่วชีวิต หากมีปัญหาที่เรารู้ว่าเพื่อนไม่สามารถช่วยเหลือได้ การปรึกษาครอบครัวจะเป็นอีกหนึ่งออกที่จะช่วยให้วัยรุ่นสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้

สรุป

ความอยากได้อยากมี มีได้ แต่ไม่ควรยึดติด เพราะจะทำให้เราไม่มีความสุขและจะส่งผลต่อสุขภาพจิต อย่ามัวแต่กังวลว่าเพื่อนจะไม่ยอมรับให้เข้ากลุ่ม เพราะหากเป็นเพื่อนกันจริง ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง ก็ย่อมรับกันได้ ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ว่าเราสูญเสียกันไปเท่าไหร่แล้วกับคำว่า “ของมันต้องมี”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยพญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


15 เหตุผล ทำไมถึงนก

นกสัตว์มีกระดูกสันหลังเลือดอุ่น มี 2 เท้า 2 ปีก และมีขนปกคลุมตัว ออกลูกเป็นไข่ แต่ในปัจจุบัน นกมักใช้แทนอาการผิดหวัง หลุดมือ เหมือนนกที่ชอบบินจากไป หากใช้กับการจีบผู้ชายไม่ติดก็จะเห็นได้ชัดว่า นกจากผู้ชาย

ในช่วงแรก นก มักใช้แทนบุคคลที่ไม่สมหวังในความรัก คนที่อกหัก ต่อมาคำว่า “นก” ถูกใช้ในหลาย ๆ สถานการณ์ในชีวิตที่แสดงออกถึงความผิดหวัง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
White Bird flying
Bird flying

15 เหตุผลทำไมถึงนก

ว่ากันด้วยอาการนก ด้วยความที่โลกนี้มันหมุนไป ทุกอย่างรวดเร็ว นัดเจอกันเร็ว คุยกันเร็ว มีอะไรกันเร็ว และเลิกกันเร็ว นกเร็ว เทเร็ว เร็วไปหมดทุกอย่าง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ ปรภ จะขอยกเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงยัง “นก” มาฝากกัน  

1. โหยหาสถานะแฟนมากเกินไป

เมื่อไหร่ที่เราพยายามหาแฟนอย่างจริงจังมากเกินไป เราจะกดดันตัวเอง และเมื่อได้เริ่มต้นคุยกับใครคุณก็จะเกิดความคาดหวัง สร้างจุดหมายโดยที่ไม่ได้ศึกษากับคนที่เข้ามาอย่างจริงจัง จนทำให้พอมีอะไรไม่เป็นไปตามแผน คุณก็จะบินออกห่างมา หรืออีกฝ่ายเท จนคุณต้องนกอีกครั้ง

2. หมกมุ่นกับตัวเอง

ในยุคนี้ที่เราสามารถหาแฟนหรือคุยสื่อสารได้ทางแอปพลิเคชัน เราสามารถคุยกับหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งนั้นกลับทำให้เรารู้สึกเหงายิ่งกว่าตอนเราไม่มีคนคุย นั่นเป็นเพราะเรากำลังหมกมุ่นกับการอยู่ในกรอบจอโทรศัพท์มากเกินไป ไม่ต่างอะไรกับการหมกมุ่นกับตัวเอง จึงทำให้นกด้วยตัวเองในที่สุด

Men's reflection
Men’s reflection

3. ผิดที่ ผิดเวลา

แอปพลิเคชันหาคู่ไม่ใช่สถานที่แรกที่คุณควรหาแฟน แม้ว่าจะมีหลายคู่สามารถคบกันยาวนาน แต่ก็ไม่ใช่เสียทุกคู่ เพราะนอกจากแอปฯ เหล่านั้นแล้วยังมีสถานที่ที่คุณควรออกไปเปิดโลกทัศน์ ไม่ว่าจะผับหรือบาร์ หรือสถานที่ต่าง ๆ อีกมากมายที่ชาวเกย์จะมารวมตัวกันอาจจะช่วยให้คุณไม่นกได้ เอาล่ะ วางโทรศัพท์แล้วออกไปเจอโลกกันเถอะ

4. สเปคสูงเกินไป

หลายคนตั้งมาตรฐานเอาไว้สูง จะต้องตี๋ ต้องขาว ต้องสูง หล่อ ล่ำ มีกล้าม ไม่ชอบคนออกสาว ไม่ชอบคนมีรอยสัก ไม่ชอบคนอ้วน นี่แหละ เพราะมัวแต่เลือกเยอะมากเกินไปจนละเลยคนดี ๆ ทำให้คุณยังไม่สามารถเริ่มต้นกับใครได้สักที ก็จงนกต่อไปนะ

5. มีคู่นอนมากเกินไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้มีการวันไนท์สแตนด์กันมากมาย และเพราะความสนุกชั่วคราวที่ไม่อยู่ตลอดไปก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้คุณไม่สามารถจริงจังกับใครได้ เพราะคุณมองว่า อย่างน้อย ก็ยังมีคนนั้นเป็นเพื่อนคู่ขาของคุณอยู่ ทำให้คนมีอีโก้มาค้ำคอให้เชิดคอเป็นนกอยู่ร่ำไป

2 Mens

6. ความสัมพันธ์แบบเร่งรีบ

เมื่อมีใครสักคนเข้ามาคุณรีบที่จะเข้าไปอยู่ในโลกของเค้า พยายามเอาอกเอาใจ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่การเอาโลกของตัวเองผสานเข้ากับโลกคนอื่นอย่างเร่งรีบอาจเกิดอาการช็อคแบบไม่ทันตั้งตัว และเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หลายคู่เลิกกันก่อนจะคบกัน นกเพราะรีบไงล่ะ

7. ชอบการมีสถานะแฟน แต่ไม่ได้อยากมีแฟน

หลายคนโหยหาสถานะแฟนมาก อยากมีแฟน หาแฟนเป็นงานอดิเรก เมื่อมีคนเข้ามาคุยก็รีบเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนโดยที่ไม่ได้ศึกษาดูใจกันก่อน แม้ว่าในใจลึก ๆ คุณอาจไม่ชอบเค้า แต่คุณรู้สึกดีที่ได้เรียกใครสักคนว่าแฟน ได้เปิดเผยต่อที่สาธารณะ ได้ถ่ายรูปคู่ กินข้าวดูหนัง และอวดเพื่อนว่ามีแฟน แต่พออยู่ร่วมกันหรือรู้จักกันจริง ๆ ก็พบว่าไปกันไม่รอด และสุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังอยู่ดี

8. ไม่เหมาะกับความรัก

หลายคนอาจมีความคิดว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะมีใคร ไม่เหมาะที่จะมีความรัก ทำให้ปิดกั้นตัวเอง เก็บใจไว้ในลิ้นชักเหมือนพี่ใหม่ เจริญปุระ ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นกับใครเพราะหัวใจยังไม่ได้รับการเยียวยา แต่คุณรู้ไหมว่าโลกนี้ไม่มีใครที่ดีพร้อมไปเสียทุกเรื่องหรอก

Man in water
Man in water

9. กลัวการถูกปฏิเสธ

คุณมักบอกกับตัวเองว่าเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง จึงไม่คิดว่าคู่ควรกับการที่จะมีความรัก ไม่กล้าจีบใคร จีบใครไม่เป็น ซึ่งจริง ๆ แล้วในใจลึก ๆ คุณกลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการนกจนไม่กล้าที่จะเปิดใจคุยกับใครสักคน

10. กลัวถูกเหยียดเพศ

แม้ว่าจะมีเกย์หลายคู่ออกมาเปิดเผยตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกบางมุมที่ยังรับไม่ได้ คุณจึงกลัวว่าคนรอบข้างจะมองคุณไม่ดี มองว่าคุณเป็นเกย์ (ก็เป็นน่ะสิ) หรือคุณอาจจะเป็นพวกแมน ๆ คบกันไม่เปิดเผย เลยทำให้ยังไม่เจอใครที่คู่กัน หรือศีลเสมอกัน

11. ไม่เชื่อในความรัก

โลกนี้มีคนอีกกลุ่มที่มองว่าความรักไม่มีอยู่จริง อาจเป็นคุณเคยเจ็บปวดกับความรักที่ทุ่มเทมามากมายหลายครั้ง หรืออาจมีต้นแบบทางความรักที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จคุณจึงมองว่าความรักระหว่างเพศเดียวกันไม่มีอยู่จริง คุณจึงไม่ได้ต้องการสานสัมพันธ์กับใคร มีเพียงแค่คู่นอนไปวัน ๆ นกไปวัน ๆ และพอถึงเวลาที่คุณชอบใครขึ้นมาความคิดนี้ก็จะมาดึงให้คุณนกแล้วบินจากมาอีกครั้ง

Man wearing make up

12. ไม่มีคู่รักต้นแบบในอุดมคติ

เช่นเดียวกับข้อที่แล้ว ที่คุณไม่เชื่อในความรัก นั่นเพราะคุณไม่รู้จักคู่รักเกย์ที่คบกันยืนยาว ทำให้คุณไม่มีแรงบันดาลใจที่จะรักใครแบบยืนยาว

13. กลัวความใกล้ชิด

เพราะทุกคนมีโลกที่ไม่อยากให้ใครมายุ่ง คุณอาจเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูงมาก จึงกลัวการเปิดใจให้ใครเข้ามาศึกษาเรียนรู้ คุณกลัวความสนิทสนม และไม่กล้าที่จะเปิดใจรับใครเข้ามาในชีวิต

14. เซ็กส์ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง

เซ็กส์ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำกันสนุก ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เซ็กส์สำหรับคู่รักมันคือการแสดงออกถึงความรักระหว่างคุณกับคนรัก ซึ่งการที่คุณจะมีแฟนและมีเซ็กส์กับคนเพียงคนเดียวอาจทำให้คุณอึดอัดใจ เพราะคุณอาจยังไม่รู้จักเพียงพอกับความเยอะของคุณเอง

Man wearing Jeans Jacket

15. ยอมหักไม่ยอมงอ

ความรักเป็นเรื่องของสองคน หลายครั้งที่คู่รักเลิกกันเพียงเพราะมีปากเสียงด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเพราะยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ต้องการเอาชนะ แต่ความรักที่ดีนั้นไม่ใช่เกมการแข่งขัน ไม่มีผู้แพ้หรือชนะ การยอมให้กันในบางเรื่องจึงเป็นสิ่งที่คู่รักทำกัน ไม่ใช่แต่แข็งข้อเพียงอย่างเดียว

สรุป

ไม่ผิดที่หลายคนอยากจะอยู่โสด หรืออยู่คนเดียว เพราะบางครั้งการมีแฟน หรืออยู่ในความสัมพันธ์อันซับซ้อน มันอาจทำให้เราเหงากว่าตอนไม่มีใคร ก็จงนกต่อไป ชะเอิงเงย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


เรื่องเล่าของพี่แดง ผู้นำศาสตร์พระราชามาใช้ได้จริง

จากแม่ค้าส้มตำ สู่ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำ  “ศาสตร์พระราชา”  มาปรับใช้ โดยการปลูกผักกินเองจนสามารถต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อ นำไปสู่การพัฒนาชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของ  “เมืองแห่งสุขภาวะ”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Duangsamorn Wonglaya Photo by Thaihealth

พี่แดง ผู้หญิงสุดแกร่ง ที่ผันตัวเองจากแม่ค้าส้มตำธรรมดา พัฒนามาสู่การเป็นผู้นำของชุมชนที่ให้ความรู้เรื่องของศาสตร์พระราชา ผ่านสวนหลังบ้านที่เป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติจริง

นางดวงสมร วงศ์ยะรา หรือพี่แดง ปราชญ์ชาวบ้าน ประจำตำบลเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรี ผู้มีปัญหาสุขภาพจากการตำส้มตำค้าขายเป็นอาชีพหลัก หันมาดูแลสุขภาพด้วยการปลูกผักกินเอง โดยเริ่มจากผักสวนครัวที่ตนเองชอบเพื่อกินเองในครอบครัว แล้วจึงปลูกผักที่ตนเองไม่ชอบเพื่อแจกจ่าย และหัดกินเพื่อความหลากหลาย จนรู้สึกว่าสุขภาพของตนเองดีขึ้น จึงเริ่มปลูกมะกรูด เป็นอันดับแรก

“…ในช่วงแรก แดง ลองผิดลองถูกตลอด เนื่องจากแดงไม่เคยทำอะไรมาก่อนเลย แต่เวลาทำอะไรผิด ในใจของแดงจะนึกเสมอว่า ‘พ่อช่วยแดงหน่อย’ พ่อที่แดงนึกถึงก็คือพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง แดงเลยตั้งใจว่าถ้าสิ่งที่แดงทำอยู่ สามารถทำให้แดงสุขภาพดีขึ้นได้จริง แดงจะขอสานต่อตามรอยพ่อตลอดไป…”  พี่แดง เล่าจุดเริ่มต้นของการทำงาน

Duangsamorn-Wonglaya sit front of her bamboo
Duangsamorn Wonglaya

พี่แดง เล่าต่อไปว่า เมื่อก่อนจะทำงานในสวนทั้งวัน แต่ปัจจุบันได้ปรับเวลาการทำงานใหม่ โดยจะนอนตอนสามทุ่มเพื่อที่จะตื่นมาทำสวนตอนตีสอง และอาศัยไฟถนนจากทางเทศบาลในการมองเห็น ส่วนในสวนหลังบ้านจะเข้าไปตอนหกโมงเช้า และกลับมานอนพักอีกครั้งตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมงเพื่อชดเชยแรงให้ตนเอง 

ส่วนการปลูกผักสวนครัวจะใช้น้ำหมักชีวภาพ และไม่ใช้สารเคมีในการไล่แมลง โดยให้เหตุผลว่า แมลงหนีการฉีดพ่นสารเคมีมาจากที่อื่น ตนก็เลยจะแบ่งให้พวกแมลงได้กินบ้าง

“…เมื่อก่อนแดงใช้เวลาอยู่กับต้นไม้จนผู้คนรอบข้างต่างก็หาว่าแดงไม่เข้าสังคม แดงก็อธิบายไปว่า แดงยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แดงจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร” นางดวงสมร เล่าถึงครั้งแรกของการทำงานเพื่อสังคมต่อไปว่า “แต่พอสุขภาพของแดงดีขึ้น ก็ใช้สวนของตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ของ กศน. แดงจะให้นักเรียนหัดตอนกิ่ง แล้วจำเอาไว้ว่าเป็นกิ่งของต้นไหน จากนั้นให้นำกลับไปปลูกต่อที่บ้าน เพื่อสานต่อตามรอยพ่อ ซึ่งก็ทำสำเร็จ เพราะนักเรียนถ่ายรูปส่งกลับมาให้ดูว่าได้ทำตามแบบแดงแล้ว…” นางดวงสมร กล่าวด้วยรอยยิ้ม

Lemon Tree without Leaves
Lemon Tree without Leaves Photo by Thaihealth

นางดวงสมรเล่าถึงที่มาของต้นมะนาวไร้ใบว่า ตนเป็นคนที่เด็ดใบออกเอง เพราะในตอนแรกมะนาวต้นนี้ไม่มีลูกจึงทำการทดลองโดยการไม่รดน้ำ จนกระทั่งใบของต้นมะนาวห่อตัวเข้าหากันเลยแก้ไขด้วยการใส่จุลินทรีย์สังเคราะห์เข้าไปแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ส่งผลให้ต้นมะนาวออกดอกออกผลเต็มต้น จนถึงตอนนี้จึงทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า หากเด็ดใบของต้นมะนาวทั้งหมดทิ้ง ใบจะแตกออกมาเยอะกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งการพัฒนาการเกษตรที่จะได้ผลจริงนั้นจะต้องลงมือทดลองค้นคว้า ต้องปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ว่า 

…เกษตรกรรมนี้หรือความเป็นอยู่ของเกษตรนั้น
ขอให้ปฏิบัติ ไม่ใช่ถือตำราเป็นสำคัญอย่างเดียว…

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากเว็บไซต์ สสส.
ให้สัมภาษณ์โดยนางดวงสมร วงศ์ยะรา ปราชญ์ชาวบ้าน ประจำตำบลเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรี

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


หลายความคิด ชีวิตในเรือนจำ

กำแพงสูงตระหง่านและรั้วลวดหนามกั้นโดยรอบ เป็นภาพปรากฎของ “คุก” ในสายตาของคนในสังคม ที่แบ่งแยกระยะห่างที่ชัดเจนระหว่างผู้คนในเรือนจำกับสังคมภายนอก จนทำให้ผู้ใช้ชีวิตหลังกำแพงลืมไปเลยว่าสังคมที่แท้จริงเป็นอย่างไร และเมื่อกลับออกมาอีกครั้งก็ต้องเผชิญกับนานาทัศนะ ที่มองคนหลังกำแพงในด้านติดลบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
gray barbwire on Fence near building
Fence

เรื่องเล่าจากคุณหมอที่เคยอยู่ในคุก

“…หลายคนมองว่าผู้ที่อยู่ในเรือนจำเป็นคนน่ากลัว มีปัญหา ไม่ควรได้รับโอกาส เห็นได้ชัดจากการประกาศอภัยโทษทำให้สังคมเกิดการแตกตื่น ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปล่อยตัว แต่อยู่ที่ทัศนคติของคน…”

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะของหมอที่เคยอยู่ในเรือนจำ เล่าว่า ผู้ที่อยู่ในเรือนจำไม่ต่ำกว่า 80% ไม่สมควรอยู่ในนั้น เป็นผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด แต่ด้วยข้อบังคับของกฎหมายที่ทำให้ไม่มีทางเลือก หรือการตัดสินของศาลซึ่งสามารถตัดสินแบบอื่น เช่น แพทย์บางคนถูกส่งเข้าเรือนจำกว่าครึ่งปีเพียงเพราะจ่ายเช็คเด้ง

A man in suit with microphone
Surapong Suebwonglee Photo by Thaihealth

ในความเป็นจริงหากวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมก็ควรจะปรับวิธีการลงโทษ อาจใช้การปรับเป็นจำนวนเงินหรือใช้เทคโนโลยีกำไลอิเลกทรอนิกส์ และเลือกส่งคนเข้าเรือนจำเฉพาะกรณีที่จำเป็น หรือเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับคนในสังคม

นพ.สุรพงษ์ เล่าต่อว่า ในขณะที่ปัญหาในเรื่องของการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพที่ติดอยู่กับโรงพยาบาลไม่ได้ถูกนำมาใช้ที่นี่ เพราะขาดกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูล รวมถึงแพทย์ที่เข้ามาทำหน้าที่ตรวจรักษาผู้ที่อยู่ในเรือนจำกลับมีทัศนคติที่ขาดความเมตตาเอื้ออาทร ตรวจแบบห่าง ๆ เช่น การส่องไฟฉายไปยังปากของคนไข้อย่างห่าง ๆ เป็นต้น 

เรื่องเล่าจากการเข้าไปเยือน

“…การที่มีคนเข้าเรือนจำเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา โครงสร้าง และความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรี หลายคนถูกสังคมบีบให้กระทำความผิดจนต้องเข้ามาสู่เรือนจำ…”

A Woman with Microphone
Supinya Klangnarong Photo by Thaihealth

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ในฐานะของคนทำงานสื่อที่ไปเยี่ยมเพื่อนเรือนจำ อธิบายว่า ผู้ที่ทำความผิดเพียงเล็กน้อยไม่สมควรต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำ เพราะมันส่งผลกระทบเป็นหวงโซ่ของสังคม เช่น กรณีที่ผู้ที่เข้าไปเป็นพ่อ ส่งผลให้ขาดหัวหน้าครอบครัว หรือผู้ที่เข้าไปเป็นแม่ จะทำให้ขาดคนเลี้ยงดูลูก แม้สามีที่กระทำความผิดจริงแต่ภรรยาที่อยู่ด้วยขณะเกิดเหตุถูกตัดสินว่าผิดด้วยกัน ส่งผลให้ลูกขาดคนดูแลอบรมสั่งสอน เด็กจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ กระทบกันเป็นวงจรและอาจเข้าสู่หวงโซ่ที่อาจกระทำความผิดตามรอยผู้ปกครอง

“…ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยหรือละเลยผู้กระทำความผิด แต่ในหลายกรณีไม่ควรถูกลงโทษด้วยการจองจำ…”

เรื่องเล่าของผู้หญิงจากเรือนจำ

“…คืนคนดีสู่สังคม แต่การปฏิบัติในเรือนจำมันไม่ใช่ ผู้คุมกดขี่ให้ผู้ต้องขังถูกประณาม ไม่ควรออกมาสู่สังคม และถูกตีตราว่าเป็นนักโทษ…”

a woman with microphone
Jintana Kaewkaw Photo by Thaihealth

คุณจินตนา แก้วข้าว นักสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านที่เคยอยู่ในเรือนจำ เล่าประสบการณ์ว่า สิ่งที่เห็นหลายอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะพฤติกรรมที่ผู้คุมสั่งให้นักโทษนั่งคุกเข่า หรือการลงโทษด้วยการสก๊อตจั๊มพ์แบบเหมารวม การส่งตัวคนออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในชุดนักโทษ หรือสภาพของห้องน้ำที่มีเพียงฉากกั้นแค่หน้าอกเมื่อนั่งยอง

“…อย่ามองว่าคุกเป็นสถานที่ที่คนต้องถูกประจาน หลายคนไม่ทำผิดแต่ถูกประจาน ประณาม และไม่สามารถกลับมาเป็นคนดีในสังคมได้อีก…”

ปัญหาของชีวิตหลังกำแพงพูดเท่าไหร่ก็ไม่จบ แต่หากยึดหลักการหรือวิธีคิดของการทำให้ชีวิตคนในเรือนจำไม่ต่างจากชีวิตที่มีความปกติเหมือนข้างนอก ให้บริการตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ เพราะการใช้ชีวิตอยู่รวมกันอย่างแออัดและสภาพแวดล้อมภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งขัดในเรือนจำก็ถือเป็นการลงโทษที่มากพอ

ไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายและทางสังคมอย่างไร แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของประชากรไทย ก็สมควรได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพตามสิทธิหลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกันทุกคน

สรุป

การใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำโดยถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขาดการเชื่อมต่อหรือบูรณาการ ส่งผลให้เมื่อออกมาสู่โลกกว้างแล้วอาจปรับตัวไม่ได้ รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่มีที่ไป ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไร้ญาติขาดมิตร สังคมไม่ยอมรับ นับเป็นสิ่งที่โหดร้ายและเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการคืนคนดีสู่สังคมที่ล้มเหลว ทำให้พวกเขากลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกครั้ง 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากงานเสวนา “นานาทัศนะต่อคุกไทย: สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่ควรจะเป็น” โดย
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะของหมอที่เคยอยู่ในเรือนจำ
จินตนา แก้วข้าว นักสิทธิมนุษยชนชาวบ้าน ที่เคยอยู่ในเรือนจำ
สุภิญญา กลางณรงค์ ในฐานะของคนทำงานสื่อที่ไปเยี่ยมเพื่อนเรือนจำ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


เช็คก่อนเชื่อ ข่าวลวง ข่าวปลอม

เทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดข่าวลวง และข่าวปลอม อันเป็นปัญหาระดับสากลที่เกิดขึ้นทั่วโลก สังคมยุคดิจิทัลที่พัฒนาให้ช่องทางสื่อสารบนโลกออนไลน์ถูกพัฒนาให้ง่ายต่อการใช้งาน อันเป็นต้นเหตุของข่าวลวง ข่าวปลอม

จากเดิมที่คนทั่วไปเป็นเพียงผู้รับสาร แต่ทุกวันนี้ทุกคนสามารถเลือกเป็นสื่อเองได้ ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่ปรากฏขึ้นจึงอาจขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง เกิดการเผยแพร่ข่าวลวง ข่าวปลอม รวมไปถึงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายกับสังคมเป็นวงกล้าง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
People sitting down near table with laptop
People sitting down near table with laptop

การแชร์ข่าวลวงข่าวปลอม ข้อมูลที่ผิด ข้อมูลที่ขาดความน่าเชื่อถือหรือแหล่งอ้างอิง ถือเป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ผู้ใช้สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียมักจะส่งต่อหรือแชร์กันเป็นประจำ โดยส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลที่มีเนื้อหากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น หรือข่าวที่เสียหายทำให้เรารู้สึกอยากส่งต่อข้อมูลอันเป็นความเข้าใจผิดของสังคม ไม่ว่าจะเรื่องยารักษาโลกที่สามารถรักษามะเร็งได้ รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่ช่วยให้เกิดสิ่งดีๆ ไปจนถึงเรื่องการค้าขาย เรื่องเพศ ที่ส่งผลกระทบในทุกแวดวงของสังคม

“…สมัยก่อนสื่อมวลชนทำหน้าที่ในฐานะ‘ผู้รักษาประตูข่าวสาร หรือ Gatekeeper’ ที่คอยกรองข่าวให้กับประชาชน แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าใครที่เป็นผู้ใช้สื่อก็สามารถเป็นผู้ส่งสารเองได้ แต่จะไม่มีใครทำหน้าที่ผู้รักษาประตูข่าวสาร ที่ทำหน้าที่ในการคัดกรองและพิจารณาความน่าเชื่อถือของข่าว…” นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ทางด้าน นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภค สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า “…การเปลี่ยนผ่านของสื่อมวลชนที่พัฒนาจากสื่อกระจายเสียงและสื่อสิ่งพิมพ์ เข้าสู่ยุคของสื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้บทบาทของสื่อมวลชนแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและแหล่งที่มาของข่าวเปลี่ยนไป ผู้รับสารมีช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น การผลิตข้อมูลข่าวสารในหลากหลายรูปแบบรวมถึงข้อมูลข่าวสารลวงจึงเป็นปัญหาระดับโลก…”

person holding iphone space grey open twitter
person holding iphone

ข่าวลวง ข่าวปลอม คืออะไร?

  • พาดหัวลวง ชวนให้คลิก โดยส่วนใหญ่มักใช้คำหรือข้อความในการพาดหัวเพื่อให้คนเข้าใจผิด ทำให้ดูชวนสงสัย ชวนติดตาม กระตุ้นความอยากรู้ หรือเรียกร้องความสนใจให้คนอยากส่งหรือแชร์ต่อข้อมูล เนื้อหาอาจจะไม่ใช่เรื่องเท็จทั้งหมด เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียกให้ผู้เข้าชมคลิกไปยังลิงก์ที่ต้องการ
  • โฆษณาชวนเชื่อ เป็นเรื่องราวที่ถูกคัดสรรและสร้างขึ้นเพื่อให้เข้าใจผิด สร้างอคติทั้งทางลบและบวก ส่วนใหญ่มักเป็นสร้างเรื่องราวเพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะการหวังผลทางการเมืองที่อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หรือชื่นชอบก็ได้
  • เสียดสี/ล้อเลียน เป็นการสร้างข่าวขึ้นมาเพื่อล้อเลียนหรือเสียดสีคนดังเพื่อความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ถือว่าเป็นข่าวที่สร้างความเสียหายให้ตัวบุคคลนั้น แต่สามารถเรียกความสนใจให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ และส่งต่อหรือแชร์ต่อได้เป็นอย่างดี
  • เสนอข่าวแบบลวกๆ ในบางครั้งผู้สื่อข่าวที่เป็นผู้รักษาประตูข่าวสารอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตกหล่นข้อมูล หรือข้อมูลผิดพลาด ส่งผลให้สำนักข่าวหรือตัวผู้สื่อข่าวไม่น่าเชื่อถือ เป็นเพราะความไม่ละเอียดที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมเข้าใจผิด ถึงแม้ว่าเนื้อหาข่าวอาจจะไม่เท็จทั้งหมด แต่การมีข้อมูลตกหล่นหรือคลาดเคลื่อนส่งผลต่อการรับรู้ของผู้อ่านหรือผู้ชม
  • ข่าวลำเอียง การค้นหาข้อมูลบางอย่างบนสื่อสังสังคมออนไลน์ สามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นที่จะช่วยสนับสนุนความคิด ความเชื่อ อคติของผู้ใช้สื่อ โดยสามารถวิเคราะห์จากลักษณะคำค้นหาของผู้ใช้สื่อ ทำให้ข้อมูลที่ปรากฏอาจเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เป็นข้อมูลที่ปรากฎแบบลำเอียง หรือข้อมูลที่ตอบรับความคิดของผู้ที่ค้นหา
hand of person using smartphone
person using smartphone

วิธีตรวจเช็ค ข่าวลวง ข่าวปลอม

การร่วมมือกันต่อต้านข่าวลวงข่าวปลอมควรเกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม ปรภ จึงขอนำองค์ความรู้ที่จะช่วยส่งเสริมให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ รู้เท่าทันสื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัลได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การเช็คว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอมสามารถทำได้ดังนี้

  • ลิงก์ที่เห็นเกี่ยวกับเนื้อหาหรือไม่ ตรวจสอบลิงก์ หรือ url ของเว็บไซต์ ดูความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว ตรวจสอบชื่อของเว็บไซต์และลิงก์ทางการ ว่าเป็นเว็บไซต์ทางการหรือเป็นเว็บไซต์ปลอม ตรวจดูหน้าอื่นๆ ของเว็บไซต์ ภารกิจองค์กร ที่อยู่ในการติดต่อ ฯลฯ
  • อ่านเนื้อหาโดยรวม สังเกตพาดหัวข่าวที่ดูหวือหวา และอ่านเนื้อหาที่อยู่ในเรื่อง ว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ น่าเชื่อถือแค่ไหน
  • ทำความรู้จักผู้เขียน ค้นหาดูว่าผู้เขียนเนื้อหานั้นมีตัวตนจริงไหม มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนโดยอ่านเนื้อหาหรือบทความเก่าของผู้เขียนนั้นๆ  
  • ตรวจสอบวันเดือนปีที่เผยแพร่ การโพสต์ข่าวเก่าอาจจะไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่การนำข่าวเก่ากลับมาโพสต์โดยอ้างอิงเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันก็อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด
  • ตรวจสอบอคติของเรา เพราะความเชื่อส่วนตัวอาจเป็นสิ่งที่ตัดสินข่าวนั้น หากเราคิดว่าเรื่องราวจะเป็นไปในทิศทางใด ข่าวปลอมที่ปรากฏตามความคิดอาจชักจูงให้หลงเชื่อได้ง่าย
  • ถามผู้รู้ถ้าไม่แน่ใจ ควรถามผู้รู้หรือตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่นำเสนอข้อเท็จจริง หรือการนำเสนอข่าวจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ
man using smartphone and holding jeans
man using smartphone

สรุป

รู้อย่างนี้แล้วก่อนจะแชร์ จะคอมเมนต์อะไรบนสื่อสังคมออนไลน์ควรตรวจเช็คข้อมูลข่าวสารก่อน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง ข่าวปลอม ที่เขียนขึ้นมาเพื่อเรียกยอดวิวนะครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน
ให้สัมภาษณ์โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภค สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ละครไทย ทำไมถึงน้ำเน่า?

รายการโทรทัศน์ประเภทบันเทิงยอดนิยมคงหนีไม่พ้น “ละครไทย”  โดยละครโทรทัศน์ไทยเรื่องแรกคือเรื่อง สุริยานีไม่ยอมแต่งงาน ออกอากาศทางช่อง 4 บางขุนพรหม ทั้งนี้ละครไทยมักประกอบไปด้วยตัวละครฝ่ายดี ฝ่ายเลว และสามารถเดาตอนจบของเรื่องได้ง่าย โดยมักจะจบลงแบบสุขนฏกรรม และมีการทำซ้ำกันบ่อยครั้ง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Channel 4 thai television stations
Channel 4 tv stations

“ละคร”  เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าเป็นสื่อบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นจากผลสำรวจพบว่า 78% ของเยาวชนไทยมีพฤติกรรมเลียนแบบละคร ทำให้ต้องมองย้อนกลับมาว่า ละครกำลังสอนคนหรือกำลังสะท้อนอะไรบางอย่างจากสังคมกันแน่?

ถ้ามองย้อนกลับไปช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการละครอุดมไปด้วยเรื่องที่เป็นน้ำเน่า วนเวียน ซ้ำซาก จำเจ ไม่ไปไหน มีสูตรสำเร็จตายตัว เดาจุดจบได้ จึงไม่แปลกที่ละครบางช่วงก็น้ำเน่า บทความนี้ ปรภ จะพามาหาคำตอบกันว่า ละครไทย ทำไมถึงต้องน้ำเน่า?

จากนิยาย สู่ละครน้ำเน่า

ในภาษาของละครได้จำแนกละครน้ำเน่าเอาไว้ว่าเป็น  “Melodrama”  หรือที่เรียกว่า  “เรื่องประโลมโลก”  และหากมองย้อนไปในลักษณะวรรณกรรมหรือนิยายที่มีหลายช่วงเวลาในอดีต มันก็อุดมไปด้วยเนื้อหาที่น้ำเน่า เพราะฉะนั้นถ้ามองอย่างให้ความเป็นธรรมกับศิลปะการละคร มันก็คือความจริงที่เกิดขึ้นว่าสังคมในอดีตนั้น  “เสพน้ำเน่า”  เป็นความบันเทิง จึงไม่แปลกที่นิยายบางช่วงเต็มไปด้วยเรื่องที่เราเรียกว่า  “น้ำเน่า”

Drawing of Melodrama
Melodrama

ยุ่น ยิ่งยศ ปัญญา นักเขียนบทละครไทยได้อธิบายคำว่าละครน้ำเน่าเอาไว้ว่า  “ …คำว่าน้ำเน่าเป็นคำแสลงใจ เหมือนเป็นคำด่า  ‘อีน้ำเน่า’  เหมือนถูกสร้างมาเพื่อทำให้เจ็บแสบ ทั้งเจ็บทั้งคัน เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เป็นอคติ และเมื่อคำนี้ถูกนำมาใช้กับละคร ซึ่งความจริงเราก็ติดปากนึกจะใช้สิ่งนี้ว่า ชีวิตของใครสักคนน้ำเน่า เป็นต้น ผมอยากจะชวนให้คิดว่าหากเปรียบเทียบชิ้นงานสักชิ้นในลักษณะของน้ำเน่ามันยุติธรรมไหม?… ”

ศิลปะสะท้อนสังคม

จากประสบการณ์ในวงการนักเขียนบทละคร ยุ่น ได้ให้ความเห็นต่อละครในยุคนี้ว่า  “ …เมื่อพูดถึงละครในยุคนี้ ผู้ผลิตมักจะตีความเอาเองว่า  ‘คนดูชอบเสพสิ่งเหล่านี้’ ‘นี่คือสิ่งที่คนดูต้องการ’ และ ‘เราต้องทำให้คนดูพอใจ’  มันจึงเกิดละครที่มีเนื้อเรื่องน้ำเน่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียน มีการผลิตละครเก่า รีเมค ทำซ้ำขึ้นมาโดยเปลี่ยนตัวละครเอกให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงความเป็นละครน้ำเน่าดั้งเดิมเอาไว้ เพียงเพราะผู้ผลิตเชื่อว่าละครน้ำเน่าจะขายได้… ”

Yingyot Panya
Yingyot Panya

คำว่า  “ศิลปะสะท้อนสังคม”  หมายถึง การมองภาพรวมของสังคมว่าเป็นอย่างไร งานศิลปะที่แม้จะเป็นศิลปะเชิงพาณิชย์อย่างละครทีวีก็ออกมาเป็นเช่นนั้น ชั้นเชิงของการใช้คำว่า  “ละครน้ำเน่า”  ของบริบทการเสียดสีประชดประชันใส่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทำไมละครน้ำเน่าบางเรื่องถึงประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมสูงกว่าละครน้ำดีหลายๆ เรื่อง

การที่ละครน้ำเน่าเป็นที่นิยมกว่าละครขายดีทำให้ต้องกลับมาพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆ เช่น ละครน้ำเน่าเรื่องนั้นออกมาในจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่?  นักแสดงเล่นดีถึงความเป็นน้ำเน่าหรือไม่? องค์ประกอบรวมๆ ในการที่จะออกมาเป็นละครมีความครบเครื่องสมบูรณ์แบบหรือไม่? ละครน้ำเน่าจึงอยู่ในทุกสังคม ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย 

jakjaan akhamsiri thai super star
Jakjaan Akhamsiri

จั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุข ในฐานะนักแสดงอธิบายว่า  “…ละครไทยแตกต่างจากละครต่างประเทศ เพราะผู้เขียนบทมักจะแคร์ความรู้สึกของผู้ชม โดยเฉพาะการอยู่ในกรอบของวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณี และจะไม่เขียนบทละครที่เป็นเรื่องขัดแย้งกับความเชื่อของคนไทย โดยส่วนตัวมองว่า ละครจะสนุกจะต้องมีบทละครที่ดี ซึ่งจะทำให้นักแสดงสนุกไปด้วย และเมื่อทุกอย่างดีคนดูก็จะชื่นชอบและติดตามเพราะลุ้นไปกับแต่ละเนื้อหาที่นำเสนอ… ”

ยุ่น เล่าต่อว่า  “ …ละครมีอิทธิพลต่อสังคมที่เปลี่ยนไป เพราะละครไทยเป็นสื่อฟรีที่ทำให้เกิดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเนื้อหาที่ทำให้ผู้ผลิตละครมุ่งผลิตให้น่าสนใจมากที่สุด เพราะละครแต่ละเรื่องมีคุณค่าที่กระทบใจคนดูแตกต่างกันไป การสอนคนดูด้วยการไม่ยัดเยียดผ่านการดำเนินเนื้อเรื่องให้คนดูคิดตามและตั้งคำถามระหว่างตัวเองกับสังคม ซึ่งบทบาทหน้าที่ของละครไทยคือการทำให้คนดูเกิดวุฒิปัญญาที่เกิดจากการตั้งคำถาม ค้นหาความหมายของชีวิต… ” 

Thai Drama Buppe San Nivas
Buppe San Nivas

“ …เราควรจะเปิดใจรับความน้ำเน่าแบบแฟร์ ๆ อย่างเข้าใจสังคม เพราะว่า มันเป็นผลของการตีกลับไปกลับมา ‘ละครเป็นอย่างไร สังคมก็เป็นเช่นนั้น-สังคมเป็นอย่างไร ละครก็เป็นเช่นนั้น’ ไม่ใช่ว่าละครน้ำเน่าจะเป็นสื่อที่สังคมต่อต้าน… ” 

…อย่างน้อยที่สุดละครน้ำเน่าเรื่องนั้นในสายตาผู้ชมไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มันก็มอบความเพลิดเพลินให้กับผู้ชมได้บ้าง ไม่มากก็น้อย…

ประโยชน์ของละครน้ำเน่า

“ …ละครไทยมีความสนุก แฝงไปด้วยศิลปะแขนงต่างๆ รวมไปถึงมีความดีงามสอดแทรกเข้าไป… ”  อาจารย์แดง ศัลยา สุขะนิวัตติ์ นายกสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ ผู้เขียนบทละครบุพเพสันนิวาสอธิบายในมุมของของตัวเองเกี่ยวกับละครน้ำเน่าว่า  “ …ในละครบางเรื่องสามารถเห็นได้ชัดเจนว่ามีแต่ฉากที่รุนแรง โหดร้ายเกินมนุษย์ แต่ไม่ได้มอบประโยชน์อะไรให้กับสังคม ซึ่งแท้จริงแล้วละครไทยควรจะสอนคนดู และควรตัดวงจรความเป็นละครน้ำเน่าออก… ” 

woman on blue blackground
Deng Salaya Sukhaniwat

“…ละครโทรทัศน์เป็นพาณิชย์ศิลป์ ซึ่งศิลปะที่อยู่ในละครไทยมีความดี ความงาม มีความสุนทรีมีความคิดที่ดีใส่เข้าไปในละคร นอกเหนือไปจากการขายของจากผู้สนับสนุน ถึงแม้ว่าเรื่องการขายของจะไม่เกี่ยวกับผู้เขียนบทแต่กลับถูกทำให้เกิดการแข่งขันในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ละครไทยเรื่อง  ‘กรงกรรม’  เรียกได้ว่าอยู่ในกระแสและสามารถผนวกความเป็นพาณิชย์และศิลปะเข้ากันได้อย่างกลมกลืน…”  อาจารย์แดงกล่าว

Thai TV Drama Krong Karm Poster
Krong Karm Poster

“ …ศิลปะการละครถือเป็นศิลปะอันดับหนึ่งที่มนุษย์มี เพราะเป็นการนำศิลปะทุกแขนง ทุกภาคส่วนมาร่วมกันประมวลออกมาเป็นละคร… ”  ในฐานะของนักเขียนบทละครไทย ยุ่นบอกเล่าประโยชน์ของละครไทยว่า  “ …นอกจากหน้าที่การให้ความบันเทิง ดูแล้วมีความสุข ละครยังมีอิทธิพลต่อสังคมที่เปลี่ยนไป เพราะละครเป็นสื่อฟรีที่ทำให้เกิดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเนื้อหาที่ทำให้ผู้ผลิตละครมุ่งผลิตให้น่าสนใจมากที่สุด… ”

“ …ละครไทยแต่ละเรื่องมีคุณค่าที่กระทบใจคนดูแตกต่างกันไป การสอนคนดูด้วยการไม่ยัดเยียดผ่านการดำเนินเนื้อเรื่องให้คนดูคิดตามและตั้งคำถามระหว่างตัวเองกับสังคม ซึ่งบทบาทหน้าที่ของละครคือ การทำให้คนดูเกิดวุฒิปัญญาที่เกิดจากการตั้งคำถาม ค้นหาความหมายของชีวิต เป็นต้น… ”

ละครที่เราเรียกว่า  “ละครน้ำเน่า”  คนก็ดู แต่ถ้าเราแทรกความรู้ ความดีงามสอดเข้าไปให้กลมกลืนกับความน้ำเน่า ทำให้เห็นว่าการกระทำไม่ดีจะส่งผลเช่นไร แล้วหากทำดีจะเป็นเช่นไร

การผลิตละครไทยให้ดีต้องเริ่มจากบทละครที่สร้างสรรค์และสามารถสะท้อนข้อคิดให้กับผู้ชม รวมไปถึงการดำเนินเรื่องราวผ่านตัวละครอย่างน่าสนใจ และที่สำคัญละครเรื่องนั้นจะต้องบรรลุเป้าหมายอันดับหนึ่งคือ ความสนุกและความบันเทิง จึงจะเกิดเป็นละครที่สร้างสรรค์ให้กับคนดู

สรุป

ละครไทย แม้จะเป็นละครน้ำเน่า แต่สุดท้ายก็ยังมีคนดูจำนวนมาก การพัฒนาบทละครไทยให้ความน้ำเน่าแฝงไปด้วยความรู้ แทรกความดีงามสอดเข้าไปให้กลมกลืนกับความน้ำเน่า เพราะน้ำเน่าคือน้ำนิ่ง เราเอาเหตุผลใส่ไป เอาผลกระทบใส่ไป ก็เปรียบเสมือนการสอนคน ถือเป็นการช่วยสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากงานเสวนา “ละคร : มิติเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคมสุขภาวะ” โดย
นายยิ่งยศ ปัญญา (ยุ่น) นักเขียนบทละครโทรทัศน์
อาจารย์ศัลยา สุขะนิวัตติ์ นายกสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •