a man smile

ใช้ชีวิต กับ HIV

ปัจจุบันผู้ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่มีสุขภาพที่ไม่ต่างไปจากผู้ที่ไม่มีเชื้อ  อันเนื่องมาจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ที่ทุกคนเข้าถึงการรักษาได้ตามสิทธิด้านสุขภาพที่ตัวเองมี  ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิบัตรทอง ผู้ติดเชื้อที่เข้าถึงการรักษาจึงสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Undectectable = Untransmittable
U = U

“…ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสเกิน 6 เดือนขึ้นไป และตรวจไม่เจอพบเชื้อไวรัสในเลือด คน ๆ นั้นจะไม่สามารถส่งต่อเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้…” 

ในทางการแพทย์เรียกกระบวนการนี้ว่า U = U โดย U ตัวแรกมาจาก Undetectable (ตรวจไม่พบ) ส่วน U ตัวที่สองมาจาก Untransmittable (ไม่ถ่ายทอด) ดังนั้น U = U จึงหมายความว่า เมื่อตรวจไม่เจอ (เชื้อเอชไอวี) ก็ไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้

asian guy in green screen
asian guy

การศึกษาทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เก็บข้อมูลจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสเป็นประจำจนตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในกระแสเลือด และมีคู่ที่ไม่ติดเชื้อ โดยที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบสวมถุงยางอนามัยและไม่สวมถุงยางอนามัยกับคู่ พบว่า

  • ไม่พบการติดเชื้อเพิ่มจากคู่ที่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ
  • ไม่พบการติดเชื้อเพิ่มจากคู่ที่ไม่สวมถุงยางอนามัยแต่กินยาต้านเป็นประจำ
  • พบการติดเชื้อของคู่ที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่รู้ผลเลือด ซึ่งหมายถึงไม่ได้ติดเชื้อจากคู่ที่เป็นผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสเป็นประจำ

…คนที่ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่ติดมาจากคนที่ไม่รู้ว่ามีเชื้อและไม่ได้ป้องกัน…

two man shirtless in the rain
gay couple

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “…การที่ผู้ติดเชื้อกินยาต้านไวรัสเป็นประจำ ทำให้พวกเขาเหล่านี้ปลอดภัยยิ่งกว่าคนที่ไม่เคยตรวจเลือดและไม่รู้ผลเลือดตนเอง ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนในสังคมจะรังเกียจผู้ติดเชื้อ แต่ควรสนับสนุนให้ทุกคนไปตรวจเลือดมากกว่า…”

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์

  • เอชไอวี (HIV Human Immunodeficiency Virus) 
    หมายถึงเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย หากมีไวรัสเอชไอวีในปริมาณที่มาก ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะน้อยลง ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เอดส์ (AIDS ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome) 
    เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจาก ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเสื่อมลง เนื่องจากได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย โดยจะไม่เกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่จะทำลายภูมิคุ้มกันไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่าง ทำให้เกิดโรคฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ฯลฯ ซึ่งทุกโรค รักษาให้หายได้
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี 
    คือผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย แต่ร่างกายยังแข็งแรง และสามารถใช้ชีวิตได้เช่นคนทั่วไป  โดยเฉพาะผู้ที่กินยาต้านเอชไอวีสม่ำเสมอ และดูแลป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อเพิ่ม  
  • ผู้ป่วยเอดส์ คือผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีความเจ็บป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส ซึ่งภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและความเจ็บป่วยเหล่านี้สามารถดูแลรักษาให้หายได้
  • ภูมิคุ้มกัน หมายถึงกลไกการป้องกันตนเอง เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม โดยระบบการทำงานของเซลเม็ดเลือดขาว
  • โรคฉวยโอกาส หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง  จนไม่สามารถควบคุมโรคที่โดยทั่วไปจะไม่เกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบชนิด PCP(Pneumocystis Carinii Pneumonia) หรือเชื้อราเยื่อหุ้มสมอง
  • ไวรัสโหลด (Viral load) คือปริมาณไวรัสในเลือด ในที่นี้หมายถึงปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด การมีเชื้อเอชไอวีในเลือดมากอาจมีผลให้จำนวน CD 4 ลดลง(CD 4 คือเม็ดเลือดขาวกลุ่มที่จัดระบบภูมิต้านทานการติดเชื้อ) ผู้ติดเชื้อที่รับยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ จะพบว่ามีจำนวนของ CD 4 เพิ่มขึ้นและปริมาณไวรัสลดลง นั่นคือการทานยาต้านเป็นประจำจะทำให้เชื้อเอชไอวีในเลือดมีน้อยลง
Apple with plastic syringes
Apple with plastic syringes

การติดต่อของเชื้อเอชไอวี

  1. การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศสัมพันธ์ที่มีการสอดใส่โดยไม่ได้ป้องกัน (ด้วยถุงยางอนามัย) ทั้งทางช่องคลอดและช่องทวาร ชายกับหญิง และชายกับชาย (เพราะชายหญิงก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ทางทวารได้)
  2. ติดต่อทางเลือด ซึ่งมีเพียงการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และการติดเชื้อจากแม่(ที่เป็นผู้ติดเชื้อ)สู่ลูกเท่านั้น  ซึ่งปัจจุบันถ้าแม่ฝากครรภ์และได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีต่อเนื่อง ก็จะทำให้ทารกลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวีลงเหลือน้อยกว่า 2%

เอชไอวี ป้องกันได้ เอดส์รักษาได้  

  • การใช้ถุงยางอนามัย เป็นวิธีป้องกันที่มีค่าใช้จ่ายน้อย มีประสิทธิภาพสูง  และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น หนองใน ซิฟิลิส รวมทั้งป้องกันมะเร็งปากมดลูก ได้ด้วย  
  • การกินยาเพร็พ (PrEP ย่อมาจาก Pre Exposure Prophylaxis) ที่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มผู้ที่ไม่มีเชื้อแต่มีความเสี่ยงสูง แต่ตัวยานี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศโรคอื่น ๆ ได้
  • อื่นๆ เช่น การขลิปหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย การใช้ถุงยางอนามัยสตรี (ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย) เป็นต้น
Gay couple
Gay couple

การใช้ชีวิตคู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ป๊อป (นามสมมติ) เผยประสบการณ์ที่รู้ว่าคนรักของตนเองติดเชื้อเอชไอวี โดยตัดสินใจว่า หลังจากที่รู้ก็ตัดสินใจว่าจะลองให้โอกาสคบ เพราะตนเองมองว่า คนทั่วไปเมื่อรู้ว่าแฟนติดเชื้อเอชไอวี  อาจไม่ให้โอกาสในการคบต่อ แต่ตนอยากจะให้โอกาสกับแฟน โดยได้เริ่มศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบปกติกับคนรักให้นานที่สุด

“…ผมไม่ได้ดูแลอะไรเขาเป็นพิเศษ เพราะเขาเองก็ดูแลตัวเองดี กินยาต้านเชื้ออยู่เป็นประจำ ซึ่งผมมองว่าการทำตัวเป็นปกติและใช้ชีวิตให้ปกติที่สุดเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนของผมไม่คิดกังวลมาก…” 

a man smiling
smile

สรุป

ผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดของตนเองสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาและตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยแสดงบัตรประชาชน  และสามารถรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ฟรีตามสิทธิ  ส่วนเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถรับบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครอง

‘เราสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้
หากเราเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน’

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
ป๊อป (นามสมมติ) ผู้ที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ข้อมูลบางส่วนจากสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค
สภากาชาดไทย และหนังสือ สิ่งที่เธอต้องรู้ สิ่งที่เขาต้องรู้

บทความน่าอ่านต่อ

gay 4.0

เกย์ไทย 4.0

ในยุคสมัยที่อะไรๆ ก็ 4.0 ไปหมด (แม้ว่าบางที่จะไป 5.0 แล้วก็ตาม) เราได้ยินคำว่า 4.0 ต่อกันมากมาย แต่เรารู้ไหมว่าอะไรคือ 4.0 แล้วทำไมเราถึงเห็นคำว่า 4.0 ต่อท้ายหลายสิ่งหลาย อย่าง วันนี้ปรภจึงขอนำ 4.0 นี้ มาต่อท้ายกับ “เกย์ไทย” บ้าง จึงเป็นที่มาของ เกย์ไทยยุค 4.0

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Health Tecnology
Health Tecnology

ทำไมถึงต้องเกย์ 4.0 ? วันนี้จะพาเกย์ไทยทุกคนอัปเกรดตัวเองให้ก้าวทันยุค กลายร่างแบบเซเลอร์มูนเป็น เกย์ไทย 4.0 กัน แต่ก่อนที่เราจะไปถึง 4 เราต้องทำความรู้จักก่อนว่าแต่ละยุคมันคืออะไร

ยุคสมัย 1.0 – 4.0

  • 1.0 คือ การพัฒนาประเทศบนฐานรายได้ภาคเกษตรกรรมและหัตถกรรมเป็นหลัก
  • 2.0 คือ การพัฒนาประเทศโดยเน้นอุตสาหกรรมเบา เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานราคาถูก
  • 3.0 คือ การพัฒนาประเทศโดยใช้อุตสาหกรรมหนักเป็นตัวขับเคลื่อน เร่งรัดการผลิตเพื่อเป็นการส่งเสริมการส่งออก
  • 4.0 คือ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy)” 

แต่ถ้าเป็นในโลกของเกย์เมื่อแบ่งออกมาเป็นยุคต่างๆ ปรภ เปรียบเปรยเอาไว้ดังนี้

เกย์ไทยยุค 1.0

ยุคแรกเริ่มที่เกย์เราเริ่มมีตัวตนมากขึ้นในสังคม หากเปรียบให้เห็นง่ายก็คงเป็นยุคของภาพยนตร์เรื่อง เพลงสุดท้าย (2528) ฉันผู้ชายนะยะ (2530) ในยุคนั้นเราเริ่มเห็นการมีตัวละครที่เรียกว่า “กะเทย” เสียส่วนใหญ่ และภาพบนจอมักเป็นเรื่องราวของชีวิตที่ไม่สมหวังของเพศที่สาม แต่ก็มีภาพยนตร์ที่เรียกเสียงหัวเราะตามมา เช่น สตรีเหล็ก (2543) พรางชมพู (2545) ปล้นนะยะ (2547) เป็นต้น

the last song, I am a-man, Iron Lady
Thai Film

ในยุคนั้นเราจะรู้จักกันในคำว่า ตุ๊ด แต๋ว กะเทย ฯลฯ เราเริ่มเห็นการมีตัวละครที่เป็นตัวตลก และสามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดู และเป็นภาพจำมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมองในสังคม เราจะเห็นว่าในยุคนี้ เริ่มมีการล้อเลียนด้วยคำว่า อัดถั่วดำ หรือตุ๋ยตูด หรืออื่นๆ ที่แสดงไปในเชิงล้อเลียน บวกกับภาพจำของความตลกเฮฮาบนแผ่นฟิล์มทำให้สังคมมองว่า ตุ๊ด หรือกะเทย จะต้องสร้างเสียงหัวเราะ สร้างความเฮฮา

เกย์ไทยยุคนี้จะยังไม่เฟื่องฟู การหาคู่อาจจะเป็นการพบเจอกันตามผับกลางคืน หรือตามสถานที่อโคจรต่างๆ ซึ่งหลายคนยังไม่กล้าแสดงออกและหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็อาจจะต้องยอมแต่งงานกับผู้หญิงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

เกย์ไทยยุค 2.0

ยุคนี้ที่เปลี่ยนภาพของชายรักชายโดยสิ้นเชิง คำว่า เกย์ (Gay) มีบทบาทมากขึ้น และเริ่มมีการใช้คำว่า ชายรักชาย ในทางวิชาการมากขึ้น

THE LOVE OF SIAM thai movie
THE LOVE OF SIAM (2550)

ภาพยนตร์ที่พลิกโฉมภาพลักษณ์ของชายรักชายคือภาพยนตร์เรื่อง รักแห่งสยาม (2550) และเพื่อนกูรักมึงวะ (2550) ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของตุ๊ด และกะเทย สู่ เกย์แมน ลบภาพที่เกย์จะต้องเป็นคนที่สาววี๊ดว๊ายอย่างเดียว แต่ในอีกด้านก็ยังคงมีภาพยนตร์ที่เน้นไปด้านความบันเทิง เช่น หอแต๋วแตก (2550) หรือแต๋วเตะ ตีนระเบิด (2552) เป็นต้น

สังคมในยุคนั้นที่อินเทอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทมากขึ้น การพูดคุยผ่าน MSN การสร้างสังคมออนไลน์ Hi5 ไปจนถึง facebook, twitter หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ ทำให้เริ่มมีเกย์ส่วนมากเปิดเผยตัวออกมา มีการแสดงออกกันมากขึ้น การเปิดเผยของเกย์บนสังคมออนไลน์อ่านต่อได้ที่
ผมเป็นเกย์ครับ คลิก

Bangkok Love (2550) thai movie
Bangkok Love (2550)

เริ่มมีคู่รักชายรักชายให้เห็นบ้างในสังคม ซึ่งมีการยอมรับได้ในส่วนหนึ่ง เริ่มมีการพบปะกันของกลุ่มชายรักชาย มีการวันไนท์สแตนด์เกิดขึ้นระหว่างกันมากมาย เป็นยุคที่ผับและบาร์เกย์เฟื่องฟูและถือเป็นยุคที่เอชไอวีเริ่มแพร่กระจายในกลุ่มที่ไม่มีการป้องกัน อ่านเรื่องราวความรักของเกย์ที่มีเชื้อเอชไอวีได้ที่ ใช้ชีวิตกับ HIV คลิก

เกย์ไทยยุค 3.0

จากที่ประสบสำเร็จกับยุค 2.0 ทำให้เริ่มมีรายการโทรทัศน์ มีซีรีส์ และเริ่มมีสาววายเกิดขึ้น มีผู้ที่คลั่งไคล้กลุ่มชายรักชาย มีความชอบที่จะเห็นผู้ชายสองคนรักกัน มีคนรู้จักคำว่า LGBTQ มากขึ้น (L = Lesbian, G= Gay, B = Bisexual, T = Transgender / Transsexual, Q = Queer) เป็นยุคที่สื่อที่มีเนื้อชายรักชายสามารถอยู่บนจอแก้ว (โทรทัศน์) ได้อย่างไม่แปลก ไม่ว่าจะรายการเทยเที่ยวไทย (2554 – ปัจจุบัน) เลิฟซิคเดอะซีรีส์ (2557) มาจนถึง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ (2559) โซตัส เดอะซีรีส์ (2560) รายการแดร็ก เรซ ไทย (2561) รวมไปถึง ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค (2562) ฯลฯ

รายการและซีรีส์ที่เป็นเรื่องราวของเกย์ หรือกะเทย ที่แบ่งแยกอย่างชัดเจน ทำให้สังคมเริ่มมีความเข้าใจและเริ่มใช้คำว่า “กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ” มากขึ้น

Tootsie and the fake (2562)
Tootsie and the fake

ในยุคนี้ เกย์ไทยใช้เทคโนโลยีมากมาย ไม่ว่าจะแอปพลิเคชันแชทเฉพาะกลุ่ม หรือที่หลายคนเรียกมันว่า แอปฯหาคู่ ไม่ว่าจะเป็น Grindr, JackD, Hornet, BlueD etc. ด้วยการสื่อสารที่เชื่อมโยงถึงกัน และเราระบุตัวตน “เกย์” ได้ง่ายขึ้น ทำให้เกย์เราหาคู่รัก หรือคู่นอน กันได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายเกย์ที่เกิดการ “กินกันเป็นวงกลม” และเมื่อได้กันง่าย ก็ “เท” กันง่ายเช่นกัน ถ้าอยากรู้ว่าเกย์ส่วนใหญ่ใช้คำอะไรทักทายกัน อย นน สส คืออะไร ทำไมเกย์ต้องถามก่อนนัดยิ้ม คลิก และ “สาวไหม” คำถามฮิตที่เกย์ต้องเจอ

อย่างไรก็ตามในยุคนี้มีเทคโนโลยีการป้องกันเอชไอวีที่มาในรูปแบบของยาต้าน ยา PrEP ยา PEP เป็นต้น ซึ่งการมีตัวยานี้ รวมไปถึงการมีอยู่ของแอปพลิเคชั่นเกย์ ทำให้หลายคนมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ป้องกันมากขึ้น ทำความรู้จักกับยา PrEP PEP ต่างกันอย่างไร ใครควรกิน

เกย์ไทยยุค 4.0

คือวันนี้ ตอนนี้ และอนาคตที่มันกำลังจะเป็นไป ตัวเราคือผู้ที่จะกำหนดไปด้วยกัน ปรภ ไม่รู้ว่าอนาคตเกย์ไทยจะเป็นอย่างไร แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าสังคมไทยคือสังคมที่เปิดอิสระเสรี สวรรค์ของชาวสีม่วง แต่หากมองกลับมายังเรื่องใกล้ตัวยังมีอีกหลายครอบครัวที่ กว่าจะรับได้ ที่ลูกเป็นกะเทย กลุ่มชายรักชายยังคงไม่มีสิทธิ์ในเรื่องง่าย ๆ เช่น การจดทะเบียนสมรส รวมไปถึงการอยู่ในหน้าที่การงานในบางสายอาชีพ ที่หลายคนยังคงนำภาพจำในอดีตมาเป็นตัวตัดสิน เพราะยังไม่เข้าใจว่า ความหลากหลายทางเพศคืออะไร

Drag Queen
Drag Queen

แม้ว่า WHO จะประกาศแก้ไขคู่มือ ICD-11 ว่า การมีเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดไม่ถือว่าเป็นอาการป่วยทางจิต โดยการที่เพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด ได้ถูกลบออกหมวด ‘ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม’ และย้ายไปอยู่ในหมวด ‘กรณีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศ’ แทน

นอกจากนี้ WHO ยังอธิบายอีกว่า “การมีเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด” มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่าไม่ใช่อาการทางจิตเวช ซึ่งการระบุว่าคนข้ามเพศเป็นโรคหรือปัญหาสุขภาพจะเป็นการตีตราคนข้ามเพศอย่างร้ายแรง

สังคมที่บอกว่าเปิดกว้างนั้นยังคงคาดหวังให้เกย์ไทยทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมอีกมากมาย แต่อยากให้มองกลับมาที่ตัวเอง ที่เราเองก็เป็นคนไม่ต่างอะไรจากเพศชายหรือเพศหญิง ที่เราก็มีความรู้สึกนึกคิด มีความผิดชอบชั่วดี มีความรัก มีความเกลียด สามารถทำผิดพลาด สามารถหกล้ม ร้องไห้ เสียใจ

สังคมมักบอกว่า จะเป็นเกย์ก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี มันคือการคาดหวังให้ชายรักชายเป็นคนดีเพียงอย่างเดียวซึ่งถือเป็นการฝากภาระเอาไว้ให้กับเกย์ไทย

woman be proud on rainbow color
woman be proud

ปรภ เชื่อว่ามีเกย์หลายคนที่ไม่เก่ง ที่เป็นขโมย ที่เป็นขอทาน หรือเกย์ในมุมมืดอื่นๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเพศไหนก็ย่อมมีสีดำด้วยกันทั้งนั้น แต่อยากให้เกย์ในมุมมืดมีกำลังใจ และหันมาร่วมกันทำให้ภาพลักษณ์ของเกย์ไทยในยุค 4.0 ที่เราจะร่วมสร้างไปด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งพลังความดีที่จะส่งต่อและเชื่อมโยงกันและกัน สู่สังคมไทยที่เปิดรับเกย์ไทยอย่างแท้จริง

จะเป็นเกย์ 4.0 ยังไง?…สิ่งแรกที่ควรทำคือ เลิกเหยียดกันเอง เลิกเหยียดซ้อนเหยียด ให้เกียรติเกย์สาวเฉกเช่นเดียวกับเกย์แมน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในบริบทใด

สรุปเกย์ไทยยุค 4.0 คืออะไร?

“…มันคืออนาคตใหม่ของพวกเรา ที่จะช่วยกันสร้างมันขึ้นมา ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พัฒนาตัวเองสม่ำเสมอ หากพบกับข้อกังขาที่จะมีเรื่องเพศสภาพมาเป็นอุปสรรค ขอให้ทุกคนก้าวผ่านมันไป คนที่ดูถูกหรือเหยียดหยามเรา เมื่อเขากระทำเสร็จ เขาก็ลืมและจากไป มีแต่ปมที่เราสร้างขึ้นด้วยจิตสำนึกของเราเองที่จะผูกปมเอาไว้ จงปลดปล่อยปมนั้น และทิ้งมันไป ตราบใดที่เราเป็นตัวเรา อาจจะไม่ต้องดีมาก เป็นแบบที่เป็น ก้าวผ่านกำแพงคำดูถูกเหยียดหยามให้ได้ และออกมาสู่แสงสว่างที่พร้อมจะส่องประกายให้ทุกคนได้เห็นสีขาวในตัวเรา…”

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ติดกับบางปัญหาในชีวิต
ฝ่าฟันมันไปให้ได้นะครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก haiharvardwu gotoknow.org positioningmag.com voicetv.co.th

บทความน่าอ่านต่อ

15-top-or-bottom-risk-of-hiv

รุกกับรับ ใครเสี่ยงกว่ากัน

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัยล้วนเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น แต่การมีเพศทางทวารหนักเสี่ยงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเนื่องจากมีความบอบบางและง่ายต่อการที่ถุงยางอนามัยจะฉีกขาด แต่กรณีเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายรุก หรือฝ่ายรับ ฝ่ายไหนที่จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
man buttoning his maroon formal suit jacket
man from Vietnam

การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักถือเป็นช่องทางการติดเชื้อเอชไอวีที่มีความเสี่ยงที่สุดรองจากการเปลี่ยนถ่ายเลือด แต่ความเสี่ยงดังกล่าวจะมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายรับในกิจกรรมครั้งนั้นด้วย

จากการศึกษาโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention – CDC) พบว่า เมื่อเทียบปริมาณความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีโดยประมาณจากการสัมผัสเชื้อแต่ละครั้ง ในการรับเลือด 1 ยูนิต ฝ่ายรับมีโอกาส 1-30% ในขณะที่ ฝ่ายรุกมีโอกาส 0.1-10% สรุปคือ ฝ่ายรับมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าฝ่ายรุก

นอกเหนือจากการติดเชื้อเอชไอวียังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ อีกมากที่ทุกคนควรระวัง ดังนั้นการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่างที่เรารู้ดีว่าปัจจุบันมียา PrEP ที่สำหรับใช้กินก่อนการมีสัมพันธ์แบบเสี่ยง ซี่งจะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ HIV ได้ ส่วนยา PEP เป็นยาฉุกเฉินที่ใช้สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหลังการมีเพศสัมพันธ์ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกการป้องกันไม่ได้ผล 100% อ่านเรื่อง PrEP PEP ต่างกันอย่างไร ใครควรกิน คลิก

man waiting time to take pills

ใครเสี่ยงกว่ากัน?

จากการศึกษาโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า ผู้ที่เป็นฝ่ายรับมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV มากกว่า เนื่องจากผิวหนังในทวารหนักมีความบอบบางกว่าผิวหนังของอวัยวะเพศชาย การเสียดสีที่เกิดขึ้นโดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัยจึงทำให้ฝ่ายรับมีโอกาสที่จะบาดเจ็บได้มากกว่า รวมไปถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อจึงมากกว่าด้วย

สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ผู้ที่เป็นฝ่ายรับมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี 1.38% โดยจากสถิติ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับคนที่มีเชื้อเอชไอวีโดยเป็นฝ่ายรับ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ เอชไอวี 138 ครั้งจากทุก 10,000 ครั้ง หรือประมาณ 1.38%

ในขณะที่การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักสำหรับผู้ที่เป็นฝ่ายรุกมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีน้อยกว่าคือ 0.11% โดยจากสถิติแล้วมีโอกาสที่จะติดเชื้อเอชไอวี 11 ครั้งจากทุกๆ 10,000 ครั้ง หรือเท่ากับ 0.11% เรียกได้ว่าผู้ที่เป็นฝ่ายรุกยังถือว่ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อยกว่าการเป็นฝ่ายรับนับสิบเท่า

Drag Queen
Drag Queen

ความเสี่ยงที่ไม่ใช่การร่วมเพศ

การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก เราถูกเตือนว่าควรสวมถุงยางอนามัยเช่นกัน แต่พวกเราทุกคนรู้ดีว่า การสวมถุงยางอนามัยแล้วทำออรัลเซ็กส์ให้กัน เป็นเรื่องที่แทบจะไม่มีใครชอบ และเกือบทุกคู่ มักจะไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับการออรัลเซ็กส์ แต่อย่างไรก็ตามจากการศึกษาเดียวกันพบว่า การทำออรัลเซ็กส์มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีเช่นกัน แต่น้อยผลการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ “น้อย”

โอกาสที่ใครคนใดคนหนึ่งจะติดเชื้อเอชไอวีจากการทำออรัลเซ็กส์นั้นน้อยมาก ทั้งจากสภาวะภายในปากของมนุษย์เองที่เชื้อเอชไอวีไม่สามารถอยู่อาศัยได้ รวมถือความหนาของผิวหนังในปากและคอที่หนากว่าที่อวัยวะเพศ ทำให้โอกาสที่จะเกิดการแพร่เชื้อเอชไอวีผ่านการทำออรัลเซ็กส์มีโอกาสน้อย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกระทำหรือถูกกระทำ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้มักจะเกิดขึ้นร่วมกับกิจกรรมทางเพศในรูปแบบอื่นๆ ด้วย จึงวัดได้ยาก ว่าผู้ที่ติดเชื้อนั้นติดมาจากการทำออรัลเซ็กส์หรือจากกิจกรรมทางเพศอื่นๆ

จากผลการศึกษาเดียวกันพบว่า การกัด การถุยน้ำลาย การใช้เซ็กส์ทอยร่วมกัน การราดของเหลวลงบนลำตัว เช่น อสุจิ น้ำลาย มีโอกาสติดเชื้อแต่อยู่ในเกณฑ์ “น้อยมาก” เพราะโดยทั่วไปแล้ว เชื้อเอชไอวีไม่มีอยู่ในน้ำลายและปาก ดังนั้น การกัด การถุยน้ำลายใส่ การใช้เซ็กส์ทอยร่วมกัน การสัมผัสกับน้ำลายของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการจูบ ไม่ถือว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวี

Undectectable = Untransmittable
U = U

ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้เสมอไป เพราะหากผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีรับประทานยาต้านไวรัสเป็นประจำ จะทำให้ไม่สามารถตรวจเจอเชื้อเอชไอวี หรือที่เรียกว่า การเกิดกระบวนการ U = U

โดย U ตัวแรกมาจากคำว่า Undetectable (แปลว่าตรวจไม่พบ) ส่วน U ตัวที่สองมาจาก Untransmittable (แปลว่าไม่ถ่ายทอด) ดังนั้น U = U จึงหมายความว่า เมื่อตรวจไม่เจอ (เชื้อเอชไอวี) ก็ไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “…การที่ผู้มีเชื้อเอชไอวีรับประทานยาต้านไวรัสเป็นประจำ จะทำให้พวกเขาปลอดภัยยิ่งกว่าคนที่ไม่เคยตรวจเลือดและไม่รู้ผลเลือดตนเอง ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนในสังคมจะรังเกียจผู้ติดเชื้อ แต่ควรสนับสนุนให้ทุกคนไปตรวจเลือดมากกว่า…”

ผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดของตนเองสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาและตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยแสดงบัตรประชาชน และสามารถรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ฟรีตามสิทธิ ส่วนเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถรับบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครอง

Apple with plastic syringes
Apple with plastic syringes

สรุป

การรู้ผลเลือดตัวเองยิ่งเร็วจะยิ่งสามารถรับยาได้เร็ว และลดอัตราความเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งหากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเอชไอวี ได้แก่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลันในระยะสุดท้ายและมีปริมาณไวรัสสูง ปัจจัยที่อาจลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวีได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การขลิบอวัยวะเพศชาย การป้องกันด้วยรับประทานยา PrEP อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีเพียงเอชไอวีอย่างเดียว เพราะยังมีโรคอื่นๆ ที่สร้างความเสียหายให้กับสุขภาพของเราได้อีก เช่น หนองใน ซิฟิลิส เป็นต้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
และบทสัมภาษณ์จากศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

บทความน่าอ่านต่อ

man waiting time to take pills

PrEP PEP ต่างกันอย่างไร ใครควรกิน

ด้วยเทคโนลีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าที่ทำให้เรารู้จักกับยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP) แต่มันต่างกันอย่างไรแล้วเหมาะสำหรับใคร ปรภ จะพาไปรู้จักกับสองยาที่ควรรู้จักเพื่อลดอัตราการติดเชื้อ HIV กันครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
PEP and PrEP in bottle
PEP and PrEP

PrEP ยาเพร็พ กินก่อนเสี่ยงรับเชื้อ

ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV ส่วนใหญ่มักติดจากผู้ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อ จึงส่งต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันหรือการป้องกันที่ผิดพลาด ยาเพร็พ (PrEP) จึงเป็นยาสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV แต่ไม่ควรมองว่าเป็นวิธีแรกในการป้องกัน ควรมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เมื่อกินยาเพร็พจึงควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

ยาเพร็พ (PrEP; Pre Exposure Prophylaxis) เป็นยาต้านไวรัสที่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ที่ไม่มีเชื้อ ผู้มีความเสี่ยงสูงควรกินเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV เหมาะสำหรับผู้ที่ทราบว่าคู่นอนของตนมีเชื้อ HIV ผู้ที่มีปาร์ตี้และไลฟ์สไตล์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ผู้ที่ใช้ยาเสพติดบางกลุ่ม รวมไปถึงผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ

การกินยาเพร็พให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรกินต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน ก่อนมีความเสี่ยงในการรับเชื้อ HIV และกินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หากหยุดกินให้หยุดหลังจากมีความเสี่ยงครั้งสุดท้ายไปแล้ว 1 เดือน ทั้งนี้ยาเพร็พสามารถป้องกันการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้เพียง 90% ในกรณีของผู้ที่ใช้ยาเสพติดแบบฉีดสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 70% แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ 100% และยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อกามโรคอื่นๆ เช่น โรคหนองใน โรคซิฟิลิส โรคแผลริมอ่อน โรคเริม โรคหูดหงอนไก่ เป็นต้น

two man shirtless in the rain
gay couple

PEP ยาเป๊ป กินหลังเสี่ยงรับเชื้อ

ในปัจจุบันผู้ที่เผชิญความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HIV สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับ “ยาเป๊ป” (PEP) ในการเพิ่มโอกาสหลังเผชิญความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV เมื่อกินยาครบตามกำหนดสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ 80%

ยาเป๊ป (PEP; Post Exposure Prophylaxis) คือยาต้านไวรัสเฉินในกรณีมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือถุงยางที่ใช้เกิดฉีกขาด ควรใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น โดยจำเป็นจะต้องกินภายใน 72 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติควรกินให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ต้องกินติดต่อกันประมาณ 28 วัน โดยสูตรยาจะมีทั้งแบบวันละครั้งและวันละ 2 ครั้ง และจะต้องตรวจหาเชื้อ HIV หลังจากครบกำหนวด และควรตรวจซ้ำหลังจากผ่านไป 3 เดือน และ 6 เดือน

การกินยาเป๊ปไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อหลังรับยา PEP ในแต่ละคนต่างกัน เช่น แหล่งที่มาของเชื้อ HIV ปริมาณของ viral load เป็นต้น นอกจากนี้ความสม่ำเสมอในการกินยา ความแข็งแรงของตัวคนไข้ก็ส่งผลต่อโอกาสที่จะติดหรือไม่ติดเชื้อ HIV

สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามกินยาเป๊ปไม่สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV แต่จำเป็นจะต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อย่าปล่อยให้ความสนุกเพียงชั่วคราวทำลายอนาคต สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมความเสี่ยงสูงเป็นประจำควรหมั่นตรวจเลือดและเลือกกินยาเพร็พแทนยาเป๊ปจะดีที่สุด

picture of two man on Silhouette
two man

ข้อควรระวัง

  • ช่วงแรกของการกินยามักจะพบผลข้างเคียงระยะสั้นคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดหัว เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย อิดโรย แต่อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นหลังกินยาไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์
  • เมื่อกินยาเพร็พติดต่อกันเป็นประจำอาจจะส่งผลต่อการทำงานของไต ควรเข้ารับการตรวจเช็คการทำงานของไตทุก 3-4 เดือนเป็นประจำ
  • ในกรณีที่ลืมกินยา หรือกินไม่ตรงเวลา สามารถห่างกันได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง เมื่อนึกออกให้กินทันที แต่หากลืมเกิน 7 วัน ให้เริ่มนับ 1 ใหม่

ประสบการณ์จากผู้เคยกินยาเป๊ปและยาเพร็พ

อารมณ์และความรู้สึกมักอยู่เหนือเหตุผลและการควบคุม ทำให้หลายครั้งความหลงใหลและอารมณ์ใคร่เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนต้องมานั่งเครียดเพียงเพราะคำพูดเดียว “…ขอสดได้ไหม…” ประโยคที่ดังข้างหูประกอบกับอารมณ์ที่พุ่งพล่าน เป็นต้นเหตุให้หลายคนยอมแต่โดยดี

การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันนำมาซึ่งความสุขเพียงชั่วคราว แต่สิ่งที่ตามมาไม่มีใครรู้จนกว่าจะได้กลับมานั่งทบทวนเรื่องราวอีกครั้งเมื่อยามมีสติ…ความสนุกเพียงชั่วคราวไม่กี่นาที กับสิ่งที่ต้องแลกมันคุ้มกันหรือไม่?

หลังจากเมื่อพลาดพลั้งไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งกังวล เครียด หรือทุกข์ใจ แต่ควรหาวิธีการแก้ไข และเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเผชิญหน้ากับความเสี่ยงมาคือ “ตั้งสติ” จึงจะเกิด “ปัญญา”

A man portrait in the dark with Silhouette
Portrait in the dark

“…รู้จักยานี้จากเพื่อนครับ ที่กินก็เพราะว่ามีความเสี่ยง จากนิสัยรักสนุก เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และครั้งนี้บังเอิญไปพลาดกับคนที่ใช้สารเสพติดมา เพื่อนเลยแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ และขอรับยาเป๊ปเพื่อป้องกันไว้ก่อน…” พีช นามสมมติ เล่าประสบการณ์ตรงที่เคยกินยาเป๊ปเมื่อครั้งนานมาแล้วให้ฟังว่า “…พอรู้ว่าสิ่งที่ทำไปมันเสี่ยงก็วิตกกังวลมาก แต่ก็ปรึกษาเพื่อนสนิทและได้คำแนะนำให้ไปตรวจ ตอนอยู่หน้าคลินิกคิดอย่างเดียวเลยว่าถ้าเราอาย เราจะไม่ปลอดภัย ทำยังไงก็ได้ แต่เราจะต้องไม่เป็นโรค วินาทีนั้นเลยสลัดความอายทิ้ง ขอแค่ตัวเองปลอดภัยไว้ก่อน…” 

โอ๊ต นามสมมติ เล่าถึงการตัดสินใจที่กินยาเพร็พว่า มีเพศสัมพันธ์กับแฟนที่ติดเชื้อเอชไอวี แม้ว่าทุกครั้งจะสวมถุงยางอนามัย แต่ก็ต้องการหาวิธีป้องกันเพิ่ม เพราะจะรู้สึกอุ่นใจหากเกิดอะไรผิดพลาด และทำให้เราเต็มที่กับการมีเพศสัมพันธ์ได้ 

“…นอกจากนี้ในยุคปัจจุบัน การมีเพศสัมพันธ์แบบชั่วคราวเป็นเรื่องปกติ แต่รู้หน้าไม่รู้ใจ การรู้จักป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ…”

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้อำนวยการ Bangkok Health Hub กล่าว่า “ …อยากให้มองการเจาะเลือดตรวจ HIV เป็นเหมือนการตรวจรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งหากผลเลือดเป็นบวกก็จะได้รีบทำการรักษา แต่หากเป็นลบก็จะได้ปรึกษาเรื่องการกินยาเพร็พ…”

ความสนุกชั่วครู่อาจส่งผลต่ออนาคตของคุณ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะมันอาจนำมาซึ่งภัยร้ายที่เราไม่ทันรู้ตัว การตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอและการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศได้

สรุป

อย่างไรก็ตามหากกินยาเพร็พแล้วก็ยังต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ส่วนผู้ที่กินยาเป๊ปหลังมีความเสี่ยงควรเปลี่ยนพฤติกรรม และป้องกันทุกครั้ง แต่หากมีความเสี่ยงสูงควรปรึกษาแพทย์ในการกินยาเพร็พเพื่อลดอัตราเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV นอกจากนี้ในปัจจุบันมูลนิธิต่างๆ มีการขับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนให้คนไทยติดต่อขอรับยาเพร็พได้ฟรี ส่วนผู้ที่ต้องการพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาสามารถติดต่อได้ที่ คลินิกนิรนาม หรือค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อขอรับบริการสถานพยาบาลใกล้บ้าน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ ADAM’s Love
ให้สัมภาษณ์โดยนายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้อำนวยการ Bangkok Health Hub
คุณโอ๊ต นามสมมติ ผู้ทานยาเพร็พ และคุณพีช นามสมมติ ผู้เคยทานยาเป๊ป

บทความน่าอ่านต่อ