เลิกบุหรี่ทั่วไทยฯ หยุดโรค NCDs

โครงการ “3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน” มุ่งหวังที่จะอาศัยกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีประจำอยู่ทุกหมู่บ้านจำนวนประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศ มาเชิญชวน ท้าชวน ให้กำลังใจและช่วยเหลือให้คนสูบบุหรี่คิดเลิกสูบให้ได้ปีละหนึ่งคน ต่ออาสาสมัครหนึ่งคน รวมสามปีก็จะได้คนเลิกสูบสามล้านคน

การลดอัตราของนักสูบหน้าใหม่ก็สำคัญ เพราะการที่จะทำให้ผู้ที่สูบอยู่แล้วเลิกสูบเป็นเรื่องที่ยาก แต่การปลูกฝังให้เด็กไทยเห็นโทษของบุหรี่ และไม่สูบบุหรี่แต่เด็กเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้เลย 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในการสร้างเสริมสุขภาพให้คนไทยปลอดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ว่า ได้ใช้บุหรี่เป็นประเด็นหลักในการรณรงค์ เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุหลักในการเกิดโรค NCDs ต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบเส้นเลือดและหัวใจอักเสบ โดยการใช้กุศโลบาย เพื่อให้เกิดการ “สร้าง นำ ซ่อม” หรือเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ การรณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้เป้าหมายในการทำงานในอีก 1 ปีข้างหน้าคือ การชวนผู้ที่ติดบุหรี่ไม่หนักมากให้เลิกบุหรี่ด้วยการให้ยืมพลังใจ โดยมีลูก ครอบครัวและ อสม.เป็นพลังใจ ซึ่งเป็นการใช้ใจของคนรอบข้างเข้ามาช่วยดูแลและมอบกำลังใจเพื่อให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

“เรารณรงค์ด้วยวิธีการธุรกิจขายตรง คือการให้จิตอาสาชวนคนในครอบครัวมาเลิกบุหรี่ รักใครให้ชวนมาฟังข้อมูลความรู้ในการรณรงค์ให้เลิกบุหรี่ด้วยกัน”

จากการสำรวจพบปัญหาคนสูบบุหรี่มาเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้รณรงค์ชักชวนให้คนในชุมชนหันมาเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการขายตรง ให้คนในชุมชนชวนญาติ เพื่อน หรือคนรักเข้าร่วมกิจกรรม มีการให้ความรู้จากภาคีเครือข่ายเลิกบุหรี่ต่าง ๆ และให้คนที่เคยเลิกบุหรี่มาเป็นบุคคลต้นแบบ เสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ด้วยความสมัครใจสามารถเลิกได้อย่างถาวร

“คนในชุมชนหันมาเลิกบุหรี่ เพราะคำว่า เทิดไท้องค์ราชัน” คนในชุมชนส่วนใหญ่ป่วยด้วย โรคปอด ซึ่งเกิดจากการสูบบุหรี่ติดต่อกัน จึงได้รณรงค์เลิกบุหรี่แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ ต่อมาจึงใช้ครอบครัวเป็นตัวช่วยในการรณรงค์ ให้คนในชุมชนเลิกบุหรี่เพื่อสุขภาพของตนเอง เพื่อลูก เพื่อครอบครัว เพื่ออนาคต ทำให้เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น นอกจากนี้โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ยังทำให้คนในชุมชนหันมาให้ความสนใจในการเลิกบุหรี่เพราะต้องการทำความดีถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ quitforking.com หรือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ติดต่อได้ที่ 1600 สายด่วน เลิกบุหรี่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เพิ่มกิจกรรมทางกาย ง่ายๆ เพียงแค่เดิน

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันเราต้องทำความรู้จักกับศัพท์ใหม่ นั่นคือคำว่า “กิจกรรมทางกาย” ที่นับรวมทุก ๆ กิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเราได้เคลื่อนไหว ออกแรง ทั้งระดับเบา ปานกลาง และหนัก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศโดยสถาบันวิจัยและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ในปี 2557 กลุ่มวัยเด็กมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 63.2 ในขณะที่กลุ่มวัยอื่นมีอัตราเพิ่มขึ้น

“กระแสวิ่ง กระแสการหันมาออกกำลังกายอยู่กับวัยทำงาน แต่ในอดีตเด็กทุกคนอยากจะออกกำลังกาย เลิกเรียนแล้วไม่อยากกลับบ้าน อยากเล่นต่อ แต่ปัจจุบันเด็กอยากรีบกลับบ้าน เพื่อเล่นเกม ปัญหาคือ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกดีกับการขยับร่างกาย”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กไทย ในขณะที่วัยทำงานพร้อมจะจ่ายเงินจ้างโค้ช ซื้อรองเท้า เพื่อจะทำให้ตัวเองได้ขยับ แต่วัยเด็กที่ควรขยับกลับไม่ได้ขยับ โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนให้เกิดการกิจกรรมทางกายให้เกิดขึ้นกับเด็ก

กิจกรรมทางกาย หรือ Physical Activities ความหมายทางวิชาการคือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถ้าได้กระทำสม่ำเสมอจะเป็นพฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพ และมีผลต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย แต่หากจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย กิจกรรมทางกายก็คือ การขยับทุกอย่างตั้งแต่เราตื่นจนถึงเราเข้านอน หรือถ้าจะให้อธิบายให้ง่ายเข้าไปอีก กิจกรรมทางกายก็คือ “การขยับ” นั่นเอง

กิจกรรมทางกายแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ

  • กิจกรรมทางกายระดับเบา เช่น การยืน การเดินในระยะทางสั้น ๆ การทำงานบ้าน
  • กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว การปั่นจักรยาน คือกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยปานกลาง มีระดับชีพจร 120-150 ครั้ง ระหว่างทำกิจกรรมยังสามารถพูดเป็นประโยคได้
  • กิจกรรมทางกายระดับหนัก เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การเล่นกีฬา คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป โดยที่ระหว่างทำกิจกรรมไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้

นอกจากกิจกรรมทั้ง 3 ระดับแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำทีเรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior ) เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การนั่งคุยกับเพื่อน การนั่งหรือนอนดูโทรทัศน์ ที่ไม่รวมการนอนหลับ ซึ่งพฤติกรรมเนือยนิ่งส่งผลกระทบต่อเด็กไทยและมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปี ข้างหน้า จะมีเด็กทไยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน

เด็กที่เป็นโรคอ้วน นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NSDs มากกว่าเด็กปกติ และยังมีผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับเด็กที่โรงเรียนจึงเป็นการดี เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก เพียงสอดแทรกการเคลื่อนไหวในช่วงสั้น ๆ เพียง 3-5 นาที ก่อนเริ่มเรียน หรือระหว่างชั่วโมงเรียน หรือช่วงพักเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนและมีการจดจำที่ดีขึ้น

การส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างง่าย ๆ แต่ทำเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัย ซึ่ง “โรงเรียน” เป็นหน่วยงานที่เกื้อหนุนในการปลูกฝังทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีในการดำเนินชีวิตให้กับเด็ก “กิจกรรมรักเดิน” จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่โรงเรียนสามารถนำไปใช้เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดจากความเนือยนิ่งของเด็กไทยได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนภายในห้องมีดังนี้

กิจกรรมรักษาความสะอาด

  1. ยกเก้าอี้ไปไว้ด้านข้าง ๆ ห้อง แล้วจินตนาการว่ามีเส้นอยู่ตรงกลางห้อง
  2. นำวัตถุนิ่ม ๆ เช่น บอลฟองน้ำ กระดาษใช้แล้วขยำเป็นก้อนกลม ให้นักเรียนถือไว้ขว้าง
  3. แบ่งนักเรียนเป็นสองฝั่ง ให้นักเรียนเริ่มต้นขว้างข้ามเส้นกลางห้อง เป้าหมายคือ ขว้างออกไปยังด้านตรงข้าม
  4. เมื่อครู่สั่งว่า “หมดเวลา” ฝ่ายที่สะอาดที่สุด (มีขยะน้อยกว่า) เป็นฝ่ายชนะ แต่ละครั้งใช้เวลา 2-3 นาที

กิจกรรมเขียนชื่อนักเรียน

  1. สมมติให้นิ้วชี้เป็นปากกาหรือดินสอ ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวใหญ่ ๆ ในอากาศ
  2. ใช้อวัยวะส่วนอื่นแทนปากกาหรือดินสอบ้าง เช่น ข้อศอก หัวเข่า หัวแม่เท้า เอว สะโพก ก้น ศีรษะ อย่าลืมว่าต้องเปลี่ยนข้างกันบ้าง

กิจกรรมสัญชาตญาณสัตว์

เรียกนักเรียนออกมาคนหนึ่ง ให้ขานชื่อสัตว์แล้วให้เพื่อนทำท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์ชนิดนั้น ให้นักเรียนเปลี่ยนกันเป็นผู้นำไปรอบ ๆ ห้อง จนกว่านักเรียนทุกคนได้ขานชื่อสัตว์ครบทุกคน

การมีกิจกรรมทางกายต้องเริ่มจากวัยเด็กสู่ทุกช่วงวัย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยั่งยืน และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

“โรงเรียนรักเดิน” ปลุกกิจกรรมทางกายให้เยาวชนไทย

กิจกรรมทางกาย หมายถึง การขยับร่างกายหรือเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเบา ระดับปานกลาง และระดับหนัก ซึ่งจากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ พบว่า ปี 2555 เด็กไทยมีกิจกรรมทางกายร้อยละ 67.6 และลดลงในปี 2557 เหลือร้อยละ 63.2 และคาดการณ์ว่าในอีก 3 ปี จะมีเด็กไทยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ปัญหาสำคัญที่เด็กไทยกำลังพบเจอ คือ ไม่เดินและไม่ขยับ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นที่เห็นผลชัดคือ การเรียนรู้และสุขภาพไม่แข็งแรง ส่วนระยะยาวก็จะนำมาสู่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในขณะนี้มีคำใหม่เกิดขึ้นคือ ‘กิจกรรมทางกาย’ หมายถึง อะไรที่เกิดการเคลื่อนไหว แล้วได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เรียกว่ากิจกรรมทางกาย

สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้า จึงเกิดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง ไม่มีการขยับร่างกายที่เพียงพอ สมองไม่เกิดการพัฒนา อยากให้ทุกคนคิดว่าภารกิจเราไม่ใช่แค่ให้เด็กหันมาออกกำลังกาย แต่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นภารกิจกอบกู้ประเทศไทย เพราะระบบสาธารณสุขกำลังจะล่มสลาย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ป่วย

ข้อมูลจากงานวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นพบว่า การมีกิจกรรมทางกายระหว่างชั่วโมงเรียน จะเพิ่มสมาธิ เพิ่มความสนใจให้กับนักเรียน ส่งผลให้ความทรงจำของเด็กดีขึ้น เกิดวินัยในการทำกิจกรรม ลดพฤติกรรมไม่ดี รวมไปถึงการทำให้เด็กโตไปมีความสามารถรอบด้าน ดังนั้นสิ่งที่โรงเรียนจะต้องทำคือการสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ให้กับผู้ปกครองได้รับทราบ และคุณครูจะต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้ และสิ่งสำคัญคือ ห้ามใช้การออกกำลังกายเป็นการทำโทษนักเรียนเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดทัศนคติแย่เกี่ยวกับการขยับ ส่งผลให้โตไปแล้วไม่ชอบออกกำลังกาย

เมื่อปี 2557 ได้มีการจัดโครงการ “โรงเรียนรักเดินสะสมก้าว ประเทศไทย” และจัดกิจกรรม “โรงเรียนรักเดิน” เพื่อใช้เป็นงานต้นแบบส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดเป็นต้นแบบโรงเรียนรักเดินจำนวน 16 โรงเรียน

ภายหลังกิจกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้น ได้มีการจัดทำ “คู่มือกิจกรรมโรงเรียนรักเดิน” เพื่อใช้เป็นแนวทางให้แก่โรงเรียนอื่น ๆ เพื่อสร้างกิจกรรมภายในโรงเรียนตามความเหมาะสม ภายใต้บริบทของพื้นที่ รวมถึงรณรงค์ให้เยาวชนมีความเข้าใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำกิจกรรมทางกายเพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง ชุมชน และประเทศต่อไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Unseen Switzerland: เบิร์นที่ไม่เคยถูกลืม

หากพูดถึงประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) จะต้องติด 1 ใน 3 ที่ทุกคนนึกถึง…ภาพในห้วงความคิดคือเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมะ ความสวยงามของทุ่งดอกไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม และเมื่อถามถึงเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักคงหนีไม่พ้นสถานที่ทัวร์นิยม ลูเซิร์น (Luzern)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพการโฆษณาที่บริษัททัวร์นิยมใช้มักเป็นภาพของ Kapellbrücke สะพานไม้และหอคอยกลางน้ำอันเป็นจุดเด่นและถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้ กอปรกับลูเซิร์นเป็นเมืองที่มีแหล่งละลายทรัพย์ทำให้บริษัททัวร์จากทั่วโลกนิยมพาลูกทัวร์มาลงทำให้หลายคนรู้จักเมืองลูเซิร์นมากกว่าเมืองหลวงที่แท้จริงของสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวงที่ถูกลืม เป็นคำที่หลายคนนิยามเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศอันสวยงามและมีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกลับมีเมืองหลวงที่ขาดจุดเด่นนั้นไป นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยไม่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์ ต้นฉบับของการเดินทางถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำที่คุ้นหูว่า “เมืองหลวงที่ถูกลืม” บันทึกเป็นเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เมืองที่ถูกลืมกลับมีชื่อเสียงอีกครั้ง

Bern หรือ กรุงเบิร์น เมืองหลวงที่ถูกลืมของสวิตเซอร์แลนด์ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาเมืองเก่าแห่งยุโรป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเขตเมืองเก่าที่ผ่านสงครามโลกมาทั้งสองครั้งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) และสถาบัน ECA International ยังจัดอันดับให้เบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในยุโรปคู่กับกรุงโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2019 – 2020 อีกด้วย

ประวัติของเมืองหลวงที่ถูกลืมเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย จากเมืองหลวงที่ถูกลืมอันเงียบสงบกลับกลายเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืม เพราะความสวยงามของเมืองเก่าที่หลายคนพบเห็นยิ่งทำให้กรุงเบิร์นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่บริษัททัวร์ต้องเพิ่มเมืองแห่งนี้ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในสวิตเซอร์แลนด์

Bär Graben

ภาพจำที่หลายคนมักเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ เมื่อไปเยือนเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืมหนีไม่พ้นกับ บ่อหมี (Bär Graben) ที่อยู่คู่เมืองมาแต่เริ่ม (Bern พ้องมาจาก Bär ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าหมี) ด้วยความที่เจ้าเมืองในอดีตประกาศว่าจะตั้งชื่อเมืองตามชื่อสัตว์สายพันธุ์แรกที่เจอ “หมี” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองไปโดยปริยาย

นอกจากบ่อหมีแล้ว กรุงเบิร์นยังมีจุดน่าสนใจอยู่หลายแห่ง รวมถึงจุด Unseen ที่หลายคนไม่คาดคิดซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีมนต์เสน่ห์แห่งอดีตสะท้อนผ่านอิฐของตัวอาคาร พื้นถนน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

Bundeshaus

Unseen สถานที่แรกอยู่ที่ อาคารรัฐสภาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Bundeshaus) เพราะอาคารแห่งนี้เป็นที่ทำการระดับประเทศ แต่กลับเปิดให้ผู้คนสามารถเดินเข้าไปในบริเวณโดยรอบได้ รวมถึงมีม้านั่งและจุดพักผ่อนให้กับผู้คนที่เข้ามาได้ผ่อนคลาย เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมที่หลายคนไม่คาดคิด เพราะอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงทำให้สามารถมองเห็นวิวของเมืองเก่าได้อย่างชัดเจน จึงถือเป็นสถานที่ Unseen ที่อาจจะไม่อยู่ในลิสต์ทัวร์นิยม 

ด้านหน้าของอาคารรัฐสภาฯ เป็นจัตุรัสกว้างและลานน้ำพุที่เรียกว่า Bundesplatz อีกฟากฝั่งเป็น ที่ทำการธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Schweizerische Nationalbank) เป็นอีกจุดที่มีสวยงามและมีความสำคัญ เพราะนอกจากลานน้ำพุแล้วในวันหยุดจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นตลาดดอกไม้ที่กลางลานจตุรัส จึงทำให้ลานแห่งนี้กลายเป็นอีกจุดที่หลายคนควรแวะเวียนมาบันทึกการเดินทางก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

Käfigturm

เดินเข้ามายังส่วนเมืองเก่าถัดจากถนนเส้นหลักควรเริ่มต้นที่ Prison Tower หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า Käfigturm ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากร แต่ในปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย

Käfigturm ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานและการบูรณาการหลายต่อหลายครั้ง การเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง รวมถึงใช้เป็นจุดรวมพลกรณีมีเหตุการด่วน ในปัจจุบันทางเดินลอดหอหอยมีรางสำหรับรถรางให้ผ่านด้านล่าง เกิดเป็นอีกภาพที่สวยงาม ผสานอาคารในอดีตและเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกันถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

Zytglogge

นอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน Käfigturm ยังมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่น เพราะทุก ๆ ต้นชั่วโมงจะมีการแสดงเต้นระบำโดยตุ๊กตาที่อยู่ด้านข้าง ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมายืนรอรับชมโชว์น่ารัก ๆ นี้ โดยนาฬิกาจะเริ่มเต้นระบำเป็นวงกลม 4 นาทีก่อนถึงชั่วโมงถัดไป ใครที่อยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวสามารถ คลิก เพื่อชมคลิปได้เลย

Kindlifressenbrunnen

ตรอกด้านข้างบริเวณใกล้ ๆ กับ Käfigturm จะพบกับจุด Unseen ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้คือ Kindlifressenbrunnen หรือน้ำพุยักษ์กินเด็ก เมืองแห่งนี้มีน้ำพุสาธารณะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ในจุดนี้มีรูปปั้นที่โด่งดังประดับอยู่ทำให้กลายเป็นอีกจุดพิเศษที่ผู้คนแวะเวียนกันมาถ่ายภาพ

รูปปั้นบนยอดน้ำพุแห่งนี้แรกเริ่มมีชื่อว่า Platzbrunnen แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Kindlifressen ที่แปลว่า ตัวกินเด็ก สื่อถึงยักษ์ที่อยู่ปลายยอดของน้ำพุที่กำลังจับเด็กกิน เพื่อต้องการให้เด็กรู้ว่าหากไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะมียักษ์มาจับไปกิน คล้ายกับในนิทานหลอกเด็กนั่นเอง

Einstein-Haus

กลับมาบนถนนเส้นเดียวกับ Käfigturm มีบ้านพักชั่วคราวของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือที่เรียกว่า Einstein-Haus เคยเป็นสถานที่พักพิงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (1903-1905) และในปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่นักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางมาเพื่อเข้าชม เพราะสถานที่มีภาพถ่ายและผลงานบางส่วนของเขา โดยค่าเข้าชมจะอยู่ที่ 6 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 180 บาท สามารถตรวจสอบตารางวันเวลาเปิดเข้าชมได้ที่ einstein-bern.ch

Berner Münster

เดินต่อไปบนถนนเดียวกันจะเจอเข้ากับมหาวิหารแห่งกรุงเบิร์น (Münster St. Vinzenz หรือ Berner Münster) ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีความสำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ โดยสถานที่แห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและขึ้นไปยังระเบียงของหอคอยได้ โดยมีค่าเข้าอยู่ที่  5 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 150 บาท

โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างแค่ตัวโบสถ์ถึง 150 ปี และได้ถูกต่อเติมให้มีหอคอยอันเป็นจุดชมวิวแห่งกรุงเบิร์น โดยมีบันไดวนทั้งสิ้น 285 ขั้น เรียกได้ว่า เดินวนไปจนเวียนหัวเลยทีเดียว สำหรับทางขึ้นหอคอยจะเป็นลักษณะทางเดินที่แคบและชัน ทำให้การขึ้นไปชมค่อนข้างจะลำบากและใช้เวลานาน 

แม้ว่าการเดินขึ้นมาจะค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อได้มาเห็นวิวที่มองจากระเบียงหอคอยแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะวิวจากหอคอยเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอีกมุมที่มองไปยังอาคารรัฐสภาฯ และสามารถเดินวนได้ 360 องศา แต่สำหรับระเบียงบนหอคอยแห่งนี้มีความกว้างเพียงพอสำหรับหนึ่งคนยืน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวความสูงเพราะจะต้องยืนชิดกับขอบระเบียงที่มีความสูงมาก ๆ เตือนแล้วนะ!!!

นอกเหนือจากสถานที่ข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่คู่ควรแก่การไปเช็คอิน เพราะคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ การรักษาเมืองที่มีมาแต่โบราณให้อยู่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กรุงเบิร์นเป็นเมืองหลวงที่คู่ควรแก่การรักษา หากท่านใดได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่าลืมตั้งให้กรุงเบิร์นเป็นเป้าหมายหลักของคุณด้วยนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองที่ไม่เคยถูกลืมนั้นมีกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ครุกกรุ่นและเรียกร้องให้ผู้คนศึกษาอยู่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ปิดเทอมสร้างสรรค์ เปิดหน้าต่างสู่การเรียนรู้

ปัญหาของผู้ปกครองในช่วงปิดเทอมคือ “สามเดือนนี้ จะให้ลูกทำอะไร?” จากผลสำรวจในปี 2561 พบว่า กิจกรรมที่เด็ก เยาวชน ตั้งใจจะทำในช่วงปิดเทอม 3 อันดับแรก คือ เล่นมือถือ อินเตอร์เน็ต 71% ตามด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด 53% และหางานพิเศษทำ 46% นั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการจริงหรือ?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

กิจกรรม “ปิดเทอมสร้างสรรค์” เป็นกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ในทุกพื้นที่นี้ เรียกว่า “พื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ และกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมาะสมกับช่วงวัย ทั้งด้านสุขภาพ กาย สังคม จิต และปัญญา ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อเป็นรากฐานของไทยแลนด์ 4.0

การจัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมในพื้นที่สร้างสรรค์ ช่วยสร้างให้เด็กมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และมุ่งหวังให้เป็น 3 เดือนแห่งการปิดเทอมที่มีประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

“ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่สำคัญ เป็นช่วงเวลาว่างของเด็กเยาวชน ที่ออกจากการเรียนการศึกษาชั่วคราว และเป็นเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหากิจกรรมหรือสถานที่ที่รองรับบุตรหลานเพื่อให้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์”

จากผลสำรวจของ ยูรีพอร์ต (U-Report) ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟในระหว่างปี 2560 – 2561 พบว่า เยาวชนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย ขณะที่ 35% รู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย และมีเพียง 12% ที่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากได้ทราบช่องทางการเข้าถึง เด็กเยาวชนจึงอยากให้รัฐบาลได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กเยาวชนให้มากที่สุดถึง 42% และ 1 ใน 3 อยากมีส่วนร่วมในการสร่างสรรค์ในชุมชน

จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนได้มีการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และมีสุขภาวะทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดี การสนับสนุนให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การจัดกิจกรรมให้เด็กออกกำลังกายตามความถนัดของตนเองทั้งในเวลาปกติและในช่วงปิดเทอมจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรสนับสนุน

เพื่อทำให้ปิดเทอม เป็นปิดเทอมที่สร้างสรรค์แก่เด็ก ๆ พ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชวนลูกหลานให้ออกจากกรอบสี่เหลี่ยมของสมาร์ตโฟน อย่างน้อยก็ในช่วงปิดเทอมให้มาใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้กิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ทั้งหมดถูกรวบรวมเอาไว้ในเว็บไซต์ “www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com หรือ Facebook: ปิดเทอมสร้างสรรค์” เพื่อให้เด็กและเยาวชน ผู้ปกครองเข้าถึงได้ง่าย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ

เคยถามตัวเองไหมว่า แต่ละวันเราสร้างขยะมากน้อยแค่ไหน? การไม่สร้างขยะคือคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาขยะ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนสร้างขยะกันทุกวัน แล้วอะไรคือทางออกของปัญหานี้?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นิทรรศการหมุนเวียน “Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ” นิทรรศการที่จะชวนสำรวจพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดขยะ และนำเสนอทางออกของปัญหานี้ พร้อมตัวอย่างนวัตกรรมการจัดการขยะตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ เพื่อย้อนกลับมาถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเริ่ม “ลดการสร้างขยะ” และ “จัดการขยะ” เสียที

“เรื่องขยะไม่ใช่เรื่องใหม่ และเราผลักดันเรื่องนี้กันมาไม่ต่ำกว่า 3 ทศวรรษ พอถึงจุดที่เรารับรู้ว่าปัญหานี้เริ่มโถมทับสังคมจนอยู่เฉยไม่ได้ เราจึงต้องกลับมาจุดประกายในเรื่องของปัญหาขยะอีกครั้งหนึ่ง”

ขยะที่มากเกินและการจำกัดขยะที่ไม่ถูกวิธีส่งผลกระทบต่อโลก ทำให้เกิดความแปรปรวนกับสภาพอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติต่าง ๆ ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้พัฒนาสู่การเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ยิ่งทำให้มีการผลิตขยะมากขึ้นตามมา และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย

“สำหรับนิทรรศการ ‘Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะ’ จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งกระตุ้น แต่คงไม่เพียงพอ เพราะทุกคนต้องช่วยกันผลักดันช่วยให้ประเทศไทยลดขยะ และสร้างสุขภาวะจากการลดปัญหาจากขยะต่อไป โดยหวังว่าทุกคนจะช่วยกัน”

นิทรรศการหมุนเวียนเรื่องนี้ ต้องการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เข้าชม ได้มาเรียนรู้ ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ขยะล้นโลกในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ 1. Waste Land ที่จะทำให้เห็นในเรื่องของการ Check & Shock ให้กับผู้เข้าชมรู้ว่า พฤติกรรมของขยะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน ร้านค้า สำนักงาน ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเรามีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดขยะได้อย่างไร 2. Waste Game & Waste Movie ที่จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ปัญหาขยะในปัจจุบัน และวิธีการแยกขยะประเภทต่าง ๆ 3. Waste Wow แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่เกิดจากการนำขยะมารีไซเคิลในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อลดขยะโดยเฉพาะ และ 4. Waste World จุดแสดงการเรียนรู้ต้นแบบวิธีการจัดการขยะในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน องค์กร ไปจนถึงระดับประเทศ

โดยนิทรรศการนี้จะแสดงให้เห็นการจัดการแยกขยะ การนำกลับมาใช้ในรูปแบบที่หลากหลาย ไปจนถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ และการผลักดันนโยบายระดับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากปัญหาจากขยะ

“หากมีการจัดการขยะทางต้นทางแล้ว ปลายทางก็ต้องจัดการด้วยเช่นกัน” หากรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกขยะ แต่ทางสำนักงานเขตนำขยะที่เก็บมารวมเอาไว้ที่เดียวกันก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงอยากเสนอให้หน่วยงานที่จัดเก็บขยะจ่ายเงินค่าขยะที่ถูกแยกประเภท แทนการเก็บค่าบริการจากชุมชน แต่หากบ้านไหนไม่คัดแยกขยะค่อยเก็บค่าบริการ ซึ่งทางเขตก็สามารถนำขยะที่คัดแยกแล้วมาจัดการต่อได้ แต่กระบวนการนี้ต้องไม่มีคำว่าผิดกฎหมาย เพื่อการกำจัดขยะสู่ Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะอย่างแท้จริง

สรุป

การจัดการขยะควรเริ่มตั้งแต่ต้นทาง คือ จากตัวเรา ลดการสร้างขยะเกินความจำเป็น ใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ รวมไปถึงการงดรับถุงพลาสติก นอกจากนี้การจัดการของหน่วยงานจัดการขยะก็ควรช่วยกันจัดการที่ปลายทางด้วย เพื่อให้ขยะที่ถูกคัดแยกมาจากต้นทาง ไม่เสียเปล่า

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพโดย สสส.

“วิชาชีวิต” ภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนยุคใหม่

สิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่งในห้องเรียน ไม่ได้สอนว่ากระสุนนัดแรกที่ยิงออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต วิชาชีวิตจึงเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนรับมือกับปัญหาได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“ก่อนที่จะพูดถึงวิชาการด้านอื่น ๆ ทักษะชีวิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้เราดำรงชีวิต และมีชีวิตรอดจากปัญหา หรืออะไรก็ตามในยุคปัจจุบัน” 

เด็กและเยาวชนเป็นวัยของการแสวงหาอัตลักษณ์ของตนเอง พวกเขาจะมองหาต้นแบบของผู้ใหญ่ที่ตนเองต้องการจะเป็น และยังเป็นวัยแห่งความท้าทาย การที่ผู้ใหญ่คอยห้ามในสิ่งต่าง ๆ ยิ่งทำให้เด็กไม่เชื่อฟัง ซึ่งภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่พบในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ทักษะชีวิตที่เคยเรียนในอดีตจึงไม่ใช่ประสบการณ์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้และรับมือได้ในวันนี้

“ป้ารู้ไหมครับ ถ้าหากสมัยที่ผมเป็นนักเรียน แล้วได้เรียนวิชาชีวิต ได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้รู้ปัญหาของสังคมอย่างจริงจังเหมือนที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ผมจะไม่ติดคุกแน่ นี่คือคำพูดของเด็ก ๆ ที่พูดกับป้า”

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการสอนวิชาชีวิตว่า การเรียนรู้ในเรื่องแวดล้อมรอบตัว ข่าวสารสังคมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี โดยให้เด็กในบ้านวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ รวมถึงการดูภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์ การตัดสินใจทางเลือก การวิเคราะห์ผลของการตัดสินใจนั้นว่าจะส่งผลอะไรต่อไปในชีวิต

เด็ก ๆ ได้บอกกับตนว่า หากได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก่อนวันที่กระทำความผิด พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่กระทำแบบนั้น ซึ่งบ้านกาญจนาภิเษกเป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำ มีหน้าที่เยียวยาในปลายเหตุ แต่โรงเรียนและบ้านคือต้นน้ำ ถ้าหากนำวิชาชีวิตไปอยู่ที่ต้นน้ำได้ จะก่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่มักจะให้ความหมายว่า เยาวชนคืออนาคต อนาคตจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดให้กับเด็ก แต่หากเปลี่ยนความหมายให้เยาวชนคือปัจจุบันด้วย ผู้ใหญ่จะต้องหันกลับมามองว่า ณ วันนี้ได้เปิดพื้นที่อะไรให้กับเด็กและเยาวชนบ้าง ถ้าหากยังไม่เปิดจะสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใด ด้วยเครื่องมือไหน ซึ่งวันเยาวชนไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่มาคิดอะไรให้กับเด็ก แต่ควรเป็นวันที่มีการเริ่มต้นในนโยบายใหม่ ๆ เช่น ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้เข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และเปล่งเสียงด้วยตัวเองว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร

น้องบี (นามสมมติ) จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าถึงอดีตที่โตมากับสภาพแวดล้อมของการพนัน ทำให้ตนมีนิสัยรักสนุกจากการเสี่ยงดวง โดยเริ่มออกปล้นเพื่อหาเงินมาเล่นพนันจนต้องมาอยู่ในสถานพินิจว่า หลังจากได้เรียนวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาฯ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจคนในครอบครัว ได้เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองต้องแก้ไข จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความต้องการดูแลคนข้างหลัง ดูแลพ่อแม่ เพราะในวันที่เข้าสถานพินิจ มีเพียงพ่อแม่ที่ยังสนใจเขาอยู่

น้องเอ (นามสมมติ) อดีตเด็กติดเกม เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในอดีตที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ตนเคยติดเกมและตั้งใจที่จะเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ โดยเล่นเกมติดต่อกันนานที่สุดเป็นเวลา 3 วัน หารายได้จากการเล่นเกม ส่งผลกระทบให้ไม่อยากเข้าสังคม เพราะเมื่ออยู่ในสังคมคนรอบข้างมักมองว่าตนเป็นเด็กเกเร เด็กติดเกม ยิ่งทำให้ตนหันเข้าสู่โลกแห่งความเสมือน เสพติดการเล่นเกมและมีเพียงสังคมในเกมที่คอยรับฟังปัญหา

จนกระทั่งถูกคนแถวบ้านชวนออกไปทำกิจกรรมในชุมชน จึงเริ่มออกมาสู่โลกที่มีผู้คน ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างมองตนเองในทางที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกมาทำในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ และอยากจะฝากบอกกับคนที่ติดเกมว่า ควรเล่นให้พอดี อย่าเล่นเกมจนลืมคนรอบข้าง อย่ามองแต่ข้อดีโดยไม่ได้มองว่ามันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ควรให้เวลากับทุกสิ่งทุกอย่าง และควรหาความพอดีของการเล่นเกมให้เจอ นี่แหละคือวิชาชีวิตที่ตนเองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดกลับตัวกลับใจได้ทัน หรือหากคิดได้ก็อาจจะสายเกินไป เพราะการกระทำความผิดนั้นง่ายเพียงนิดเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นยากเกินจะคาดเดา วิชาชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดในสังคมให้กับเด็กไทยยุคใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน เด็กและเยาวชนควรมีภูมิต้านทานที่อย่างน้อยจะช่วยให้เด็กฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากกระทำของตนเอง

สรุป

เพราะทุกคนไม่ได้มีแต่ด้านมืด แต่ยังมีด้านสว่างที่รอให้มีใครมาจุดประกาย แต่อย่าทำในวันที่สายเกินไป การเรียนรู้ทักษะวิชาชีวิตจะช่วยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สว่าง ก่อนที่ความมืดจะครอบงำสติ และช่วยชี้ทางออกให้กับทุกปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

กรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้” แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สสส. กทม. ม.สยาม และเขตในพื้นที่ และที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะอย่างสมบูรณ์แบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากเกณฑ์มาตรฐานโลกที่ระบุเอาไว้ว่า ควรมีพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากร 9.0 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งเขตภาษีเจริญ มีพื้นที่สีเขียวเพียง 0.2 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น จึงเกิดเป็นโจทย์ในการทำสวนสุขภาวะแห่งนี้

สาเหตุที่คนในกรุงเทพฯ มีสุขภาพไม่ดีเป็นเพราะสภาพแวดล้อม เนื่องจากไม่มีพื้นที่ที่เอื้อต่อสุขภาวะ ไม่มีที่สำหรับเดิน วิ่ง และหายใจ ต้นไม้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการฟอกออกซิเจน ทำให้มีแต่มลพิษ จึงได้ทำการสำรวจ 2067 ชุมชน 50 เขต พบว่า มีพื้นที่รกร้างและสุ่มเสี่ยงเกือบ 50% และ 62% พบว่ามีพื้นที่รกร้างและเปลี่ยว ซึ่งเป็นที่มั่วสุมอีกด้วย

“มีการร้องเรียนถึงความสกปรกผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งพอมาดูก็พบว่าสกปรกจริง ๆ” จุดเริ่มต้นของการเข้ามาดูแลพัฒนาพื้นที่รกร้าง ซึ่งคนในชุมชนได้มีการจัดการพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เกิดการร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่ช่วยกันจัดการให้พื้นที่รกร้างหลังม.สยาม กลายเป็นสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

การออกแบบสวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกเพศทุกวัยสามารถใช้งานได้พร้อมกันผ่านการเรียนรู้ 7 ประเภทคือ การมองเห็น กายภาพ การใช้คำ การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละคน แต่ละเวลา ทำให้ทุกคนในบ้านมีพื้นที่ใช้งานตามความประสงค์ได้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เตะบอล เล่นหมากฮอส และเรียนรู้การใช้เสียงจากการเคาะ ซึ่งนอกจากที่สวนพื้นสุขภาวะที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรคำนึงต่อไปคือ การจะทำเกิดความยั่งยืน โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนให้ช่วยกันรักษา และพัฒนาต่อไป

“การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะจำเป็นจะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยาก”

สรุป

ทุกคนสามารถสร้างสวนสุขภาวะได้ แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้สวนที่เกิดขึ้นมาอยู่ต่อไป ซึ่งเบื้องต้นคนในชุมชนต้องเข้ามาช่วยกันรักษาร่วมกัน และยังได้ชื่นชมคนในชุมชนแห่งนี้ที่สามารถร่วมมือกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และอยากให้คนในชุมชนรักกันไปจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘สวนสุขภาวะ – ห้องสมุดกำแพง’ แห่งการเรียนรู้

จากพื้นที่ที่ไม่มีใครเหลียวแล มีเพียงขยะกองโตเป็นภัยอันตรายของชุมชน แต่ด้วยการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นจุดสะท้อนความเข้มแข็งของการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่าย พื้นที่แห่งนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดได้กลายเป็น “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

กรุงเทพมหานครได้มีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง” ณ พื้นที่สุขภาวะหลัง ม. สยาม รุ่งฟ้า 36 เขตภาษีเจริญ โดยเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ตามอัธยาศัย เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

ที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันดูแลสวนแห่งนี้ เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมก็จะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และเมื่อคนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ ก็จะเกิดความรัก และการดูแลรักษา เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเรียกได้ว่าเป็นประชารัฐเต็มรูปแบบ ซึ่งสวนแห่งนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจจากหลาย ๆ ฝ่ายและด้วยความร่วมมือของประชาชนจะทำให้สวนแห่งนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืนและถาวร

การทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธีการออกกำลังกาย การขยับร่างกาย แต่เพียงเท่านี้อาจไม่พอ ควรมีพื้นที่ให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิต มาร่วมกันทำกิจกรรม และเมื่อทำกิจกรรมร่วมกันจะเกิดเป็นกิจกรรมทางสังคม เกิดความสัมพันธ์เชิงสังคมและพัฒนาต่อไปในเรื่องของสติปัญญา และจิตใจในเบื้องลึกต่อไป

“สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งนี้ เป็นพื้นที่สุขภาวะชุมชนในเขต กทม. ที่ส่งเสริมสุขภาวะทุกมิติ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ทั้ง 7 รูปแบบ ได้แก่ ด้านกายภาพ การมองเห็น การพูด การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสร้างสุขภาวะที่ดีของคนเมืองกรุงต่อไป”

“การที่เราจะรักษาสุขภาพของประชาชนได้นั้น ไม่ใช่ว่าต้องมีโรงพยาบาลมาก ๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่อีกทางคือ เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนจะมีสุขภาพแข็งแรง โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล”

การสร้างสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งนี้โดยมุ่งหวังให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงให้กับประชาชน โดยกว่าจะประสบความสำเร็จในวันนี้ ตนได้มองพื้นที่รกร้างแห่งนี้เป็นห้องทดลองที่มีชีวิต การเรียนรู้ที่แท้จริงจะต้องสามารถประยุกต์ให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่นและสังคมได้ ชุมชนแลtสังคมก็เปรียบเสมือนห้องทดลองของมหาวิทยาลัย จึงได้ใช้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่เพื่อเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ และร่วมกันทำงานกับชุมชนและสังคม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของคนในชุมชน เพราะหากไม่มีชุมชนก็ไม่อาจสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้

สรุป

ทั้งนี้สวนพื้นที่สุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง เป็นพื้นที่สุขภาพที่เป็นความภาคภูมิใจของคนในชุมชน และที่สำคัญคือประชาชนในพื้นที่เขตภาษีเจริญที่มีเจตนารมณ์ ความมุ่งมั่นที่ช่วยกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ชีวิตของคนไร้บ้าน

“อยู่ข้างนอกไม่ได้สบาย ตัวใครตัวมัน ใครป่วยตายก็ตัวใครตัวมัน แต่พอมาอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันก็เหมือนเป็นครอบครัว เกิดเป็นความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อต่อกัน เลยเป็นพี่เป็นน้อง และทำให้ความเป็นอยู่ดีกว่าตอนที่อยู่ข้างนอก”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ นายกสมาคมคนไร้บ้าน เล่าจุดเริ่มต้นของตนเองว่า เดิมทีตนประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างชั่วคราว แต่โดนนายจ้างกลั่นแกล้งจึงตกงาน จึงพักอาศัยกับพี่น้อง แต่ด้วยความที่ตนเป็นพี่คนโตจึงไม่ต้องการเป็นภาระของน้อง ๆ เลยตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะแถวสนามหลวง

ต่อมาได้เข้าร่วมกับศูนย์คนไร้บ้านแห่งแรกที่ตลิ่งชัน จนพี่น้องคนไร้บ้านยกให้เป็นตัวแทนเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลในการผลักดันเพื่อก่อสร้างศูนย์คนไร้บ้านที่บางกอกน้อย และต่อมาต้องการขยายศูนย์คนไร้บ้านไปช่วยเหลือคนไร้บ้านทั่วประเทศจึงจัดทีมที่เรียกว่า “การเดินกาแฟ” เพื่อสำรวจพื้นที่ในจังหวัดใหญ่ 3 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ จึงพบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีคนไร้บ้านมากถึง 166 คน จึงต้องการผลักดันให้เกิดศูนย์คนไร้บ้านที่จังหวัดเชียงใหม่จนสำเร็จและกลายเป็นบ้านเตื่อมฝันในทุกวันนี้ แต่การจะทำสัญญาก่อสร้างจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ทำให้ต้องก่อตั้งสมาคมคนไร้บ้านขึ้น และพี่น้องได้ลงความเห็นให้ตนเป็นนายกสมาคมคนไร้บ้านในที่สุด

นายนรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ ประธานเครือข่ายคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงชีวิตของการเป็นคนไร้บ้านว่า หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ มาได้ 40 กว่าปี ก็ตัดสินใจออกจากบ้านมาเชียงใหม่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่น้อง ซึ่งก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตนพยายามหาอาชีพที่เหมาะสมในการสร้างรายได้ของตนเอง แต่มองไม่เห็นอนาคต

ต่อมาได้พบกับกลุ่มคนไร้บ้านจาก กทม.ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของที่อยู่อาศัย จึงเข้ามาร่วมกับเครือข่ายคนไร้บ้าน เพราะมองว่าจะต้องเข้าสังคมเพื่อให้ตนเองก้าวหน้าและมีอนาคต

“สังคมเครือข่ายของคนไร้บ้านทำให้ผมเจริญเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะทางความคิด มีอาชีพที่เป็นที่ยอมรับ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 11 ปีที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และการเปิดศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์” นายนรินทร์ ทิ้งท้ายด้วยความซาบซึ้ง

จำนวนคนไร้บ้านจะไม่เพิ่มขึ้น หากเราใส่ใจดูแลคนในบ้าน และป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อใช้ในการอาศัยอยู่เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ซึ่งต้องมีที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องร่างกายจากอันตรายต่างๆ ศูนย์ฟื้นฟูสำหรับคนไร้บ้านจึงเป็นสถานที่รองรับเพื่อให้พวกเขาสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ