ป้ายกำกับ: อ่านหนังสือ

บทความที่ดี ทรูไอดีฯ ต้องการอะไร?

การตั้งชื่อบทความเป็นคำถาม เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้หลายคนต้องการเข้ามาหาคำตอบ แต่ผมขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะชื่อของบทความนี้เป็นเพียงตัวหลอกล่อให้คุณคลิกเข้ามาเท่านั้น เพราะการเขียนบทความที่ดี ไม่มีเกณฑ์วัดได้ ขึ้นกับว่าบทความนั้นถูกใจใครบ้างต่างหาก และในที่นี้เรากำลังขายบทความให้ทรูไอดีฯ บทความที่ดีจึงควรเป็นที่ถูกใจของผู้ตรวจ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

สำหรับนักเขียนที่ต้องการให้บทความผ่านการตรวจง่าย ๆ โดยไม่ต้องแก้ซ้ำหลายรอบผู้เขียนขอแนะนำให้อ่านบทความ  “เขียนบทความอย่างไร ให้ถูกใจ บก.” ที่ผมเคยเผยแพร่ไปแล้ว ส่วนในบทความนี้ผมจะนำเสนอวิธีการเขียนบทความให้ถูกตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น

ความคิดสร้างสรรค์สอนกันไม่ได้

ความคิดของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ละคนเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย การหล่อหลอมบุคลิกให้กลายเป็นตัวเราในปัจจุบันมักผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ข้อผิดพลาด การเรียนรู้มากมาย และสิ่งเหล่านั้นจะหล่อหลอมความคิดให้กับบุคคล รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ที่จำเป็นจะต้องสะสมมานับแรมปีอีกด้วย

คุณสมบัติสำคัญของนักเขียนที่ควรมีคือ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อสร้างสิ่งใหม่ สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่จรรโลงสังคม และเป็นที่ถูกใจของผู้อ่าน ซึ่งความสร้างสรรค์นี้อยู่ในตัวของแต่ละคน เพียงแต่ต่างกันในแง่มุมมอง ตลอดจนการแสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมที่ชัดเจน

มนุษย์ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติในตัวเอง แต่การฝึกฝนก็สามารถสร้างให้ความคิดนั้นเกิดขึ้นได้ไม่ยาก สำหรับถนนของการเป็นนักเขียน การอ่านเป็นสิ่งสำคัญที่จะปูทางให้คุณสะสมคลังศัพท์ความรู้ คลังความคิด และสิ่งใหม่ที่สามารถหาได้จากการอ่าน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ การ์ตูน หรือแม้แต่การบทความสั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นการสะสมคำศัพท์และเพิ่มมุมมองในการเล่าเรื่องใหม่ๆ นอกจากนี้ในปัจจุบันมี Podcast แม้จะเป็นการเล่าเรื่องผ่านเสียง แต่ก็สามารถสร้างความรู้ และวิธีการเล่าเรื่องให้กับเราได้เป็นอย่างดี

วิธีฝึกความคิดสร้างสรรค์

  1. ตั้งคำถามให้มากเข้าไว้ – เมื่อพบกับเหตุการณ์หรือสิ่งบางอย่าง ให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดการตั้งคำถามจะเกิดกระบวนการคิดและจิตนาการต่อ
  2. สังเกตและจิตนาการ – การมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สังเกตให้ลึกซึ้ง ตั้งคำถามและคิดจินตนาการจะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
  3. คิดต่างแต่อย่าแตกแยก – การฝึกคิดต่าง มองมุมตรงข้าม คิดมุมกลับปรับมุมมองจะช่วยให้เกิดความคิดใหม่ ๆ แต่ต้องระวังอย่านำความคิดสุดโต่งนั้นมามากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียได้
  4. นอกกรอบ แต่อย่านอกคอก – การคิดให้แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง อะไรที่แปลก อะไรที่ใหม่ ยิ่งใหญ่ มักจะดัง เป็นหลักแนวคิดที่จะนำไปสู่ความคิดใหม่ที่สร้างสรรค์นอกกรอบ
    แต่สิ่งที่หลายคนมักลืมไปคือ ก่อนที่เราจะออกนอกกรอบ เราต้องรู้ก่อนว่า “ในกรอบมีอะไร?” เมื่อเรารู้ว่ากรอบที่เราอยู่มีหกเหลี่ยม เก้าเหลี่ยม หรือสามเหลี่ยม เราก็สามารถต่อยอดออกจากกรอบนั้นได้
  5. ลงมือเขียน – หลังจากอ่านสะสมความรู้และคำศัพท์ได้มากแล้ว การฝึกเขียนจะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง
    แนะนำให้เขียนไดอารีบอกเล่าชีวิตประจำวันของตัวเองเป็นอันดับแรก และลองเขียนให้ได้หนึ่งปี เมื่อมองย้อนกลับมาในวันแรกที่เขียน คุณจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

เริ่มต้นเขียนบทความอย่างไร

ผู้เขียนขอแนะนำว่า ให้เริ่มจาก “หัวใจ” ของตัวเอง การเขียนด้วยความจริงใจ ด้วยความรัก จะทำให้เราภูมิใจในสิ่งที่เรากำลังเขียน มอบความรักให้กับเนื้อหา แล้วสิ่งที่เขียนออกมาจะเต็มไปด้วยความตั้งใจ บทความนั้นจึงจะน่าอ่าน

องค์ประกอบของบทความ

เกริ่นนำ

การเขียนบทนำ เกริ่นนำ เป็นการนำให้ผู้อ่านสนใจเรื่องราวที่เรากำลังจะบอกเล่า กระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจใคร่รู้ เนื้อหาอาจเป็นการท้าวประวัติต่าง ๆ อ้างอิงข้อมูล หรือนำเรื่องด้วยประโยคที่ดึงดูดเพื่อชักจูงให้คนคล้อยตามเนื้อเรื่องทั้งหมด

การเกริ่นนำผู้เขียนควรเริ่มจากสิ่งที่ตนเองประทับใจ ความคิดเห็นส่วนตัว การตั้งคำถามให้คิดต่อ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนย่อหน้าสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสนใจเท่านั้น

ข้อควรระวัง
การเขียนเกริ่นนำที่ดี ไม่ควรเริ่มด้วยประโยค “สวัสดีค่า วันนี้เราจะมาแนะนำครีมล้างหน้ายี่ห้อกอไก่กันนะคะ” ซึ่งเราไม่ได้ถ่ายวิดีโอ ไม่จำเป็นต้องสวัสดี แต่นักเขียนอาจปรับให้เป็น
… “คุณเคยล้างหน้าแล้วรู้สึกว่าหน้าไม่สะอาดไหม?”
… “การล้างหน้าให้สะอาด เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน การหาครีมล้างหน้าที่ทำหน้าที่นั้นดีเป็นเรื่องที่ยาก แต่ด้วยคุณสมบัติของครีมล้างหน้ากอขอคอ”

เนื้อเรื่อง

คือเรื่องราวที่เป็นประเด็นหลังของบทความ เป็นส่วนเนื้อหาที่บอกว่าผู้เขียนต้องการเล่าเรื่องอะไร ในส่วนนี้สามารถเพิ่มเนื้อหาโดยแบ่งให้เป็นหลายย่อหน้าได้ ขึ้นกับว่าผู้เขียนต้องการบอกเล่ากี่ประเด็น และอย่าลืมว่า ในหนึ่งย่อหน้าไม่ควรมีมากเกินหนึ่งประเด็น

ในส่วนของเนื้อเรื่อง จะแสดงให้เห็นถึงทักษะความสามารถ การสะสมคำศัพท์ การบรรยาย การวาดฝีไม้ลายมือด้านการเขียน การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการนำเสนอที่นำไปสู่จุดหมายของบทความ

บทสรุป

เป็นเนื้อหาที่สรุปย่อเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่บทนำ เนื้อหา เป็นการเน้นเรื่องราวแบบรวบยอด โดยผู้เขียนสามารถแทรกแง่คิด ข้อเตือนใจ ปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติดี ๆ หรืออาจส่งท้ายด้วยความรู้สึกของตัวผู้เขียนเองด้วยภาษาที่สละสลวย

บทสรุปไม่ควรกล่าวว่า “หากผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้” ถือเป็นการแสดงออกความไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนขาดความสามารถในการเล่าเรื่อง
จึงขอแนะนำให้เขียนในเชิงวิเคราะห์จะทำให้บทความจบอย่างสวยงาม

การเขียนบทความจะดีได้หากได้รับการฝึกฝน ทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้เพียงแค่ “ลงมือเขียน” และทุกคนก็เป็นนักเขียนที่ดีได้เพียง “มุ่งมั่นและหมั่นฝึกฝีมือ” สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การมีใจรักการเขียน” ที่จะทำให้นักเขียนประสบความสำเร็จ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


เขียนบทความอย่างไร ให้ถูกใจ บก.

บนถนนวิชาชีพ “นักเขียนมือสมัครเล่น” สู่การเป็นนักเขียนอาชีพ ด้วยใจที่รักการอ่านนำมาซึ่งทักษะการเขียนที่ได้มาโดยอัตโนมัติ ตลอดระยะเวลาในวัยเด็กที่เป็นเพียงหนอนหนังสือ ได้สะสมความรู้สยายปีกแลกเปลี่ยนความรู้บนถนนวิชาชีพนี้มาสักระยะ บทความนี้จึงรวบรวมข้อผิดพลาดที่เคยพบเจอ เพื่อนำเสนอแนวทางในการเขียนบทความแก่นักเขียนหน้าใหม่ให้พัฒนาสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพด้วยข้อควรระวังดังต่อไปนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เคล็ดไม่ลับ ที่ไม่ลับจริง ๆ

เคล็ดลับคืออะไร? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ระบุว่า “เคล็ด” หมายถึง อุบาย เล่ห์ กลเม็ด (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) แต่ในมุมมองของผู้เขียน คำว่า “เคล็ดลับ” หมายความได้ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ช่วยให้วิถีชีวิตปกติง่ายขึ้น หรือดีขึ้น ซึ่งหากมองในมุมนี้แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ? …..
ใช่ครับ การเขียนบทความเคล็ดลับเป็นการแชร์สิ่งดี ๆ ที่เรารู้ให้กับผู้อ่าน แต่สิ่งที่ทำให้นักเขียนหลายคนตกม้าตายก็เพราะเคล็ดลับเหล่านั้นมันไม่ลับน่ะสิ

เคล็ดลับและไม่ลับส่วนใหญ่จากนักเขียนทรูไอดีฯ มักเป็นเนื้อหาที่มีผู้คิดค้นและเผยแพร่มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลายเคล็ดลับถูกตีพิมพ์บนหนังสือ บนเว็บไซต์ และถูกแชร์ต่อบนสื่อสังคมออนไลน์จนกลายเป็นเรื่องทั่วไปที่ใครก็รู้กัน ทำให้เคล็บไม่ลับเหล่านั้นไม่น่าสนใจอีกต่อไป

สิ่งที่นักเขียนทรูไอดีฯ ทำคือ การหาช่องโหว่ด้วยนำเคล็ดลับจากที่ต่าง ๆ มาปรับคำ เปลี่ยนบทนำ แก้บทสรุป และแก้ไขภาษาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ใจความหลักของเนื้อหาจะถูกคัดลอกวนไปวนมาไม่รู้จบ ตัวอย่างเคล็ดลับที่มักเห็นบ่อยและผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการคัดลอกต่อ ๆ กันมา ได้แก่ ประโยชน์ที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับมะนาว เคล็ดไม่ลับดูแลผมด้วยมะกรูด เรื่องน่ารู้ของมะพร้าว เคล็ดลับวิ่งอย่างไรให้สุขภาพดี วิธีป้องกันตัวจากฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น

บทความเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการคัดลอกวนไปวนมาโดยผู้เขียนสมัครเล่นที่ไร้จรรยาบรรณและจิตใจของการเป็นนักเขียนที่ดี หวังเพียงแค่เงิน 100 บาท โดยไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บไซต์

น้อยแต่มาก ยากแต่ง่าย

บทความจำพวกน้อยแต่มาก ยากแต่ง่ายคล้ายกับการเขียนบทความประเภทเคล็ดลับ เช่น บทความรีวิวสินค้า รีวิวเพลง รีวิวภาพยนตร์ ที่ในความเป็นจริงมันควรจะเป็นบทความให้เราได้อ่านความคิดเห็นจากผู้ที่ใช้งานจริง ผู้รับชมจริง มีการวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อย ความประทับใจ รวมถึงเรื่องลึกเบื้องหลังที่เราไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ผ่านประสบการณ์จริง

เนื่องจากข้อกำหนดของบทความจะต้องมีอย่างน้อย 400 คำ หรือ 1 หน้า A4 ทำให้หลายคนพยายามใส่น้ำไปให้มากที่สุด เนื้อหาของบทความประเภทนี้ หลายคนมักนำคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ รายละเอียดของสินค้า เนื้อเพลง เรื่องย่อของภาพยนตร์ รวมไปถึงชื่อของนักแสดงที่ใส่มาเต็มยศยาวเหยียดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ 

โดยนำเนื้อหาที่สามารถดูได้ที่ Official Website มาใส่ในบทความของตัวเอง เสริมด้วยความคิดเห็นส่วนตัวประมาณ 2-3 บรรทัด บรรยายว่าดีมาก ชอบมาก ซึ่งหากมองในมุมของนักอ่าน สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องการรู้ ไม่อยากรู้ แต่สิ่งที่ต้องการอ่านจากการรีวิวคือ ประสบการณ์จริง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หรือจุดด้อย และที่สนใจากที่สุดคือข้อควรระวังที่ควรมีมากกว่าข้อดี

ข้าง หลัง ภาพ

ภาพประกอบเป็นสิ่งที่สำคัญกับบทความ นักเขียนหน้าใหม่มักจะผิดพลาดในการหาภาพจากกูเกิ้ล ซึ่งจริง ๆ แล้วทางทรูไอดีฯ เคยแนะนำเว็บไซต์ที่ให้นำภาพประกอบมาใช้ได้แล้ว แต่หลายคนก็ยังใส่เครดิตให้ภาพไม่เป็นจึงเลือกจากสิ่งที่ใกล้ตัวและง่ายที่สุด แต่นั่นอาจทำให้ผิดลิขสิทธิ์และโดนฟ้องร้องได้

การใส่เครดิตใต้ภาพประกอบจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา โดยสามารถใส่ได้ใต้ภาพนั้นเลย และควรใส่ลิงก์ให้กับข้อความให้เครดิตนั้นเปิดไปยังภาพต้นฉบับได้ ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังอธิบายคืออะไร

ภาพประกอบโดย xxx จากเว็บไซต์ AAA <<< ในประโยคให้เครดิตนี้นักเขียนสามารถทำให้กลายเป็นลิงก์คลิกเพื่อเปิดไปยังภาพต้นฉบับได้ โดยคลุมข้อความในส่วนนั้น กด ctrl และ k จะปรากฏหน้าต่างเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อให้นำ url ของภาพไปใส่ จากนั้นกดยืนยันเป็นอันสมบูรณ์

  • ตัวอย่าง นักเขียนสามารถดูเว็บไซต์แจกภาพฟรีไม่ติดลิขสิทธิ์ได้ที่นี่ คลิก

ผิดเป็นครู

การเขียนบทความที่ดี นักเขียนจะต้องตรวจทานบทความของตัวเองซ้ำหลาย ๆ รอบ แม้จะขี้เกียจแต่ก็จะต้องตรวจ เพราะการเผยแพร่ข้อความที่ผิด เท่ากับเป็นตัวอย่างผิด ๆ ให้กับผู้อ่าน ดังนั้นก่อนจะกดส่งเพื่อรอรีวิว ควรอ่านซ้ำอีกครั้งว่ามีการสะกดผิดหรือไม่ ลืมเว้นวรรคตรงไหนบ้าง หรือมีประโยคใดที่เขียนวนไปวนมา

ข้อผิดพลาดที่นักเขียนหลายท่านมักลืมคือ การแบ่งย่อหน้าหรือย่อหน้าใหม่ โดยองค์ประกอบของย่อหน้าควรเล่าเรื่องเพียงประเด็นเดียว หากเล่าเรื่องหลายประเด็นควรจะตัดจบแล้วขึ้นย่อหน้าใหม่เพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกประเด็นในแต่ละย่อหน้าได้

การเว้นวรรคเป็นอีกจุดสำคัญที่หลายคนมักผิดพลาดด้วยความไม่รู้ โดยหลักความเป็นจริงแล้ว การเว้นวรรคมักจะเว้นหนึ่งเคาะหลังจบประโยค ส่วนการเขียนตัวเลขและภาษาอังกฤษก็ควรมีการเว้นวรรคเช่นกัน

  • ตัวอย่างที่ 1 สวัสดีครับ ผมขอซื้อปากกา 1 อันได้ไหมครับ
  • ตัวอย่างที่ 2 สื่อสังคมออนไลน์ facebook และ twitter เป็นที่นิยมของคนไทย
  • ตัวอย่างที่ 3 โซเชียลมีเดีย (Social Media) ยอดนิยมของคนไทยได้แก่ เฟซบุ๊ก (facebook) ทวิตเตอร์ (twitter)

ข้อควรระวังในการเว้นวรรคคือเมื่อถึงวงเล็บ ให้เว้นแค่ก่อนวงเล็บเปิด และหลังวงเล็บปิดเท่านั้น และการพิมพ์ไม้ยมก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ทั้งฉบับ พ.ศ. 2525 และฉบับ พ.ศ. 2542 ระบุว่า การเขียนไม้ยมกที่ถูกต้องคือ ต้องเว้นวรรคทั้งหน้าและหลัง แต่ในเรื่องของไม้ยมก บางคนก็เว้นวรรคเพียงข้างหลังเพียงอย่าเดียวก็ไม่ถือว่าผิด

  • ตัวอย่าง  “สิ่งที่เป็นเส้น ๆ หุ้มยวงขนุน” และ “ติด ๆ กัน”

หน้าที่การตรวจคำผิดเป็นหน้าที่ของนักเขียน ก่อนจะส่งงานทุกครั้งจะต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของบทความ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้เขียนลงไป ในการนำเสนอเรื่องราวควรมีความถูกต้องของภาษาอยู่ด้วย

การเขียนบทความให้ถูกใจ บก. อาจไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว แต่การหมั่นฝึกฝน และระมัดระวังการพิมพ์ผิด การตรวจเช็คซ้ำหลาย ๆ รอบ รวมไปถึงการทำตามกฎกติกา เงื่อนไขของทางเว็บไซต์ จะช่วยให้บทความของนักเขียนผ่านการอนุมัติจาก บก. ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


5 ปฏิบัติการ เลี้ยงลูกให้เป็นหนอนหนังสือ

“พี่จะทำยังให้ลูกของพี่รักการอ่านดี? เพราะพี่ก็ไม่ชอบที่จะอ่าน” คำถามจากพี่สาวที่กำลังตั้งครรภ์ฉุกให้คิดตามว่า ‘หากพ่อแม่ที่ไม่ชอบอ่าน แต่ต้องการจะให้ลูกน้อยรักการอ่าน ควรจะทำอย่างไร?’

สิ่งที่ได้ตอบกลับไปคือการเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง แม้ว่า ปรภ จะเติบโตมากับคุณยายและไม่มีพ่อแม่คอยอ่านหนังสือให้ฟัง แต่คุณป้าเป็นผู้ที่จุดพลังแห่งการอ่านด้วยการหยิบยื่นหนังสือเล่มแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด หลังจากได้เริ่มอ่านก็รู้สึกรักและหลงใหลในหนังสือจึงเริ่มหาเรื่องที่สนใจมาอ่านด้วยตนเอง

เมื่อครอบครัวเห็นถึงความรักการอ่าน จึงเริ่มเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการพาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ ซึ่งการสนับสนุนจากครอบครัวที่ไม่ได้รักการอ่านทำให้สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านด้วยตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Brina-Blum-on-Unsplash

“ลองหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังดูสิ เพราะหนังสือนิทานถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ผ่านภาพ ผ่านข้อคิดเตือนใจ และยังแฝงไปด้วยความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กรู้จักความเมตตา มีน้ำใจ รู้จักให้อภัย” 

ข้อแนะนำนี้มาจากการพูดคุยกับ ‘พี่เจ’ นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็ก ผู้ใหญ่ต้องอ่านให้เด็กฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะเด็กทารกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือน และเสียงที่เด็กได้ยินมากที่สุดคือเสียงจากพ่อแม่ หากในช่วงเวลานี้ พ่อและแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกน้อยฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน ก็จะทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนตั้งแต่เล็กจนโต

“การอ่านเป็นอาหารสมอง ช่วยให้เด็กคิดเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ได้เสพศิลปะผ่านหนังสือนิทาน ผ่านภาพมีความงดงาม และเนื้อเรื่อง
ถ้อยคำสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม” 

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

การรู้หนังสือแรกเริ่ม (early literacy) คือสิ่งที่เด็กรับรู้เกี่ยวกับการอ่านและเขียน ก่อนที่เด็กปฐมวัยจะอ่านหรือเขียนได้ เมื่อเด็กน้อยมีทักษะการรู้หนังสือเบื้องต้นที่แข็งแรง เขาก็พร้อมสู่การเรียนรู้ที่จะ ‘อ่านหนังสือ’ ต่อไป

จากประสบการณ์ของตนเอง ที่พ่อแม่ไม่ได้ปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ต้น แต่การรู้หนังสือและหันมาสนใจการอ่านอย่างจริงจัง ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘การอ่านคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้’ หากเราอ่านออก เขียนได้ การเรียนรู้ด้วยตนเองก็สามารถดำเนินได้ต่อไป แต่ผู้ที่จะมาจุดประกายให้เด็กรู้จักหนังสือ รู้จักการอ่านเขียน บุคคลแรกควรเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash2

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอ 5 ปฏิบัติการ สู่การเป็นหนอนหนังสือ เพราะการรู้หนังสือของเด็ก เริ่มที่การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้เด็กเริ่มอ่าน แต่ก่อนจะชวนลูกอ่านหนังสือมีปฏิบัติการต่างๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้

1 พูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิด

ควรหมั่นสบสายตาและแสดงการโต้ตอบกับเด็ก เมื่อทารกหรือเด็กวัยเตาะแตะทำเสียงใด ๆ ตอบ ให้แสดงการโต้ตอบในเชิงบวก พูดคุยด้วยภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าลูกจะไม่เข้าใจ แต่การสื่อสารอย่างเริงร่าจะทำให้เด็กน้อยซึมซับอารมณ์ของเรา

Photo-by-Ben-Mullins-on-Unsplash

2 เล่นร่วมกับเด็ก

ไม่มีของเล่นใดจะดีไปกว่าการที่ผู้ใหญ่ร่วมเล่นด้วย การเล่นซ่อนหา เล่นสมมติ ต่อบล็อก ระบายสี เล่นรถ รวมถึงการเล่นนอกบ้าน การเล่นต่าง ๆ นี้จะช่วยพัฒนาทักษะเริ่มต้นอ่านเขียนของเด็กได้หลากหลาย และครอบครัวคือเพื่อนวัยเด็กที่ดีที่สุด

3 ร้องเพลงกับลูก

เพลงกล่อมเด็กจะช่วยสร้างความผูกพันในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแรกเริ่มที่สำคัญหลายด้าน การร้องเพลง ฟังเพลงด้วยกัน รวมถึงเต้นตามจังหวะจะช่วยสร้างเสริมจิตใจที่ดีงามของเด็ก

Photo-by-Picsea-on-Unsplash.jpg

4 อ่านหนังสือภาพให้ลูกฟัง

ถ้าหนูน้อยยังนั่งไม่ได้หรือไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ขณะที่เราอ่านหนังสือให้ฟังก็อย่ากังวล เด็กเล็กสามารถฟังในขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่มให้จบทีเดียว แต่อ่านในช่วงสั้น ๆ หลาย ๆ ที และหลาย ๆ ที่ก็ยังได้ เช่น ตอนอาบน้ำก็อ่านหนังสือที่ลอยในน้ำได้ นั่งรออาหารในร้าน ก่อนนอน และอย่าลืมว่าต้องมีเวลาอ่านนิทานเป็นกิจวัตรแห่งความสุขหรรษาร่วมกันอยู่เสมอ

5 แสดงให้ลูกเห็นถึง ‘โลก’ รอบตัว

ชักชวนด้วยการชี้ไปที่สี รูปทรง ตัวอักษรและรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อธิบายสิ่งต่างๆ อย่างอ่อนโยน ไม่ช้าไม่นานเด็กน้อยจะเป็นผู้ชี้สิ่งเหล่านั้นกลับมาบอกเรา

Photo-by-Melanie-Medina-on-Unsplash.jpg

เด็กที่มีทักษะทางภาษาดีจะมีความจำที่ดีกว่า เพราะสามารถเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลเป็นภาษาที่ดีได้เป็นระบบมากกว่า ที่สำคัญที่สุดคือ การที่พ่อแม่ใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัว เด็กจะรู้สึกถึงความรักและความผูกพันจากพ่อแม่ ทำให้เขาเป็นคนมีความมั่นใจ และมีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองต่อไปในอนาคต

Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

สรุป

บทบาทที่สำคัญของผู้ใหญ่คือ การสร้างประสบการณ์เริ่มต้นด้านบวกต่อหนังสือให้กับเด็ก นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของการรู้หนังสือแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย และนี่คือปฐมบทของการอ่านเขียนที่จะพัฒนาไปในภายภาคหน้าของเด็กน้อย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์ห้องสมุดเด็กปฐมวัย ยุทธวิธีสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers