ป้ายกำกับ: ความรัก

เซ็กส์ ความรัก แตกต่างเหมือนกัน

เซ็กส์ กับความรัก สองสิ่งที่อาจมาคู่กันหรือมาเพียงอย่างเดียว อาจจะแตกต่าง หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เหมือนกัน ขึ้นกับมุมที่คนมอง มองในมุมใคร

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

SEX

วิกิพีเดียระบุว่า SEX คือ การร่วมเพศซึ่งเป็นการสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงเพื่อสุขารมณ์ทางเพศเพื่อการสืบพันธุ์ หรือทั้งสองอย่าง แต่ก็มีรูปแบบอื่นของการร่วมเพศแบบสอดใส่ ได้แก่ การร่วมเพศทางทวารหนัก การร่วมเพศทางปาก การใช้นิ้ว และการใช้ดิลโด้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นความใกล้ชิดทางกายระหว่างคนสองคนหรือมากกว่า และมนุษย์มักใช้กิจกรรมนี้เพื่อสุขอารมณ์ และเพื่อเพิ่มความใกล้ชิด

LOVE

ในขณะที่ LOVE คือความรักเป็นความรู้สึก เป็นความชอบระหว่างบุคคลหมายถึงอารมณ์ การดึงดูดและความผูกพันส่วนบุคคลอย่างแรงกล้า นอกจากนี้ความรักยังอธิบายได้ว่าเป็นพฤติกรรมต่อตนเองหรือผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความเห็นอกเห็นใจ หรือความเสน่หาแต่ทั้งนี้ นิยามความรักของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เกิดจากเจตคติที่ประกอบสร้างขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต

อาจสรุปความสั้นๆ ว่าเซ็กส์ คือกิจกรรมเพื่อสุขอารมณ์ เพื่อการสืบพันธ์ และเพื่อเพิ่มความใกล้ชิด ในขณะที่ ความรัก เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นอารมณ์และสร้างความผูกพันระหว่างกันได้

จากนิยามทั้งสองคำนี้ มันคงบอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เซ็กส์ กับ ความรัก ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ในมุมมองและข้อโต้แย้งของประเด็นนี้มีคำอธิบายมากมายดังนี้ 

ในอดีต หรือในบางสังคม หญิงสาวจะรักษาพรหมจรรย์เอาไว้เพื่อรอวันแต่งงาน ซึ่งค่านิยม ทัศนคติ รวมไปถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของครอบครัวที่สืบทอดต่อกันมา ในมุมนั้นสังคมรอบข้างจะมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกที่ควร

ในมุมของความแตกต่างระหว่างเซ็กส์กับความรัก จะถูกมองในกรอบนั้นว่าทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งที่มาคู่กัน จึงควรรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ให้กับคู่รักที่แต่งงานด้วยกันเท่านั้น

หากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ ผู้ชายจะมีฮอร์โมน “เทสโทสเตอโรน” (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลให้ผู้ชายชอบความท้าทาย ชอบการแข่งขัน ชอบชัยชนะ ชอบเซ็กส์ รักสนุก จึงอาจถูกมองว่าหลายใจและไม่มั่นคงในรักเดียว

ส่วนผู้หญิงมีฮอร์โมน “เอสโตรเจน” (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ผู้หญิงมีความรักแบบผูกพัน มั่นคง ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมน “ออกซิโตซิน” (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความผูกพันที่จะหลั่งออกมาเมื่อรู้สึกผูกพันกับผู้ชายที่เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วย 

ฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้อาจมีไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ชายและผู้หญิงไม่อาจเหมารวมได้ทั้งหมด แต่หากนำหลักวิทยาศาสตร์มาตอบคำถามที่ว่า เซ็กส์ กับความรัก ใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่?

สำหรับผู้หญิง ความรักและเซ็กส์จะควบคู่กันไป เพราะฮอร์โมน “ออกซิโตซิน” จะก่อให้เกิดความผูกพันและพัฒนาเป็นความรักหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่เพศชายไม่มีฮอร์โมนนี้ ก็จะมองว่าเป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน

ฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ไม่สามารถนำหลักทางวิทยาศาสตร์มาเหมารวมได้ ในมุมมองของ ปรภ คิดว่า การที่เราจะมีเซ็กส์กับคนที่เรารัก จะช่วยสร้างความสุขให้เรามากกว่ามีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า การนอนกอดกัน พูดคุยกันในเรื่องที่เปิดใจหลังมีเซ็กส์จะเป็นกิจกรรมที่ยิ่งทำให้คู่รักมีความผูกพันมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับการมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า ความสัมพันธ์จะยุติลงก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเดินทางไปสู่จุดสุดยอด 

หากเรามองว่าเซ็กส์เป็นเพียงกิจกรรมที่ไม่ต่างอะไรจากกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง เราอาจจะไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เพราะสัตว์บางสายพันธ์เกิดมาเพื่อมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว หรือในบางสายพันธ์ก็มองว่าเซ็กส์เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสนุก 

แม้จะมีหลายคนโต้เถียงว่า มนุษย์เป็นเพียงสัตว์สายพันธ์หนึ่งที่มีความคิดความอ่าน และมองว่าเซ็กส์คือกิจกรรมอย่างนึงที่อาจจะไม่เกี่ยวกับความรักก็ไม่ผิด เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว มันคือความคิดเห็นส่วนตัวที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าปรภได้บอกเล่าถึงความคิดเห็นว่า ความรัก เป็นจุดเริ่มต้นของเซ็กส์ และในบางครั้ง เซ็กส์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความรักเช่นกัน

สรุป

เซ็กส์ … ความรัก … แตกต่างเหมือนกัน มองได้หลายมุม เพราะในปัจจุบันสังคมได้เปิดกว้าง (หรือพยายามที่จะเปิดกว้าง) หากทั้งสองฝ่ายพึงพอใจซึ่งกันและกันก็อาจนำมาซึ่งความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด ซึ่งถือเป็นความสุขของทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นหนึ่งคนที่มีความคิดเช่นนั้น ก็ควรป้องกันอย่างรัดกุมและอย่าประมาทโดยเด็ดขาด 

คุณผู้อ่านล่ะ มีความเห็นอย่างไรกับคำถามนี้ “เซ็กส์ … ความรัก … ใช่สิ่งเดียวกันไหม?”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


6 ขั้นตอน สู่การยอมรับความเป็นเกย์

การที่เกย์สักคนจะอยู่ในสังคมโดยไม่มีใครรู้ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “แอบ” ย่อมก่อให้เกิดความอึดอัด และกดดันภายในตัวเอง แม้ว่าสังคมไทยจะเปิดกว้างในเรื่องของรสนิยมทางเพศ แต่ด้วยวัฒนธรรมของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน ทำให้หลายคนยังต้องจำใจปกปิดมันเอาไว้ในใจและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเพศภาวะที่สังคมคาดหวัง

บทความที่ ปรภ จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องวิชาการที่มีการศึกษาวิจัยจริง โดยจะพาผู้อ่านทุกคนมาทำความรู้จักกับกระบวนการที่เกย์คนหนึ่งจะเปิดเผยรสนิยมทางเพศออกมา ว่ามันผ่านขั้นตอนใด และจะส่งผลกระทบในด้านใดบ้าง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Man wearing make up
Man wearing make up

ยังมีเกย์อีกหลายคนที่ “แอบ” เพียงเพราะว่าตัวเองยังไม่ยอมรับในตัวเอง ไม่ยอมรับความชอบของตัวเอง ไม่ยอมรับว่าตัวเองชอบเพศเดียวกัน เป็นเพราะการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิงเพียงเท่านั้น

6 กระบวนการ การยอมรับรสนิยมทางเพศ

การที่เกย์สักคนจะเปิดเผยออกมาว่าตนเองเป็นเกย์ จะต้องเกิดการยอมรับในตนเองเสียก่อน โดยมีงานวิจัยที่ได้วิเคราะห์ประสบการณ์การยอมรับความเป็นเกย์เอาไว้ ผ่าน 6 กระบวนการดังนี้

1. การเริ่มสัมผัสรสนิยมทางเพศแบบเกย์ของตนเอง

การที่ผู้ชายคนนึงจะรับรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ ในขั้นตอนนี้จะเริ่มสับสน เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นเกย์ และพยายามปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่เกย์ เพราะสังคมปัจจุบันรวมถึงค่านิยมไทย แต่สำหรับบางคนก็จะพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้หญิงเลย

2. การก้าวไปสู่ความชัดเจนในการเป็นเกย์ของตนเอง

ผู้ชายที่ยังไม่ชัดเจนในตนเอง จะเจอประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเกย์ เช่น การเผชิญกับอคติทางลบของสังคมที่มีต่อเกย์ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย การมีคนรักเป็นผู้ชาย ที่จะช่วยให้บุคคลนั้นชัดเจนและเข้าใจในตัวตนเกย์ของตนเองมากขึ้น

3. การยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง

พอผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกย์มาก็จะเกิดการยอมรับ และเข้าใจในความเป็นเกย์ของตนเอง เริ่มเข้าสังคมของกลุ่มเกย์ และเริ่มทำใจยอมรับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาจส่งผลตามมามากขึ้น

4. การเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแบบเกย์

เมื่อยอมรับตนเองได้แล้ว ก็จะเริ่มถามกับตัวเองถึงการยอมรับของคนรอบข้าง ต้องการให้ครอบครัว สังคม เพื่อน ยอมรับในความเป็นเกย์ของตนเอง และเริ่มเปิดเผยให้ครอบครัว สังคม และเพื่อนรับรู้

5. การใช้ชีวิตของเกย์

เมื่อสังคมรอบข้างยอมรับได้แล้ว เกย์ผู้นั้นก็จะเริ่มเข้าใจถึงข้อจำกัดในการใช้ชีวิตแบบเกย์ และเริ่มพัฒนาศักยภาพตนเองให้สอดคล้องกับชีวิตเกย์ที่เปิดเผย ซึ่งคนรอบข้างเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาดังกล่าวด้วย

6. การเกิดบูรณาภาพของบุคลิกภาพ

การที่เกย์เปิดรับประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาเข้าสู่ตัวตน ก็จะเริ่มเกิดความลงตัว รู้สึกสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง มีความสุขกับการเป็นเกย์ มีความทระนงในความเป็นเกย์ และไม่พยายามเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวจริงของตัวเอง

man-with-flower
man with flower

จากประสบการณ์ของ ปรภ ที่ได้ผ่านกระบวนการนี้มาจนสิ้นสุดแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่กระบวนการแรก 

เพราะผมเองไม่ยอมรับในความเป็นเกย์ ด้วยสังคมและค่านิยมที่ยังไม่เปิดรับ ทำให้เกิดการสับสนและปิดกั้นตัวเองมาอย่างยาวนานถึงขั้นลองคบกับผู้หญิงด้วยสถานะแฟน 

แต่ด้วยความที่มันไม่ใช่ตัวเองทำให้ต้องเลิกรากันและยอมรับ บอกกับตัวเองว่า ผมเป็นเกย์ เมื่อยอมรับได้แล้วก็ตัดสินใจที่จะบอกครอบครัว เพื่อน และเมื่อทั้งหมดให้การยอมรับ ชีวิตของผมก็เหมือนปลดล็อก สามารถเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ มีความสุขกับการใช้ชีวิต และไม่เคยกังวลเรื่องนี้อีกเลย

Drag Queen
Drag Queen

การที่เกย์ยอมรับตนเองจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้ที่มีค่านิยมและหลักการความเชื่อมั่นของตนเอง
  • พร้อมยืนยันความคิดความเชื่อของตนเองเมื่อเกิดกรณีขัดแย้งในความคิดเห็น
  • พร้อมเปลี่ยนแปลงความคิดตนเองเมื่อพบว่าไม่ถูก
  • สามารถตัดสินใจในการกระทำของตนและยอมรับการกระทำนั้น
  • เป็นผู้ที่อยู่กับปัจจุบัน ไม่กังวลถึงเรื่องอนาคตหรือเรื่องในอดีต
  • มีความเชื่อมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้เมื่อเผชิญกับความล้มเหลว
  • เป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าตนเองเท่าเทียมกับผู้อื่นในฐานะมนุษย์เหมือนกัน
  • มีความรู้สึกว่าตนไม่ได้เหนือหรือด้อยกว่าผู้อื่น
  • เป็นผู้ที่สามารถรับการชื่นชมสรรเสริญจากผู้อื่นได้อย่างไม่รู้สึกเขิน
  • สามารถยอมรับความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
  • เห็นว่าความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ความรัก ความเศร้า เป็นความรู้สึกธรรมชาติ
Man in water
Man in water

สำหรับใครที่ยังไม่เปิดเผยตนเอง ปรภ ขอแนะนำให้ลองเริ่มที่เปิดใจกับตัวเองดูก่อน ยอมรับตัวเองให้ได้ แล้วจะมองว่ามันไม่ได้มีอะไรผิด เราสามารถเป็นคนดีในสังคมได้ตราบใดที่เรายังเป็นเรา เพียงแค่รสนิยมทางเพศของเราอาจไม่ตรงตามเพศเท่านั้นเอง

สรุป

มันไม่ใช่เรื่องผิดกับกรที่เราจะไปชอบใคร แต่มันผิดที่เราไม่ยอมรับความจริงที่ตัวเองเป็น และขั้นร้ายแรงคือการหลอกตัวเองว่าชอบผู้หญิง นำไปสู่การแต่งงานและหย่าร้างในท้ายที่สุด อย่าทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะตัวคุณไม่ยอมรับตัวเองเลยครับ

จงรักและเคารพตัวจริงของตัวเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– ภาคภูมิ เดชะอนันต์วงศ์ (2555) การยอมรับตนเองด้านความโน้มเอียงทางเพศของชายรักชาย

บทความที่น่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


เกย์ 3 กลุ่มบนเฟซบุ๊ก

เกย์ส่วนใหญ่จะเปิดเผยตัวเองในโลกอินเทอร์เน็ตมากกว่าในโลกแห่งความจริง เพราะเกย์จะเปิดเผยตนเองในทุกพื้นที่ที่ตนเองมีความรู้สึกว่าปลอดภัย หรือไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น 

บทความในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งบทความวิชาการที่ ปรภ ขอนำเสนอให้ผู้อ่านได้รู้จักถึง 3 ประเภทการเปิดเผยรสนิยมทางเพศของกลุ่มชายรักชายบนเฟซบุ๊ก โดยอ้างอิงผลงานวิจัยที่ได้มีการศึกษาจริงดังต่อไปนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
man with technology
man with technology

ยุค 4.0 ที่หลายคนให้ความสำคัญ เมื่อมองถึงเรื่องของกลุ่มเกย์ (ชายรักชาย) ก็พบว่า อินเทอร์เน็ตสร้างประโยชน์ให้กับชาวเกย์มากมาย การแสดงตัวตนในโลกความจริงส่วนใหญ่จะแสดงออกมาในพื้นที่เฉพาะกลุ่ม เช่น บาร์เกย์ ผับเกย์ หรือคลับเฉพาะกลุ่มเกย์ มากกว่าการแสดงออกตามห้าง หรือตามพื้นที่สาธารณะ

ทั้งนี้พื้นที่สาธารณะบางแห่งที่ถูกสร้างความหมายว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของกลุ่มเกย์ เช่น การไปมีเพศสัมพันธ์กันกลางสวนสาธารณะ หรือถ้าภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า การเอ้าดอร์นั่นเอง

นั่นเพราะเกย์จะเปิดเผยตนเองในทุกที่ที่ตนเองรู้สึกว่าปลอดภัย หรือได้รับการไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น แต่มีกลุ่มเกย์บางกลุ่มที่จะใช้อินเทอร์เน็ตในการเปิดเผยตนเอง

Man with smartphone

ปัจจุบันเราสามารถเปิดเผยตนเองได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเฟซบุ๊กที่แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมันยังสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี 

เกย์ 3 กลุ่มบนเฟซบุ๊ก

ในอดีตผู้คนจะเปิดเผยตนเองผ่านทางวาจา หรือทางอ้อมด้วยพฤติกรรม แต่ในปัจจุบัน เกย์หลายคนเปิดเผยตนเองด้วยการตั้งค่าในส่วนของข้อมูลพื้นฐานว่า เป็นกลุ่มคนที่รักเพศเดียวกัน ซึ่งจากงานวิจัยของ Owens ได้จำแนกกลุ่มเกย์ที่เปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กไว้ 3 กลุ่มดังนี้

1. Out and proud

เกย์กลุ่มนี้ใช้ใช้เฟซบุ๊กในการยืนยันเอกลักษณ์ทางเพศของตนเอง ใช้ภาษา ถ้อยคำ และโพสต์เนื้อหาที่ทำให้คนเข้าในเฟซบุ๊กแล้วรู้ทันทีว่าตนเองเป็นเกย์

คนกลุ่มนี้มีความสบายใจที่จะเปิดเผยตนเอง มีความเห็นว่าการเปิดเผยในเฟซบุ๊กง่ายกว่าชีวิตจริง เพราะสามารถเลี่ยงการปะทะด้วยวาจาของครอบครัว และการดูถูกของคนใกล้ชิดได้

2. Out and discreet

เกย์กลุ่มนี้จะเปิดเผยตนเองอย่างระมัดระวัง จะเปิดเผยว่าตนเป็นเกย์กับเพียงแค่คนสนิทอย่างเดียว และระมัดระวังในการลงรูปภาพหรือโพสต์ที่ชี้นำว่าตนเองเป็นเกย์ แต่จะอนุญาตให้คนบางกลุ่มเห็นเพื่อความสบายใจของตนเอง

เปรียบกับการที่เราตั้งค่าให้เห็นโพสต์เฉพาะกลุ่ม การโพสต์ที่พยายามเลี่ยงเนื้อหาที่จะแสดงออกว่าตนเป็นเกย์

3. Facebook closeted

คนกลุ่มนี้ไม่เปิดเผยว่าตนเองเป็นเกย์ผ่านทางเฟซบุ๊ก และแสดงออกอย่างเต็มตัวว่าตนเองเป็นชายแท้ และมักจะซ่อนข้อมูลทุกอย่างที่จะเชื่อมโยงว่าตนเป็นเกย์ หากมีคนรักก็จะห้ามไม่ให้โพสต์รูปคู่ลงเฟซบุ๊ก ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เปิดเผยอย่างเต็มตัว

facebook

ทั้งนี้การที่กลุ่มเกย์นิยมเล่นแอปพลิเคชันหาคู่ ก็ทำให้หลายคนปรับแต่งโปรไฟล์ของตนเองได้ตามต้องการเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้กิจกรรมบางอย่างทำได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง

เพราะการถามบทบาททางเพศสัมพันธ์ว่าอีกฝ่ายเป็นรุกหรือรับ เราไม่ค่อยได้ยินกันในตามสถานที่ต่าง ๆ หรือการจะถามถึงเรื่อง 18+ อื่น ๆ ที่เราจะกล้าสนทนามากขึ้นหากอยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ต

สรุป

อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ที่ปราศจากอคติ ทุกคนสามารถปรับแต่งอัตลักษณ์ของตนเอง และเลือกแสดงอัตลักษณ์ตามที่ตนเองต้องการได้ เกย์ส่วนใหญ่จึงเลือกเปิดเผยตนเองบนเฟซบุ๊กหรือสังคมออนไลน์ของตัวเองก่อน เพราะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เลือกกลุ่มผู้รับสารได้ จากนั้นจึงอาจขยายไปสู่โลกของสังคม

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– Goffman, E. (1959) The presentation of self in everyday life
– Owens, Z. D. (2016) Is it facebook official?. Journal of homosexuality
– ชินวร ฟ้าดิษฐี (2552) เว็บไซต์เกย์ พื้นที่สาธารณะสำหรับคนชายขอบ. วารสารดำรงวิชาการ
– เนติ สุนทราวราวิทย์ (2553) การสร้างความหมายและตัวตน “เกย์” ในพื้นที่แห่งความเป็นจริงและ พื้นที่ไซเบอร์

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


15 เหตุผล ทำไมถึงนก

นกสัตว์มีกระดูกสันหลังเลือดอุ่น มี 2 เท้า 2 ปีก และมีขนปกคลุมตัว ออกลูกเป็นไข่ แต่ในปัจจุบัน นกมักใช้แทนอาการผิดหวัง หลุดมือ เหมือนนกที่ชอบบินจากไป หากใช้กับการจีบผู้ชายไม่ติดก็จะเห็นได้ชัดว่า นกจากผู้ชาย

ในช่วงแรก นก มักใช้แทนบุคคลที่ไม่สมหวังในความรัก คนที่อกหัก ต่อมาคำว่า “นก” ถูกใช้ในหลาย ๆ สถานการณ์ในชีวิตที่แสดงออกถึงความผิดหวัง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
White Bird flying
Bird flying

15 เหตุผลทำไมถึงนก

ว่ากันด้วยอาการนก ด้วยความที่โลกนี้มันหมุนไป ทุกอย่างรวดเร็ว นัดเจอกันเร็ว คุยกันเร็ว มีอะไรกันเร็ว และเลิกกันเร็ว นกเร็ว เทเร็ว เร็วไปหมดทุกอย่าง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ ปรภ จะขอยกเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงยัง “นก” มาฝากกัน  

1. โหยหาสถานะแฟนมากเกินไป

เมื่อไหร่ที่เราพยายามหาแฟนอย่างจริงจังมากเกินไป เราจะกดดันตัวเอง และเมื่อได้เริ่มต้นคุยกับใครคุณก็จะเกิดความคาดหวัง สร้างจุดหมายโดยที่ไม่ได้ศึกษากับคนที่เข้ามาอย่างจริงจัง จนทำให้พอมีอะไรไม่เป็นไปตามแผน คุณก็จะบินออกห่างมา หรืออีกฝ่ายเท จนคุณต้องนกอีกครั้ง

2. หมกมุ่นกับตัวเอง

ในยุคนี้ที่เราสามารถหาแฟนหรือคุยสื่อสารได้ทางแอปพลิเคชัน เราสามารถคุยกับหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งนั้นกลับทำให้เรารู้สึกเหงายิ่งกว่าตอนเราไม่มีคนคุย นั่นเป็นเพราะเรากำลังหมกมุ่นกับการอยู่ในกรอบจอโทรศัพท์มากเกินไป ไม่ต่างอะไรกับการหมกมุ่นกับตัวเอง จึงทำให้นกด้วยตัวเองในที่สุด

Men's reflection
Men’s reflection

3. ผิดที่ ผิดเวลา

แอปพลิเคชันหาคู่ไม่ใช่สถานที่แรกที่คุณควรหาแฟน แม้ว่าจะมีหลายคู่สามารถคบกันยาวนาน แต่ก็ไม่ใช่เสียทุกคู่ เพราะนอกจากแอปฯ เหล่านั้นแล้วยังมีสถานที่ที่คุณควรออกไปเปิดโลกทัศน์ ไม่ว่าจะผับหรือบาร์ หรือสถานที่ต่าง ๆ อีกมากมายที่ชาวเกย์จะมารวมตัวกันอาจจะช่วยให้คุณไม่นกได้ เอาล่ะ วางโทรศัพท์แล้วออกไปเจอโลกกันเถอะ

4. สเปคสูงเกินไป

หลายคนตั้งมาตรฐานเอาไว้สูง จะต้องตี๋ ต้องขาว ต้องสูง หล่อ ล่ำ มีกล้าม ไม่ชอบคนออกสาว ไม่ชอบคนมีรอยสัก ไม่ชอบคนอ้วน นี่แหละ เพราะมัวแต่เลือกเยอะมากเกินไปจนละเลยคนดี ๆ ทำให้คุณยังไม่สามารถเริ่มต้นกับใครได้สักที ก็จงนกต่อไปนะ

5. มีคู่นอนมากเกินไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้มีการวันไนท์สแตนด์กันมากมาย และเพราะความสนุกชั่วคราวที่ไม่อยู่ตลอดไปก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้คุณไม่สามารถจริงจังกับใครได้ เพราะคุณมองว่า อย่างน้อย ก็ยังมีคนนั้นเป็นเพื่อนคู่ขาของคุณอยู่ ทำให้คนมีอีโก้มาค้ำคอให้เชิดคอเป็นนกอยู่ร่ำไป

2 Mens

6. ความสัมพันธ์แบบเร่งรีบ

เมื่อมีใครสักคนเข้ามาคุณรีบที่จะเข้าไปอยู่ในโลกของเค้า พยายามเอาอกเอาใจ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่การเอาโลกของตัวเองผสานเข้ากับโลกคนอื่นอย่างเร่งรีบอาจเกิดอาการช็อคแบบไม่ทันตั้งตัว และเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หลายคู่เลิกกันก่อนจะคบกัน นกเพราะรีบไงล่ะ

7. ชอบการมีสถานะแฟน แต่ไม่ได้อยากมีแฟน

หลายคนโหยหาสถานะแฟนมาก อยากมีแฟน หาแฟนเป็นงานอดิเรก เมื่อมีคนเข้ามาคุยก็รีบเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนโดยที่ไม่ได้ศึกษาดูใจกันก่อน แม้ว่าในใจลึก ๆ คุณอาจไม่ชอบเค้า แต่คุณรู้สึกดีที่ได้เรียกใครสักคนว่าแฟน ได้เปิดเผยต่อที่สาธารณะ ได้ถ่ายรูปคู่ กินข้าวดูหนัง และอวดเพื่อนว่ามีแฟน แต่พออยู่ร่วมกันหรือรู้จักกันจริง ๆ ก็พบว่าไปกันไม่รอด และสุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังอยู่ดี

8. ไม่เหมาะกับความรัก

หลายคนอาจมีความคิดว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะมีใคร ไม่เหมาะที่จะมีความรัก ทำให้ปิดกั้นตัวเอง เก็บใจไว้ในลิ้นชักเหมือนพี่ใหม่ เจริญปุระ ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นกับใครเพราะหัวใจยังไม่ได้รับการเยียวยา แต่คุณรู้ไหมว่าโลกนี้ไม่มีใครที่ดีพร้อมไปเสียทุกเรื่องหรอก

Man in water
Man in water

9. กลัวการถูกปฏิเสธ

คุณมักบอกกับตัวเองว่าเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง จึงไม่คิดว่าคู่ควรกับการที่จะมีความรัก ไม่กล้าจีบใคร จีบใครไม่เป็น ซึ่งจริง ๆ แล้วในใจลึก ๆ คุณกลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการนกจนไม่กล้าที่จะเปิดใจคุยกับใครสักคน

10. กลัวถูกเหยียดเพศ

แม้ว่าจะมีเกย์หลายคู่ออกมาเปิดเผยตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกบางมุมที่ยังรับไม่ได้ คุณจึงกลัวว่าคนรอบข้างจะมองคุณไม่ดี มองว่าคุณเป็นเกย์ (ก็เป็นน่ะสิ) หรือคุณอาจจะเป็นพวกแมน ๆ คบกันไม่เปิดเผย เลยทำให้ยังไม่เจอใครที่คู่กัน หรือศีลเสมอกัน

11. ไม่เชื่อในความรัก

โลกนี้มีคนอีกกลุ่มที่มองว่าความรักไม่มีอยู่จริง อาจเป็นคุณเคยเจ็บปวดกับความรักที่ทุ่มเทมามากมายหลายครั้ง หรืออาจมีต้นแบบทางความรักที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จคุณจึงมองว่าความรักระหว่างเพศเดียวกันไม่มีอยู่จริง คุณจึงไม่ได้ต้องการสานสัมพันธ์กับใคร มีเพียงแค่คู่นอนไปวัน ๆ นกไปวัน ๆ และพอถึงเวลาที่คุณชอบใครขึ้นมาความคิดนี้ก็จะมาดึงให้คุณนกแล้วบินจากมาอีกครั้ง

Man wearing make up

12. ไม่มีคู่รักต้นแบบในอุดมคติ

เช่นเดียวกับข้อที่แล้ว ที่คุณไม่เชื่อในความรัก นั่นเพราะคุณไม่รู้จักคู่รักเกย์ที่คบกันยืนยาว ทำให้คุณไม่มีแรงบันดาลใจที่จะรักใครแบบยืนยาว

13. กลัวความใกล้ชิด

เพราะทุกคนมีโลกที่ไม่อยากให้ใครมายุ่ง คุณอาจเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูงมาก จึงกลัวการเปิดใจให้ใครเข้ามาศึกษาเรียนรู้ คุณกลัวความสนิทสนม และไม่กล้าที่จะเปิดใจรับใครเข้ามาในชีวิต

14. เซ็กส์ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง

เซ็กส์ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำกันสนุก ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เซ็กส์สำหรับคู่รักมันคือการแสดงออกถึงความรักระหว่างคุณกับคนรัก ซึ่งการที่คุณจะมีแฟนและมีเซ็กส์กับคนเพียงคนเดียวอาจทำให้คุณอึดอัดใจ เพราะคุณอาจยังไม่รู้จักเพียงพอกับความเยอะของคุณเอง

Man wearing Jeans Jacket

15. ยอมหักไม่ยอมงอ

ความรักเป็นเรื่องของสองคน หลายครั้งที่คู่รักเลิกกันเพียงเพราะมีปากเสียงด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเพราะยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ต้องการเอาชนะ แต่ความรักที่ดีนั้นไม่ใช่เกมการแข่งขัน ไม่มีผู้แพ้หรือชนะ การยอมให้กันในบางเรื่องจึงเป็นสิ่งที่คู่รักทำกัน ไม่ใช่แต่แข็งข้อเพียงอย่างเดียว

สรุป

ไม่ผิดที่หลายคนอยากจะอยู่โสด หรืออยู่คนเดียว เพราะบางครั้งการมีแฟน หรืออยู่ในความสัมพันธ์อันซับซ้อน มันอาจทำให้เราเหงากว่าตอนไม่มีใคร ก็จงนกต่อไป ชะเอิงเงย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ในวันที่เจ็บปวดจากความรัก

วันวาเลนไทน์สำหรับผู้ที่สมหวังในความรัก หลายคนจดจำภาพของการมอบดอกกุหลาบให้กัน ในมุมกลับกันสำหรับผู้ที่ผิดหวัง หรืออกหักจากความรัก มักเป็นวันที่อ่อนแอและเจ็บปวดกับบาดแผล ดอกกุหลาบที่ควรจะมอบให้กัน กลายเป็นหนามที่คอยทิ่มแทง ทำให้ผู้ที่ไม่สมหวังในความรักอยากจะข้ามวันนี้ไปเลยทีเดียว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Red Rose
Red Rose

เมื่อพูดถึงสัญลักษณ์ที่หลายคนยกให้คู่กับวาเลนไทน์คงหนีไม่พ้น ‘ดอกกุหลาบ’ ที่แม้จะสวยงามแต่หากไม่ระวัง หนามของมันก็พร้อมจะทิ่มแทง เหมือนความจริงของความรักที่ไม่ได้เป็นดอกกุหลาบที่สวยงาม แต่หากไม่ระวังมันจะสร้างความเจ็บปวดให้เช่นกัน

“ดีเจพี่อ้อย” นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ดีเจชื่อดังและที่ปรึกษาด้านความรักแห่ง Club Friday ได้ให้คำแนะนำในการเยียวยาความเจ็บปวด จากความรักที่ไม่สมหวัง เอาไว้ดังนี้

สิ่งที่ควรทำเมื่อหักคืออะไร? 

…สิ่งที่ต้องยอมรับอันดับแรกคือ ‘ความจริง’ แต่ไม่ใช่ความจริงที่ว่าเราอกหัก หรือเลิกกับแฟน แต่เป็นความจริงคือ เราอ่อนแอ เราเสียใจ เราไม่เข้มแข็ง พี่ไม่อยากให้ใครเข้มแข็งจนผิดเวลา เพราะการที่เราพยายามเข้มแข็งในวันที่กำลังอ่อนแอ มันจะทำให้แผลเราใหญ่กว่าเดิม…

ต้องยอมรับความจริงว่าเสียใจและไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้น้ำตาเป็นตัวช่วยเยียวยาและล้างพิษแผลใจ อย่าคิดว่าไม่อยากเสียใจ เพราะหากถึงเวลาที่จะต้องเสียใจก็ต้องเสียใจ เมื่อความรักไม่สมหวัง มันคือเรื่องเสียใจ หากเราฝืนและพยายามที่จะเข้มแข็งในวันที่อ่อนแอ เราจะรู้สึกแย่กับตัวเอง

เรามักชอบพูดกันว่า ‘ผู้ชายไม่ร้องไห้กันหรอก’ ซึ่งมันไม่จริง เพราะตอนเด็กผู้ชายคลอดจากท้องแม่ก็ร้องอุแว้ เหมือนโลกกำลังจะสอนเราว่า  ‘ถ้าตอนวินาทีแรกบนโลกเรายังร้องไห้ และตอนใช้เวลาในการเติบโต ทำไมจะร้องไห้ไม่ได้’ พี่เชื่อนะว่า ไม่มีใครร้องไห้ตายคาที่ แต่แค่ร้องไห้ตามอาการที่เป็น

a man cry
a man cry

ร้องไห้แล้ว…กลับมาปกติได้เมื่อไหร่?   

คนที่อกหักเสียใจได้ ร้องไห้ได้แบบไม่ต้องหาเหตุผลมาให้หยุดร้อง เพราะการยอมรับความอ่อนแอของตัวเองเท่ากับว่าเราได้เข้มแข็งไปแล้วกว่าครึ่ง การใช้วิธีการทางธรรมชาติเยียวยาจิตใจ ให้เวลากับหัวใจ ยอมรับความเสียใจ ซึ่งพี่มักจะบอกกับหลาย ๆ คนเสมอว่า ‘ให้อยู่รอดไปวัน ๆ เดี๋ยวก็รอดทุกวัน ให้วันนี้โอเคก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยเริ่มต้นใหม่ ไม่แน่ตอนเย็นของอีกวันเราอาจจะไม่รู้สึกเจ็บอีกแล้วก็ได้’

การรับมือตามอาการก็ไม่ได้แย่นะ
แค่ให้เวลากับใจเราค่อย ๆ ยอมรับกับความเสียใจ

…เสียใจและร้องไห้จนกระทั่งเราตั้งคำถามในใจว่า ‘ขณะที่เราร้องไห้อีกฝ่ายกำลังทำอะไร’ หากเราร้องไห้ในวันที่เขาหัวเราะ มันเริ่มจะไม่ยุติธรรมต่อตัวเอง และเราจะกลับมาใช้ชีวิตไปตามปกติ…

Man leaning on counter
a man

ตัวช่วยให้เรากลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ในเวลาที่อกหัก หลายคนมักจะไม่แคร์โลก ไม่แคร์ใคร รวมถึงไม่แคร์เจ้าของเลือดเนื้อเชื้อไขของเราด้วย สำหรับพ่อแม่ที่ได้ยินลูกน้อยร้องไห้เพียงนิดเดียวก็จะรีบเข้ามาปลอบ แต่พอเราโตขึ้นกลับยอมคนอื่นให้มาทำเราเสียใจในเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เท่ากับว่าเรายอมให้คนอื่นมาทำแก้วตาดวงใจของพ่อแม่พังสลาย

อย่ายอมให้ใครมาทำอะไรแย่ๆ
เพราะหัวใจพ่อแม่เจ็บที่สุด

…ในขณะที่เรายอมให้คนอื่นทำเราเสียใจในเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เรากลับไม่ยอมให้พ่อแม่รู้ เพราะกลัวว่าทั้งคู่จะเกลียดคนที่เรารัก รายอมเจ็บและทน ซึ่งหากเรารู้สึกว่าสู้อยู่คนเดียว เราจะยอมอดทน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรารู้ว่ากำลังแบกความเจ็บปวดของพ่อแม่ด้วย เราจะมีสติให้กลับมาเข้มแข็งได้มากขึ้น…

Gay couple
Gay couple

สำหรับคนที่มีแฟนหลังจากโสดมานาน ดีเจพี่อ้อย ได้ชี้ ‘จุดผิดพลาดจุดใหญ่’ ที่หลายคนมักกระทำคือ การนำความสุขของตัวเองไปฝากเอาไว้ที่คนรัก และมองว่านั่นคือศูนย์รวมความสุขทุกอย่าง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นจะทำให้อีกฝ่ายเหนื่อยกับการแบกความคาดหวัง  ดังนั้นหากเรามีคนรักแล้วยังอยู่แบบเป็นโสดได้ เราจะดูแลความสัมพันธ์ระหว่างคู่ของเราได้ดี สามารถเติมเต็มความสุขให้กันและกันโดยไม่ได้ต้องให้ฝ่ายใดเติมเต็มก่อน

…ไม่ว่าวันนี้เราจะมีคนให้รักหรือไม่
เราต้องรักตัวเองให้ได้ ต้องหวังดีในตัวเอง

เมตตาตัวเอง แต่ไม่เห็นแก่ตัว…

…การรักตัวเองกับการเห็นแก่ตัวต่างกันเพียงนิดเดียวคือ เรากำลังทำความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่หรือเปล่า?

หากความรักตัวเองของเราเริ่มทำให้คนอื่นเดือดร้อน จะกลายเป็นการเห็นแก่ตัวทันที แต่หากความรักตัวเองยังอยู่ภายใต้การไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร การอยากดูแลตัวเองให้ดี การอยากเป็นความสุขในมุมของตัวเอง นั่นแหละคือ ‘วันแห่งความรัก’

Pink Rose
Rose

สรุป

หากเรากำดอกกุหลาบเอาไว้ด้วยกำมือ สิ่งที่เราได้กลับมาคือบาดแผลที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด หากเราเรียนรู้ที่จะระวัง ดอกกุหลาบมีที่หนามก็ไม่อาจทิ่มแทงเราได้ เมื่อไหร่ที่เรามีความรักตัวเองมากพอ เราจะทำทุกอย่างแล้วมีความสุข และพร้อมที่จะแบ่งปันความรักให้กับคนอื่น เมื่อไหร่ที่จิตใจเราแข็งแรง เราก็จะดูแลคนใกล้ชิดและครอบครัวเราได้ รวมไปถึงการดูแลคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวด้วยเช่นกัน

‘ชีวิตเราต้องแกร่งพอก่อนที่จะดูแลคนอื่น’ ดีเจพี่อ้อยสะท้อนการดูแลสุขภาพจิตใจของตัวเองให้พร้อมที่จะแบ่งปันแก่ผู้อื่น

ขอให้ทั้งคนโสด คนมีคู่ รวมถึงคนที่เพิ่งอกหัก เข้มแข็งกับทุกสิ่งที่เผชิญ อ่อนแอบ้างในบางครั้ง และรักตัวเองให้มาก ๆ เพราะความรักไม่ได้สวยงามเสมอไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ดีเจชื่อดังและที่ปรึกษาด้านความรักแห่ง Club Friday

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


เทคนิคการจูบพร้อมเหล็กจัดฟัน

การจูบถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างความโรแมนติคให้กับคู่ของคุณได้เป็นอย่างดี แต่การจูบจะยากขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่จัดฟัน ทำให้มีเหล็กคอยเป็นเครื่องกวนใจ แต่หากฝึกซ้อมและเรียนรู้เทคนิคการจูบ คุณก็สามารถลืมเจ้าเหล็กกวนใจไปได้เลย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Tongue

ในฐานะคนจัดฟัน และได้ฟังคำถามนี้มาบ่อยครั้ง จึงอยากขอแก้ไขความใจผิดๆ ให้กับคนทั่วไปว่า การจูบกับคนจัดฟัน ไม่ได้แตกต่างกับคนไม่จัดฟัน แต่อาจมีบางกรณีที่อาจสร้างความเจ็บปวดได้ เพราะเวลาเราเผยอปากเพื่อจูบ ไม่ว่าจะแลกหรือไม่แลกลิ้น ฟันก็จะติดกับริมฝีปาก และเราไมได้เอาลิ้นไปดุนเหล็กจัดฟันแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่าเราจะพิเรนทร์เอาลิ้นไปแตะฟัน (ใครเค้าทำกัน?)

สำหรับบางคนที่กำลังจะแย้งเรื่องของกลิ่น นั่นอาจเป็นเพราะความสะอาดส่วนบุคคล เพราะว่าผู้ที่จัดฟันจะต้องดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้มีกลิ่น ซึ่งหากละเลยการแปรงฟัน หรือบ้วนปากล่ะก็ ฟันของคนที่จัดฟันจะมีเศษซากอาหารติดอยู่เต็มไปหมดเหมือนป่าดงดิบทีเดียว เพื่อให้ชาวฟันสวยทั้งหลายจูบได้อย่างปลอดภัย และไม่เจ็บ

A man wearing a white hat stuck out his tongue
man stuck out his tongue

หลังจากที่จัดฟันมาแล้วควรรออย่างน้อยสองสัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มจูบแบบดูดดื่ม เพราะในช่วงแรกของการจัดฟันจะทำให้ฟันของคุณยังไม่เข้าที่ การขยับปากอาจจะสร้างความเจ็บปวด จะต้องให้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอมในช่องปาก รวมถึงการเรียนรู้วิธีการเคี้ยวโดยไม่เจ็บ นอกจากนี้แผลที่เกิดในช่องปากก็ยังไม่หายดีอีกด้วย

เทคนิคการจูบพร้อมเหล็กจัดฟัน

  • ให้ความสนใจกับการจูบ แค่ระวังเกี่ยวเหล็กจัดฟัน แต่อย่าเกร็งจนทำให้อีกฝ่ายเขินอาย
  • รักษาลมหายใจให้สดชื่น อย่ากดริมฝีปากกับผู้จัดฟันมากเกินไป เพราะจะทำให้ริมฝีปากของคุณบดขยี้เหล็กจัดฟันที่อยู่หลังริมฝีปากของคู่จูบ
  • อย่ากังวลหากลิ้นของคุณสอดผ่านฟันของคู่จูบไปได้ เพราะตัวเหล็กจัดฟันติดอยู่ด้านหน้าของฟัน หรือบางคนอาจมีเหล็กอยู่ด้านหลังของฟัน แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทั่วไปไม่ได้เอาลิ้นไปวนรอบฟันของคู่จูบ
  • ผ่อนคลายและสนุกไปกับมัน เพราะการจูบเป็นเรื่องของความโรแมนติก หากมัวกังวลกับเหล็กจัดฟัน การจูบจะไม่มีอรรถรสเท่าที่ควร
  • การจูบเป็นเรื่องของความสุข และยินดีไปกับความจริงที่ว่า ใครบางคนที่รักคุณอย่างจริงใจ ดังนั้น อย่าปล่อยให้เหล็กจัดฟันมาเป็นอุปสรรคขัดขวางประสบการณ์สุดโรแมนติกของคุณ
  • ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออะไรเหนียว ๆ ระหว่างจูบ เพราะการที่เหล็กจัดฟันถูกพันไปด้วยอะไรเหนียวนั้น เป็นความบัติอย่างแท้จริง
  • ควรแปรงฟันเพื่อรักษาความสะอาดและรักษากลิ่นปากสม่ำเสมอ หากเป็นไปได้ควรแปรงฟันหรือบ้วนปากก่อนจูบ
  • อย่าปล่อยให้เหล็กจัดฟันทำคุณเขินอาย จงยิ้มอย่างมั่นใจ เพราะคนที่คุณแอบชอบอาจใส่เหล็กจัดฟันด้วยเช่นกัน
  • อย่ากลัวเหล็กจัดฟันที่อยู่ในปาก เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนวิธีการจูบ ขอให้คุณจูบและอย่าไปนึกถึงมัน

สรุป

รู้อย่างนี้แล้วลองนำเทคนิคการจูบพร้อมเหล็กจัดฟันไปปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละบุคคล และอย่าลืมว่าเหล็กจัดฟันไม่ใช่อุปสรรคในการจูบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก Howtokissvideos Howcast


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers