รีวิว GHOST LAB เพราะความตายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

GHOST LAB หนังเรื่องใหม่จาก GDH ที่ส่งมาให้คนไทยคลายเหงาในช่วงที่หนังใหญ่เข้าโรงไม่ได้ การปรับตัวทำหนังฉายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ถือเป็นอีกทางออกในวิกฤตแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คนไทยยังไม่ลืมชื่อ GDH

ว่ากันถึงเรื่องของ GHOST LAB ที่ถือเป็นหนังผีแนววิทยาศาสตร์ที่ฉีกแนวการเล่าเรื่องฉบับเดิม ๆ (แม้ว่าตอนหลังจะใช้มุกเก่าบ้างก็เถอะ) แต่หลายอย่างในเรื่องนี้ก็มีเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ว่าโลกหลังความตายมันน่าจะเป็นยังไง

การเล่าเรื่องโลกหลังความตาย ที่ทำให้คนดูไม่ได้อยากตายนี่ถือเป็นงานที่ท้าทายผู้กำกับอย่าง ปวีณ ภูริจิตปัญญา ผู้กำกับที่ผ่านหนังผีชื่อคุ้นหูมากมาย เช่น 4 แพร่ง ตอน ยันต์สั่งตาย และ 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

การทำหนังผีโดยนำวิทยาศาสตร์มาอธิบาย แม้ว่าจะไมได้นำหลักอะไรมาเล่า แต่ก็พอมีเค้าโครงของความน่าจะเป็น ด้วยความที่ผู้กำกับไม่ได้ตีบทให้ยากจนเกินเข้าใจ ทำให้หนังเรื่องนี้ใครก็ดูได้

แต่จากผลตอบรับที่หลายคนค่อนข้างผิดหวังกับตอนจบ ก็เลยทำให้กระแสด้านลบจากสังคมค่อนข้างเยอะ ปรภ จึงอยากจะพาย้อนดูเกร็ดเล็กน้อยที่หลายคนอาจจะลืมคิดไปว่าหนังเรื่องนี้พาเราไปเจอกับอะไรบ้าง

ถ้าดูกันจริงๆ GHOST LAB แฝงข้อคิดไว้มากเลยทีเดียว แต่ในบทความนี้จะขอมาเล่าถึงประเด็นที่โดนใจกันนะจ้ะ

ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วยังไม่ได้ดู ก็แนะนำให้ไปดูก่อน เพราะต่อไปนี้จะเล่าแบบมีเนื้อหาบางส่วนมาเกี่ยวข้อง

Advertisements

หลังจากที่หมอกล้า (ไอซ์ พาริส) ยอมตายเพื่อไปสู่อีกฟากของการทดลอง หมอวี (ต่อ ธนภพ) ก็รอคอยการกลับมาของวิญญาณกล้า จนสุดท้ายถึงกับหมดหวังและเตรียมจะจบชีวิตตัวเองตามเพื่อน

และนั่นคือสัญญาณแรกที่ทำให้หมอกล้าแสดงพลังออกมาได้ ทำให้หมอวีกลับมาตั้งสมมติฐานใหม่คือ วิญญาณจะกลับมีพลัง หากยังมีห่วง

เพราะหมอกล้ายังมีห่วงกับคนใกล้ตัวซึ่งก็คือเพื่อนรักที่สัญญากันว่าจะทำงานวิจัยเรื่องผีให้สำเร็จ พอหมอวีกำลังตกอยู่ในอันตราย จากที่หมอกล้าบอกว่าหลังตายไปแล้วอยู่แต่ในความมืด มองไม่เห็นอะไร กลับมีภาพของหมอวีปรากฎขึ้นมาตรงหน้า แต่ก็ยังมองไม่เห็นอย่างอื่นรอบตัวได้จากเพื่อนของตัวเอง นั่นเพราะว่า จิตแห่งความห่วงใยยังผูกอยู่กับหมอวีนั่นเอง

แต่จริงๆ แล้วการที่หมอวีเจอกับหมอกล้าได้ อาจไม่ได้มาจากความห่วงระหว่างเพื่อนเพียงอย่างเดียว แต่หมอกล้าอาจจะเป็นห่วงครอบครัว และด้วยตัวกระตุ้นนั้นทำให้กลับมาเจอหมอวีก่อน และให้เค้าเป็นคนพาไปเจอกับครอบครัว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การกระตุ้นให้วิญญาณมีพลังเพิ่มขึ้น ที่หมอวีได้วิเคราะห์ว่า “ผีอาจเปรียบเสมือนลม” ที่เมื่อเจอความกดอากาศจะก่อตัวเป็นพายุ ที่เพิ่มได้ทั้งความเร็วและขนาด และเมื่อรวมตัวกับไอน้ำ จะทำให้เกิดประจุไฟฟ้า และสุดท้ายเราก็จะเห็นพายุที่มีรูปร่างขึ้นมา

หากวิญญาณได้รับการกระตุ้น ก็อาจจะปรากฎตัวขึ้นมาได้เช่นกัน โดยสิ่งที่อาจเป็นปัจจัยในการกระตุ้นก็คือ “ความห่วง”

ดังคำโบราณที่บอกว่า “วิญญาณจะไปสู่สุขคติถ้าหมดห่วง” ตรงประเด็นนี้ ปรภ คิดว่า หมอกล้าน่าจะหมดห่วงจากหมอวี เพราะยังเห็นว่าหมอวียังสามารถใช้ความรู้ความสามารถในการทำวิจัยต่อด้วยตัวเองได้

และจากฉากที่หมอวีไปกินต้มข่าไก่ที่บ้านของแม่หมอกล้า ทำให้หมอกล้าหมดห่วงกับครอบครัว และบอกกับหมอวีว่าถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว

Advertisements

พอหมอกล้าหายไป หมอวีก็พยายามทำทุกทางให้หมอกล้ากลับมาปรากฎตัวอีกครั้ง จนกระทั่งหมอวีใช้ “ความห่วง” ที่รุนแรงขึ้นเป็นตัวกระตุ้นให้วิญญาณของหมอกล้าปรากฎตัว

ความห่วงของวิญญาณหมอกล้าที่มีต่อแฟน ทำให้โกรธแค้นที่หมอวีจะทำมิดีมิร้าย กลายเป็นวิญญาณที่อาฆาตและมีพลังเยอะมากจนถึงขึ้นเข้าร่างตัวเองได้ ตรงนี้ออกจะเกินจริงไปหน่อยที่ทำให้หลายๆ คนรู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้

แต่ถ้ามองตามเนื้อเรื่องที่ปูมาแต่แรกมันก็สมเหตุสมผลได้อยู่ว่านี่เป็นไปตามทฤษฎีที่ผู้กำกับได้วางเอาไว้แต่แรกว่า “ความอาฆาตแค้นมีพลังมากกว่าห่วง” แต่ความแค้นเป็นพลังด้านลบที่ควบคุมไม่ได้ และทำให้วิญญาณของหมอกล้าขาดสติ

Advertisements

เพราะตอนที่ใช้แค่ความห่วง ทำให้วิญญาณหมอกล้ายังควบคุมพลังได้ แต่พอใช้พลังจากความแค้น กลับกลายเป็นว่าขาดสติจนควบคุมไม่ได้เลย อารมณ์ที่เหนือกว่าเหตุผลทำให้สามารถฆ่าเพื่อนรักของตัวเองได้

แม้ว่าพอเพื่อนตาย ศพหมอกล้าก็มาปั๊มหัวใจเพื่อนหวะ อันนี้งงนิดนึง 5555+ ตอนเห็นเงาๆ ยังแอบคิดว่า อ้อ คงมีคนมาเจอแหละ แต่พอเห็นว่าเป็นร่างของหมอกล้าก็แบบ หื้ม นะ

แต่พอมาวิเคราะห์ดีๆ ด้วยความที่วิญญาณหมอกล้าได้คุยปรับความเข้าใจกับหมอวีแล้ว ก็เลยเห็นว่าหมอวียังมีโอกาสอีกที่จะทำอะไรๆ ให้สำเร็จ

ชีวิตมีเพียงแค่โอกาสเดียว ดังประโยคนุดท้ายที่กล้าพูดกับวีในความคิดว่า อิจฉาที่มึงยังมีโอกาส มองได้อีกมุมคือ วินาทีที่หมอวีกำลังจะยิงตัวตายในตอนแรก ความทรงจำในอดีตทะลักมาและทำให้เขาได้เห็นคุณค่าของชีวิต

GHOST LAB PARIS INTARAKOMALYASUT as GLA in GHOST LAB Cr. NETFLIX © 2021

เพราะในตอนแรกหมอวีอยากตายด้วยอารมณ์เสียใจจากการเสียแม่ แต่พอมาถึงเวลาเอาเข้าจริงอารมณ์ลึกๆ กลับทำให้เขาไม่กล้าลงมือ

ต่างจากหมอกล้า ที่ใช้เหตุผลในการตาย ทำให้หยิบปืนมายิงตัวเองโดยไม่คิดอะไรมากนั่นเอง

ความยากของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงการปิดปมที่ได้ผูกเอาไว้ในตอนแรก ที่ทำให้หลายๆ คนคาดหวังจะได้รับคำตอบของความตายอย่างล้ำๆ แต่พอเอาเข้าจริง อยากขอใช้คำพูดของวิญญาณแม่หมอวี (แสดงโดย สู่ขวัญ) ว่า “พวกหนูทำอะไรกันอยู่ลูก”

รีวิวตรวจสุขภาพจาก DNA

ใครจะคิดว่าวันนึงเราจะตรวจสุขภาพจาก DNA ได้!!!? เออน่ะ เราก็ไม่คิด แต่พอเห็นว่าเพื่อนตรวจแล้วเอารหัสล็อกอินให้เข้าไปดูผลตรวจก็ยิ่งอยากตรวจเองเข้าไปใหญ่ จนสุดท้ายก็ต้องเสียเงินซื้อชุดตรวจมาจาก HDmall.co.th เพราะมันราคาถูกกว่าซื้อตรงกับ Geneus DNA

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ชุดตรวจ Geneus DNA ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้ วิธีตรวจก็ง่ายมากๆ สามารถตรวจเองได้ที่บ้าน แค่ปาดกระพุ้งแก้มแล้วเอาอุปกรณ์ใส่หลอดน้ำยา เขย่าๆ แล้วก็ส่งไปที่แล็บ ไม่ต้องเจาะเลือด ไม่ต้องไปโรงพยาบาล เหมาะกับคนที่อยากตรวจสุขภาพช่วง Work from home

รอผลประมาณ 20-30 วัน ก็มีแอปพลิเคชั่น Geneus DNA แจ้งเตือนว่าผลตรวจเราออกแล้วก็เข้ามาดูเลย ผลตรวจจะรายงานผลเป็นเมนูต่างๆ ทุกอย่างจะบอกเกี่ยวกับตัวเราหมด ขอไล่เรียงตามนี้เลย

Talent Reports

หมวดหมู่แรกที่เราจะรีวิว เชื่อว่าหลายคนสงสัยมากว่ามันคือยังไง ตรงไหม เอาจริงๆ เราก็คิดนะว่ามันตรวจได้หรอวะ ถ้าตรวจออกมาแล้วเราไม่มี Talent หรือพรสวรรค์อะไรเลยละ

แต่หลังจากได้ผลตรวจ หมวดหมู่นี้คือสิ่งแรกที่เราเข้ามาดู เพราะว่าเราอยากรู้ว่าพรสวรรค์ของเราเด่นไปในด้านไหน ซึ่งเค้าก็จะกรอบมาให้เราแล้วว่าจะดูกี่หมวดหมู่ กี่อย่าง

เอาจริงๆ ผลค่อนข้างน่าตกใจนะ เพราะบางอันมันไม่ได้ตรง 555 แต่ Geneus DNA เค้าก็บอกอยู่นะว่านี่มันคือผลวิเคราะห์จากพันธุกรรม หรือ DNA แล้วที่มันอาจจะไม่ตรงก็เพราะว่าตอนเด็กเราไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เน้นหนักในด้านที่มีพรสวรรค์

เช่น ด้านคณิตศาสตร์ เราโคตรโง่เลขเลย 5555 แต่เค้าบอกเรามีพรสวรรค์ด้านนี้ดีกว่าคนอื่น อันนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าด้านคณิตศาสตร์ของเค้าตีความไว้ว่ายังไง อาจจะเป็นการคำนวณรึเปล่าหรือยังไง อยากให้ลองไปดูรายละเอียดกันดีๆ ก่อน

ซึ่งถ้าจะบอกไม่ตรงก็ถูกแล้ว เพราะเราไม่ได้รับการเลี้ยงดูมาให้เด่นในด้านนี้ ไม่มีใครสนับสนุนด้านนี้อย่างเต็มที่จนเราโตมาในแบบอื่นๆ แต่ก็เด่นด้านภาษา เพราะเราเป็นคนชอบอ่าน ชอบเขียน และทักษะด้านภาษาก็เป็นหนึ่งในพรสวรรค์ที่เราถนัด

Vitamin Reports

ในรายงานผลเมนูนี้เค้าจะบอกเลยว่าพันธุกรรม หรือ DNA ของเราดูดซึมวิตามินอะไรได้ดี ได้น้อย ซึ่งถ้าพันธุกรรมบอกว่าร่างกายเราดูดซึมวิตามินซีได้น้อย เราก็สามารถเพิ่มวิตามินซีให้กับร่างกายได้

ในผลจะบอกหมดเลยว่าถ้าอันไหนที่ควรกินเพิ่ม ควรกินอะไร อาหารแบบไหนที่ควรกิน เอาจริงๆ จะบอกว่านี่คือผลตรวจสุขภาพเลยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่มันบอกว่า พันธุกรรม หรือ DNA ของเราเป็นยังไงมากกว่าจะบอกว่าตอนนี้ร่างกายเราเป็นยังไง งงมั้ย?

คือ มันไม่ได้บอกว่าตอนนี้ร่างกายเราเป็นยังไง แต่มันตรวจไปถึงรหัสพันธุกรรม มันดูภาพรวมองค์รวมของร่างกาย เพื่อให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราโตมาพร้อมกับ DNA ที่มีลักษณะแบบไหน ใครที่อยากรู้ว่าตอนนี้วิตามินซีฉันมีปริมาณเท่าไหร่ อาจจะไม่เหมาะ ควรไปตรวจวิตามินจริงๆ จังๆ แทน

Nutrition Reports

อันนี้คล้ายๆ กับวิตามิน แต่เน้นไปในเรื่องของอาหารการกิน หลายๆ คนอาจเคยได้ยินว่า แพ้นม แพ้แอลกอฮอล์ ฯลฯ รายงานหมวดนี้จะบอกว่าพันธุกรรม หรือ DNA ของเราแพ้อะไร อย่างที่เรารู้อยู่แล้วว่าตัวเองแพ้แอลกอฮอล์ ถ้ากินไปนิดเดียวก็จะแดงทั้งตัวเลย

ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าเราแพ้แอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่ได้หยุดกินนะ จนมาตรวจถึงรู้ว่าถ้ายังฝืนกิน มันจะส่งผลอะไรกับร่างกายบ้าง เราคิดว่าหลายคนก็รู้แหละว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันมันไม่ดี แต่เราก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะส่งผลอะไรหนักๆ

แต่พอเรารู้ว่าเราแพ้ มันก็เลยทำให้รู้ว่าเราเสี่ยงจะเป็นโรคต่างๆ มากกว่าคนอื่นที่ไม่แพ้นะ ซึ่งก็เป็นตัวเบรกให้เราหยุดดื่มถาวรเลย

นอกจากแพ้แอลกอฮอล์ มันยังมีรายการอื่นๆ อีก ใครอยากรู้ว่ามีอะไร ไปลองหาอ่านข้อมูลดูจากเว็บ Geneus DNA ได้

Healthy Weight Reports

อันนี้จะบอกเลยว่าถ้าลดน้ำหนักด้วยวิธีอะไร จะเห็นผล หรือวิธีไหนที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งวิธีลดน้ำหนักมันก็มีไม่กี่วิธี แต่พอรู้ว่าร่างกายและพันธุกรรม หรือ DNA ของเราตอบสนองการลดน้ำหนักแบบไหน ก็ทำให้เราไม่ต้องเลือกใช้วิธีลดน้ำหนักแบบผิดๆ หรือแบบที่ไม่ได้เหมาะกับตัวเอง

Fitness & Weight loss

อันนี้ก็คล้ายกับการลดน้ำหนักที่เหมาะกับตัวเอง แต่เป็นวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะกับร่างกายของเรา ว่าเราควรออกกำลังกายแบบไหนแล้วจะเห็นผล แล้วก็อีกหลากหลายเลยที่คนออกกำลังกาย นักกีฬาควรตรวจ

ผลตรวจยังบอกด้วยว่า ถ้าเราออกกำลังกายแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรา คือจริงๆ หลายคนก็รู้แหละว่าออกกำลังกายแล้วสุขภาพดี แต่ถ้าในเชิงของวิทยาศาสตร์ที่มีข้อพิสูจน์เค้าจะบอกเราว่า ถ้าเราออกกำลังกาย อวัยวะข้างในของเรามีการทำงานหรือพัฒนาอะไรบ้าง โคตรดี

Trait Reports

เป็นลักษณะเฉพาะคนที่ติดมากับพันธุกรรมหรือ DNA เช่น พฤติกรรมติดบางอย่างได้ง่าย (Addictive Behaviour) ภาวะผมบางจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia) การได้กลิ่นหน่อไม้ฝรั่งในปัสสาวะ (Asparagus Odor Detection) แรงจูงใจภายในที่จะออกกำลังกาย (Intrinsic Motivation to Exercise) เป็นต้น

Skin Reports

รายงานพันธุกรรมหรือ DNA ที่จะบอกว่า ผิวพรรณเรามีแนวโน้มเป็นยังไงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น เช่น มีกระ มีแผลเป็นนูนคีลอยด์ มีสิวง่าย ฯลฯ

จริงๆ แล้ว Geneus DNA เค้าวิเคราะห์ลึกมากๆ นะ มีงานวิจัยรองรับในทุกๆ คำตอบ แต่ว่าต้องไปหาอ่านเอา ซึ่งเราก็สุ่มๆ อ่านก็เห็นว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ อย่างเช่น การเกิดกระฝ้า เค้าก็จะบอกว่าพันธุกรรมเรามีแนวโน้มที่จะมีอะไรเยอะน้อย และเป็นสาเหตุให้เกิดกระฝ้า ไรงี้

Health Risk

หมวดนี้จะรายงานความเสี่ยงทางสุขภาพ ย้ำว่าเค้าไม่ได้บอกนะว่าตอนนี้เราเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคอะไร แต่เค้าจะบอกว่า พันธุกรรมของเรา หรือ DNA ของเรา มีแนวโน้มจะเป็นโรคอะไร เพราะอะไร

อย่างของเราก็จะบอกว่าเราเสี่ยงมีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเราก็ไปพิสูจน์กับการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วว่าจริง 555 ซึ่งพออ่านรายงานแบบละเอียดๆ เค้าก็จะบอกว่ามันเกิดมาจากร่างกายเราดูดซึมอะไรได้มากกว่าปกติ หรือขับสารอะไรออกไปได้ช้ากว่าปกติ เป็นสาเหตุให้มีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น

Family-planning Reports

อันนี้รวบตึงมาก รวม DNA ทุกตัวที่บอกว่าเรามีความเสี่ยงในการเป็นภาหะโรคอะไรบ้าง ถ้าเรามีลูกหรือวางแผนจะมีครอบครัว เรามีความเสี่ยงอะไรที่ถ่ายทอดเชื้อร้ายไปสู่ลูกของเรา ซึ่งอันนี้ค่อนข้างต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะเค้าไม่ได้บอกว่าแต่ละตัวเป็นพาหะของอะไร

ALL ABOUT COVID-19 

หมวดหมู่ใหม่ล่าสุด ที่เข้ามาเค้าก็จะบอกว่างานวิจัยจากประเทศอิตาลีและสเปน บอกว่า DNA ของหมู่เลือดพบว่า คนที่มีกรุ๊ปเลือด A มีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะที่คนที่มีกรุ๊ปเลือด O มีแนวโน้มต่ำที่สุดที่จะเกิดอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การตรวจ Geneus DNA สำหรับผมคิดว่ามันคือการรู้จักตัวเองมากกว่าที่เป็น เพราะในบางข้อเราไม่สามารถรู้ได้จากการตรวจเลือด หรือการตรวจสุขภาพในรูปแบบอื่นๆ แต่จากการตรวจผ่านโปรแกรม Geneus DNA ทำให้เรารู้จักอีกมุมนึงที่ร่างกายไม่เคยบอกให้เราได้รู้ครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Unseen Switzerland: เบิร์นที่ไม่เคยถูกลืม

หากพูดถึงประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) จะต้องติด 1 ใน 3 ที่ทุกคนนึกถึง…ภาพในห้วงความคิดคือเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมะ ความสวยงามของทุ่งดอกไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม และเมื่อถามถึงเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักคงหนีไม่พ้นสถานที่ทัวร์นิยม ลูเซิร์น (Luzern)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพการโฆษณาที่บริษัททัวร์นิยมใช้มักเป็นภาพของ Kapellbrücke สะพานไม้และหอคอยกลางน้ำอันเป็นจุดเด่นและถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้ กอปรกับลูเซิร์นเป็นเมืองที่มีแหล่งละลายทรัพย์ทำให้บริษัททัวร์จากทั่วโลกนิยมพาลูกทัวร์มาลงทำให้หลายคนรู้จักเมืองลูเซิร์นมากกว่าเมืองหลวงที่แท้จริงของสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวงที่ถูกลืม เป็นคำที่หลายคนนิยามเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศอันสวยงามและมีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกลับมีเมืองหลวงที่ขาดจุดเด่นนั้นไป นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยไม่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์ ต้นฉบับของการเดินทางถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำที่คุ้นหูว่า “เมืองหลวงที่ถูกลืม” บันทึกเป็นเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เมืองที่ถูกลืมกลับมีชื่อเสียงอีกครั้ง

Bern หรือ กรุงเบิร์น เมืองหลวงที่ถูกลืมของสวิตเซอร์แลนด์ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาเมืองเก่าแห่งยุโรป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเขตเมืองเก่าที่ผ่านสงครามโลกมาทั้งสองครั้งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) และสถาบัน ECA International ยังจัดอันดับให้เบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในยุโรปคู่กับกรุงโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2019 – 2020 อีกด้วย

ประวัติของเมืองหลวงที่ถูกลืมเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย จากเมืองหลวงที่ถูกลืมอันเงียบสงบกลับกลายเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืม เพราะความสวยงามของเมืองเก่าที่หลายคนพบเห็นยิ่งทำให้กรุงเบิร์นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่บริษัททัวร์ต้องเพิ่มเมืองแห่งนี้ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในสวิตเซอร์แลนด์

Bär Graben

ภาพจำที่หลายคนมักเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ เมื่อไปเยือนเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืมหนีไม่พ้นกับ บ่อหมี (Bär Graben) ที่อยู่คู่เมืองมาแต่เริ่ม (Bern พ้องมาจาก Bär ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าหมี) ด้วยความที่เจ้าเมืองในอดีตประกาศว่าจะตั้งชื่อเมืองตามชื่อสัตว์สายพันธุ์แรกที่เจอ “หมี” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองไปโดยปริยาย

นอกจากบ่อหมีแล้ว กรุงเบิร์นยังมีจุดน่าสนใจอยู่หลายแห่ง รวมถึงจุด Unseen ที่หลายคนไม่คาดคิดซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีมนต์เสน่ห์แห่งอดีตสะท้อนผ่านอิฐของตัวอาคาร พื้นถนน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

Bundeshaus

Unseen สถานที่แรกอยู่ที่ อาคารรัฐสภาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Bundeshaus) เพราะอาคารแห่งนี้เป็นที่ทำการระดับประเทศ แต่กลับเปิดให้ผู้คนสามารถเดินเข้าไปในบริเวณโดยรอบได้ รวมถึงมีม้านั่งและจุดพักผ่อนให้กับผู้คนที่เข้ามาได้ผ่อนคลาย เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมที่หลายคนไม่คาดคิด เพราะอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงทำให้สามารถมองเห็นวิวของเมืองเก่าได้อย่างชัดเจน จึงถือเป็นสถานที่ Unseen ที่อาจจะไม่อยู่ในลิสต์ทัวร์นิยม 

ด้านหน้าของอาคารรัฐสภาฯ เป็นจัตุรัสกว้างและลานน้ำพุที่เรียกว่า Bundesplatz อีกฟากฝั่งเป็น ที่ทำการธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Schweizerische Nationalbank) เป็นอีกจุดที่มีสวยงามและมีความสำคัญ เพราะนอกจากลานน้ำพุแล้วในวันหยุดจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นตลาดดอกไม้ที่กลางลานจตุรัส จึงทำให้ลานแห่งนี้กลายเป็นอีกจุดที่หลายคนควรแวะเวียนมาบันทึกการเดินทางก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

Käfigturm

เดินเข้ามายังส่วนเมืองเก่าถัดจากถนนเส้นหลักควรเริ่มต้นที่ Prison Tower หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า Käfigturm ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากร แต่ในปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย

Käfigturm ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานและการบูรณาการหลายต่อหลายครั้ง การเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง รวมถึงใช้เป็นจุดรวมพลกรณีมีเหตุการด่วน ในปัจจุบันทางเดินลอดหอหอยมีรางสำหรับรถรางให้ผ่านด้านล่าง เกิดเป็นอีกภาพที่สวยงาม ผสานอาคารในอดีตและเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกันถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

Zytglogge

นอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน Käfigturm ยังมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่น เพราะทุก ๆ ต้นชั่วโมงจะมีการแสดงเต้นระบำโดยตุ๊กตาที่อยู่ด้านข้าง ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมายืนรอรับชมโชว์น่ารัก ๆ นี้ โดยนาฬิกาจะเริ่มเต้นระบำเป็นวงกลม 4 นาทีก่อนถึงชั่วโมงถัดไป ใครที่อยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวสามารถ คลิก เพื่อชมคลิปได้เลย

Kindlifressenbrunnen

ตรอกด้านข้างบริเวณใกล้ ๆ กับ Käfigturm จะพบกับจุด Unseen ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้คือ Kindlifressenbrunnen หรือน้ำพุยักษ์กินเด็ก เมืองแห่งนี้มีน้ำพุสาธารณะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ในจุดนี้มีรูปปั้นที่โด่งดังประดับอยู่ทำให้กลายเป็นอีกจุดพิเศษที่ผู้คนแวะเวียนกันมาถ่ายภาพ

รูปปั้นบนยอดน้ำพุแห่งนี้แรกเริ่มมีชื่อว่า Platzbrunnen แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Kindlifressen ที่แปลว่า ตัวกินเด็ก สื่อถึงยักษ์ที่อยู่ปลายยอดของน้ำพุที่กำลังจับเด็กกิน เพื่อต้องการให้เด็กรู้ว่าหากไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะมียักษ์มาจับไปกิน คล้ายกับในนิทานหลอกเด็กนั่นเอง

Einstein-Haus

กลับมาบนถนนเส้นเดียวกับ Käfigturm มีบ้านพักชั่วคราวของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือที่เรียกว่า Einstein-Haus เคยเป็นสถานที่พักพิงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (1903-1905) และในปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่นักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางมาเพื่อเข้าชม เพราะสถานที่มีภาพถ่ายและผลงานบางส่วนของเขา โดยค่าเข้าชมจะอยู่ที่ 6 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 180 บาท สามารถตรวจสอบตารางวันเวลาเปิดเข้าชมได้ที่ einstein-bern.ch

Berner Münster

เดินต่อไปบนถนนเดียวกันจะเจอเข้ากับมหาวิหารแห่งกรุงเบิร์น (Münster St. Vinzenz หรือ Berner Münster) ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีความสำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ โดยสถานที่แห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและขึ้นไปยังระเบียงของหอคอยได้ โดยมีค่าเข้าอยู่ที่  5 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 150 บาท

โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างแค่ตัวโบสถ์ถึง 150 ปี และได้ถูกต่อเติมให้มีหอคอยอันเป็นจุดชมวิวแห่งกรุงเบิร์น โดยมีบันไดวนทั้งสิ้น 285 ขั้น เรียกได้ว่า เดินวนไปจนเวียนหัวเลยทีเดียว สำหรับทางขึ้นหอคอยจะเป็นลักษณะทางเดินที่แคบและชัน ทำให้การขึ้นไปชมค่อนข้างจะลำบากและใช้เวลานาน 

แม้ว่าการเดินขึ้นมาจะค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อได้มาเห็นวิวที่มองจากระเบียงหอคอยแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะวิวจากหอคอยเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอีกมุมที่มองไปยังอาคารรัฐสภาฯ และสามารถเดินวนได้ 360 องศา แต่สำหรับระเบียงบนหอคอยแห่งนี้มีความกว้างเพียงพอสำหรับหนึ่งคนยืน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวความสูงเพราะจะต้องยืนชิดกับขอบระเบียงที่มีความสูงมาก ๆ เตือนแล้วนะ!!!

นอกเหนือจากสถานที่ข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่คู่ควรแก่การไปเช็คอิน เพราะคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ การรักษาเมืองที่มีมาแต่โบราณให้อยู่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กรุงเบิร์นเป็นเมืองหลวงที่คู่ควรแก่การรักษา หากท่านใดได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่าลืมตั้งให้กรุงเบิร์นเป็นเป้าหมายหลักของคุณด้วยนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองที่ไม่เคยถูกลืมนั้นมีกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ครุกกรุ่นและเรียกร้องให้ผู้คนศึกษาอยู่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

มหาวิหารดูโอโม่ แห่งเมืองมิลาน

มิลาน (Milan) เมืองแห่งแฟชั่น และสถาปัตยกรรมที่สวยงามซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มหาวิหาร Duomo di Milano มหาวิหารดูโอโม่แห่งเมืองมิลาน ถือเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามติดเป็นอันดับที่สามของโลก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

Duomo di Milano มหาวิหารดูโอโม่ สถาปัตยกรรมที่งดงามและถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลานตั้งอยู่กลางจตุรัสของเมือง เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่มีความสวยงาม ก่อสร้างในปี 1386 โดยหนึ่งในสถาปนิกผู้คุมการก่อสร้างคือ “Leonardo Davinci” แต่ด้วยประสบปัญหาทางการเมืองและการเงิน ทำให้การก่อสร้างกินระยะเวลา 579 ปี มีการเปลี่ยนคนงานก่อสร้างและสถาปนิกหลายชั่วอายุคน ทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี 1965 ที่ผ่านมา

จุดเด่นของมหาวิหารดูโอโม่อยู่ที่ปลายยอดแหล่มจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างให้มีจำนวน 135 ยอด และได้รับฉายาว่า “วิหารเม่น” โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทั้งด้านในโบสถ์ (แต่จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะผู้ที่จองล่วงหน้า และจำกัดผู้เข้าชมต่อวัน) และด้านบนหลังคา โดยจะต้องต่อคิวเพื่อตรวจหาสิ่งต้องห้าม อาหารและเครื่องดื่ม จากนั้นทยอยขึ้นลิฟท์ครั้งละไม่ถึง 10 คน และเดินตามทางเดินแคบ ๆ ที่นำไปสู่ระเบียงทางเดินอันสวยงามบริเวณปลายแหลม

ปลายทางของระเบียงคือหลังคาของมหาวิหารที่มีพระรูปแม่มาดอนนิน่า (Madonnina) พระแม่ผู้ปกปักษ์รักษาเมืองมิลานที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์มีความสูง 4 เมตร นอกจากนี้ภายในและภายนอกมหาวิหารยังมีรูปปั้นของนักบุญและเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกว่า 3,200 รูป ภาพวาด ภาพเขียนอีกหลายชิ้นที่ประดับตกแต่งไปทั่วบริเวณมหาวิหารแห่งนี้อีกด้วย

สำหรับมหาวิทหารแห่งนี้เข้าชมฟรี แต่!!! หากต้องการขึ้นไปชมบนระเบียงเพดานจะเสียค่าขึ้นบันได 5 ยูโร หรือหากใครไม่อยากเดิน (ซึ่งไม่ควรเดิน…เตือนแล้วนะ) ก็สามารถซื้อตั๋วเพื่อต่อคิวขึ้นลิฟท์ได้ในราคา 8 ยูโร อย่างไรก็ตามหากซื้อตั๋วจากสถานีรถไฟจะได้ราคาที่ถูกกว่า

วิธีการเดินทางมายังมหาวิหารแห่งนี้สามารถนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Duomo ได้เลย เมื่อขึ้นมาบนพื้นดินแล้วคุณจะเห็นป้ายบอกทางมายังมหาวิหารซึ่งจะเห็นเด่นเป็นตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เสน่ห์ของมหาวิหารดูโอโม่ถือเป็นโบสถ์ที่มีมนต์สะกดทุกสายตา เป็นความสวยงามที่ข้ามยุคสมัย ดูตระกาลตาและสง่างาม สร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่มาเยือน โดยสถานที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดเช็คอินที่ควรไปเมื่อแวะเวียนไปที่ประเทศอิตาลีด้วยนะครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

Prison Tower หรือในภาษาเยอรมัน Käfigturm สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากรที่จะถูกสอบปากคำ และยังเป็นพื้นที่สำหรับใช้อภิปรายทางการเมือง ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยหอคอยแห่งนี้ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญระดับชาติ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

Käfigturm ตั้งอยู่ที่ใกล้สถานีรถไฟประจำกรุงเบิร์น เมืองหลวงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) โดยถือเป็นหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก โดยมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม

หอคอยแห่งนี้ผ่านการรื้อถอนและสร้างใหม่มาแล้ว ทำให้กลายเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานพลเมืองและเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันหอคอยแห่งนี้มีจุดขายที่หอคอยนาฬิกาที่มีรถรางวิ่งผ่านด้านล่าง ถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

ประวัติของ Prison Tower (Käfigturm)

Käfigturm สร้างขึ้นในปี 1256 เพื่อให้เป็นหอคอยป้องกันประจำประตูเมืองเบิร์น ต่อมาในปี 1405 หลังถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ ได้ถูกซ่อมแซมให้กลายเป็น Zytglogge (หอนาฬิกา) ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของหอคอยโดยทำหน้าที่เป็นสถานที่ใช้กักขังผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม คดีลักทรัพย์และเป็นที่สอบปากคำแก่นักโทษ นอกจากนี้เอกสารบันทึกคำสารภาพและคำตัดสินของศาลได้ถูกบันทึกเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ทำให้หลายครั้งถูกเรียกในชื่อ “Tower Books”

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

สำหรับนาฬิกา Zytglogge ถูกสร้างขึ้นอย่างโดดเด่น และเป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ที่ออกแบบเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาว แบ่งออกเป็นโซนเวลาต่าง ๆ สามโซนที่จะแบ่งเวลาของกลางวันและกลางคืนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาของปี

ในปี 1641 หอคอยแห่งนี้ถูกรื้อและสร้างขึ้นใหม่ในจุดเดียวกันโดยเพิ่มพื้นที่ในการกักขังนักโทษและใช้เป็นคุกอีกกว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งในปี 1897 นักโทษทั้งหมดถูกย้ายไปยังเรือนจำแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น และหอคอยแห่งนี้กลายเป็นสถานที่เก็บของสำหรับกรุงเบิร์น

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา Käfigturm ถือเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย โดยใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการและกิจกรรมในหัวข้อการเมืองต่าง ๆ จนกระทั่งในปี 2017 ได้จัดตั้งเป็นสถานที่สำหรับการอภิปรายทางการเมือง (Political Forum Bern) รวมถึงการประชุมทางศาสนาอีกด้วย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Milan เมืองแห่งอดีต และอนาคต

มิลาน (Milan) เมืองที่มีความโดดเด่นแถวหน้าของโลกในประเทศอิตาลี เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวในแง่มุมของศิลปะ วัฒนธรรมอันโดดเด่นที่ส่งต่อมาจากยุคอดีต และยังเป็นเมืองแห่งแฟชั่นไม่ต่างอะไรจากปารีส จึงเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งอดีตและอนาคตในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวปักหมุดในมิลานที่โดดเด่นมีดังต่อไปนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

Sforzesco ปราสาทที่มีอายุหลายร้อยปีเป็นสถานที่ปักหมุดของนักท่องเที่ยวแห่งมิลาน นั่นเพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นจุดรวมแกลลอรี่และพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมากมาย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ใจกลางเมืองมิลาน เพื่อให้เป็นป้อมปราการและที่อยู่อาศัยของตระกูล Visconti จากนั้นก็เปลี่ยนผู้ครอบครองจนถึงศตวรรษที่ 19 และปรับให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมดังเช่นในปัจจุบัน

จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือหอคอยที่สูงกว่า 70 เมตร และได้รับการยอมรับว่าเป็นป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปจึงเป็นจุดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมและศึกษาประวัติตามโซนต่างๆ ที่แยกกันอย่างชัดเจน โดยสามารถเข้าชมได้ฟรียกเว้นในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่จะมีค่าบำรุงในแต่ละจุด

Galleria Vittorio Emanuele อาคารศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งขนาบข้างกันสี่ชั้น จุดเด่นคือหลังคาทรงโค้งตั้งอยู่ใจกลางเมืองมิลานด้านข้างกับมหาวิหารดูโอโม ก่อสร้างในปี 1865 – 1877 ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

บนพื้นตรงกลางของรูปแปดเหลี่ยม มีงานโมเสก 4 ชิ้น ทำเป็นรูปตราอาร์มของเมืองหลวงทั้ง 3 แห่งของราชอาณาจักรอิตาลี (ตูริน, ฟลอเรนซ์, โรม) ส่วนชิ้นที่สี่นั้นก็คือตราอาร์มของเมืองมิลานที่ตั้งของกัลเลรีอาแห่งนี้ มีความเชื่อที่ว่าหากสามารถหมุนตัวด้วยส้นเท้าตรงอวัยวะเพศของวัวกระทิง (ในตราอาร์มของเมืองตูริน) ได้ 3 ครั้ง จะทำให้โชคดี จึงหาได้ไม่ยากนักเพราะมีบรรดานักท่องเที่ยวมายืนล้อมวงเพื่อหมุนตัวเองเป็นจุดเด่นให้เห็นชัด อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำให้ผลงานศิลปะชำรุด

Duomo di Milano มหาวิหารดูโอโม่ สถาปัตยกรรมที่งดงามและถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลานตั้งอยู่กลางจตุรัสของเมือง เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่มีความสวยงามเป็นอันดับ 3 ของโลก ก่อสร้างในปี 1386 แต่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี 1965 เรียกได้ว่ากินหลายชั่วอายุคน โดยหนึ่งในสถาปนิกที่คุมการก่อสร้างคือ “Leonardo Davinci”

มหาวิหารดูโอโม่ โดดเด่นที่ลักษณะของปลายยอดแหลมที่มีจำนวนถึง 135 ยอด จนได้รับฉายาว่า “วิหารเม่น” บนยอดใหญ่ตรงกลางมีพระรูปทำด้วยทองสัมฤทธิ์สูง 4 เมตร เรียกว่า พระแม่มาดูนีนา (Madunina) พระแม่ผู้ปกปักษ์คุ้มครองมิลานแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกว่า 3,200 รูปอีกด้วย

สำหรับใครที่ไปเยือนเมืองมิลานอย่าลืมไปเยือนสามสถานที่ปักหมุดที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ในเมืองมิลานยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นของ Leonardo Davinci และภาพวาดปูนเปียกบนผนังที่ชื่อว่า  “The Last Supper” ภาพวาดพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูและเป็นฉากที่บรรยาย ถึงขณะที่พระเยซูประกาศว่ามีสาวกหนึ่งในนั้นที่จะทรยศต่อพระเยซู โดยภาพวาดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้อีกด้วย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

ทิวเทือกเขาหิมะสีขาวโพลน ฝูงแกะท่ามกลางทุ่งหญ้า ดอกไม้สีสันหลากตา ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ คำเหล่านี้สามารถบัญญัติประเทศแห่งธรรมชาติได้เป็นอย่างดี แต่ใครจะคิดว่า สวิตเซอร์แลนด์จะมีน้ำตกที่สวยงามซ่อนอยู่ และถือเป็นอีกหนึ่ง Unseen นอกทัวร์ ที่หลายคนไม่เคยรู้

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ความงดงามของน้ำตกธรรมชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าและติดกับทะเลสาบ Brienzer ซึ่งถือเป็นสถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่มีต้นไม้สูงใหญ่ล้อมรอบ และยังมีโรงแรม Giessbach คอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศแบบข้ามคืนอีกด้วย

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

น้ำตกแห่งนี้ชื่อว่า “Giessbach” อยู่ในเขตเมือง Interlaken การเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้สามารถนั่งเรือข้ามฟากไปแล้วต่อด้วยรถกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังโรงแรม Giessbach จากนั้นเดินตามทางขึ้นเขาไปยังน้ำตกได้ หรือหากใครขับรถยนต์ส่วนตัวสามารถขับมาทางตะวันตกไปยัง Interlaken ใช้ทางออก 29/Brienz เลี้ยวซ้ายที่ถนน Bächlischwendi มุ่งหน้าขึ้นภูเขา โดยสามารถจอดรถได้ที่โรงแรม Giessbach

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

การเดินจากโรงแรม Giessbach ไปยังน้ำตกชื่อเดียวกันใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาที แต่น้ำตกแห่งนี้มีอยู่มากมายหลายชั้น การจะขึ้นไปพิชิตยอดน้ำตกจะมีระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตร

เส้นทางแห่งธรรมชาติที่ถูกมนุษย์แต่งเติมก็ทำให้รู้สึกร่มรื่นและเย็นสบาย อากาศอันบริสุทธิ์ถูกเติมเข้าปอดในทุกแรงหายใจ ทำให้ผู้เดินทางไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

ชั้นแรกของน้ำตก ถือเป็นจุดที่มีวิวสวยที่สุดเพราะสามารถมองขึ้นไปยังตอน้ำแหล่งกำเนิดได้ จากนั้นสามารถเดินตามทางขึ้นไปยังชั้นต่อไปได้เลย

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

เดินตามทางเดินมาประมาณ 150 เมตรจะเจอกับจุดแรกที่น้ำตกไหลลงมา

จากนั้นสามารถเดินต่อขึ้นไปอีกประมาณ 600 เมตร จะถึงกับสะพานอีกแห่ง และถือเป็นจุดเช็คอินแก่ผู้ผ่านไปมา เพราะเป็นจุดที่น้ำตกไหลผ่าน โดยสะพานที่เราก้าวเดินจะอยู่ใต้น้ำตกพอดี

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

สายน้ำบริสุทธิ์ที่ร่วงมาจากความสูง 400 เมตรท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขาทำให้น้ำตก Giessbach แห่งนี้เป็นหนึ่งใน Unseen ที่ควรมาเยือน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

พิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมผ่านศิลปะ กิจกรรม รวมถึงผลงานต่าง ๆ ที่รวบรวมมาจัดแสดงในหลากหลายรูปแบบ แต่พิพิธภัณฑ์ Ariana แห่งนี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานเซรามิกและแก้วสไตล์อิตาลีในสมัยปี 1877 – 1884 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

เจนีวา (Geneva) ถือเป็นเมืองที่หลายคนคุ้นหู เพราะเป็นหนึ่งในเมืองดังและแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนเมื่อไปสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าเมืองนี้จะมีแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์รวมของสถาบันต่าง ๆ หนึ่งในสถานที่แห่งประวัติศาสตร์คงหนีไม่พ้นกับ Musee Ariana หรือ พิพิธภัณฑ์ Ariana

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในนามพิพิธภัณฑ์เซรามิกและแก้ว จัดแสดงวัตถุมากกว่า 25,000 ชิ้น กว่า 7 ศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเคลือบดินเผา เซรามิกตะวันออกกลาง และเครื่องลายครามที่สร้างขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างชาวยุโรปและตะวันออกกลาง

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

พิพิธภัณฑ์ Ariana หรือที่ Musée suisse de la céramique et du verre (พิพิธภัณฑ์เซรามิกและแก้วสวิส) เปรียบเสมือนสถานที่เก็บโบราณวัตถุประเภทเซรามิกและแก้วเพียงหนึ่งเดียว แม้ในอดีตจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสถานที่สะสมสมบัติส่วนตัวของ  Gustave Revilliod นักสะสมศิลปะชาวสวิส

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

ต่อมาได้ส่งต่อให้กับเมืองเจนีวาเป็นผู้ดูแล และเก็บสะสมศิลปะทางประวัติศาสตร์ในปี 1934 โดยของสะสมอื่น ๆ ถูกส่งไปแสดงโชว์ ณ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนที่ยังคงเหลือมีเพียงเซรามิกและแก้วเท่านั้น และในปี 1993 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการ ความสวยงามและยิ่งใหญ่ของศิลปะในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกจัดเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป ด้วยความโอ่อ่าของพิพิธภัณฑ์เองที่ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ บวกกับห้องโถงน้อยใหญ่จำนวนมากทำให้สถานที่แห่งนี้มอบความอัศจรรย์ให้แก่ผู้เข้าชมได้เป็นอย่างดี

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

Musee Ariana แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่งดงาม ผลงานทุกชิ้นมีประวัติบรรยายและถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่แยกซอยเป็นห้องต่าง ๆ ตามแต่ละประเภท นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการพิเศษในแต่ละเดือนเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

แม้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะไม่ได้โปรโมทแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก แต่หากใครที่ต้องการมาเยี่ยมชมสามารถเดินไปแวะถ่ายรูปหน้าองค์การสหประชาชาติ และพิพิธภัณฑ์กาชาดบริเวณใกล้เคียง เรียกได้ว่ามาที่เดียว แต่เที่ยวได้สามที่กันเลย

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

Musee Ariana เปิดทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ เวลา 10.00 น. – 18.00 น. ค่าเข้าชมอยู่ที่ 8 CHF ต่อคน ผู้สูงอายุและนักศึกษา 6 CHF ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 18 เข้าชมฟรีทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

Aareschlucht หนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์ไม่ปรากฎในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม อาจเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งอื่นน่าสนใจนอกจากความสวยงามของธรรมชาติอันเร้นลับที่ซ่อนอยู่ระหว่างช่องเขาใหญ่ หรืออาจถูกบดบังด้วยชื่อสถานที่ท่องเที่ยวดังประจำประเทศ ทำให้ Aareschlucht กลายเป็นหนึ่งใน Unseen ที่สายลุยห้ามพลาด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht ทางเข้าฝั่ง Innertkirchen

เขต Interlaken ประเทศ Switzerland นอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งของจุดท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง Jungfraujoch แต่ยังมีอีกแหล่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในหุบเขาเร้นลับ ที่รอคอยให้หลายคนไปสัมผัสกับความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่าง Aareschlucht

Aareschlucht ตั้งอยู่ที่เมือง Meiringen ในเขต Interlaken เป็นสถานที่สุดมหัศจรรย์ จุดไหลผ่านของแม่น้ำ Aare ก่อนจะไหลตัดผ่านหุบเขาสองฝั่งระหว่างหมู่บ้าน Meiringen และ Innertkirchen ในระยะความยาว 1,400 เมตรไปบรรจบกับแม่น้ำ Rhein แม่น้ำที่ยาวที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

ความงดงามและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่สายน้ำสามารถไหลตัดผ่านช่องเขาได้ถือเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ควรค่าแก่การมาเยือน

สายลมที่พัดผ่าน ณ บริเวณดังกล่าวจะมีความเย็นชื้น ลมกรรโชกแรงตลอดเวลา ความเย็นของน้ำสีมรกตที่ไหลผ่าน กอปรกับธารน้ำที่ไหลตกลงมาจากไหล่ช่องเขาทำให้ธรรมชาติแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารตา

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

สะพานโครงเหล็กที่โยงใยสลับสองฟากฝั่ง ตัดกับทางเดินอุโมงค์หินที่ทะลุภูเขา เป็นสิ่งก่อสร้างที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 125 ปี โดยมีจุดที่แม่น้ำไหลผ่านกว้างที่สุด 40 เมตร และส่วนที่แคบสุดเพียง 1 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้ผิวน้ำสีมรกตมีความเร็วในการไหลผ่าน 2 เมตรต่อวินาที และมีจุดที่ลึกสุดถึง 5 เมตรเลยทีเดียว

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

บางจุดเปิดกว้างให้เห็นวิวและความมหัศจรรย์ ในขณะที่บางจุดแคบจนต้องเดินทะลุเข้าไปในช่องเขา และหากมองขึ้นไปเบื้องบนจะเห็นแสงรำไรที่ทะลุม่านหมอกและยอดไม้ลงมา ขนาบข้างด้วยผาสูงชัน แสงสะท้อนของน้ำสีมรกตผนวกกับสีของหินเก่าแก่ให้ความรู้สึกลี้ลับน่าค้นหา

บางจุดมีน้ำตกไหลลงมาจากไหล่เขาให้เห็นบ้างปะปรายทำให้ผู้เขียนนึกถึง สุสานโบราณแห่งซีรีส์จีน ดาบมังกรหยก และจินตนาการว่าตนเองเป็นเอี๊ยก๊วยก็ดูจะไม่เกินจริง (เหรอ)

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

หากเริ่มต้นเดินจากฝั่ง Innertkirchen จะเป็นการเดินลาดลงเขา เป็นจุดที่มีความกว้างของสองช่องฝั่งเขามากที่สุด และมีลมแรงทำให้ต้องระมัดระวังในการลื่นไหลจึงควรจับราวของทางเดินให้ดี

สำหรับทางเข้าฝั่งทิศตะวันออกนี้จะเปิดในวันที่ 9 พฤษภาคม 2020 ส่วนด้านฝั่งทิศตะวันตก ทางเข้าฝั่ง Meiringen จะเปิดในวันที่ 4 เมษายน 2020 หากทั้งสองทางเข้าเปิดนักท่องเที่ยวสามารถเดินทะลุไปหากันได้ และถือเป็นทางเดินเลียบช่องเขาที่ช่วยในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี และในปีนี้ Aareschlucht จะเปิดให้เข้าชมทั้งสองฝั่งจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2020

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

สำหรับราคาเข้าชมปกติอยู่ที่ 9 CHF เด็กอายุ 6-16 ปี ราคา 5 CHF ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

สามารถนั่งรถไฟจากสถานี Interlaken Ost ลงสถานี Meiringen จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟสายรางเดียว Regio ปลายทาง Interkerchen MIB ลงที่สถานี Aareschlucht West และเดินตามแผนที่ไม่นานก็ถึงกับที่หมาย

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

ผู้เขียนรีวิวสถานที่แห่งนี้ แม้จะรู้ดีว่านักท่องเที่ยวชาวไทยอาจไม่เคยได้ไปเยือน แต่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบเดินทางท่องเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ ให้เป็นจุด Unseen ห้ามพลาด และชวนให้ไปดื่มด่ำกับความมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่ของธรรมชาติกับ Aareschlucht แห่งนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

รีวิวซาฟารีปาร์ค หนึ่งในสามโซนของซาฟารีเวิลด์

ซาฟารีเวิลด์ (Safari World) สวนสัตว์ที่จำลองสภาพแวดล้อมจากทุ่งหญ้าราบและป่าจากแอฟริกา ที่เปิดมากว่า 30 ปี แหล่งรวมของสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นม้าลาย ยีราฟ กวาง และนกนานาชนิด ที่เปิดให้ผู้เข้าชมสามารถขับรถยนต์ส่วนตัว หรือใช้บริการรถโคชซาฟารีฯ เพื่อสัมผัสความใกล้ชิดกับแหล่งที่อยู่อาศัยจำลอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ซาฟารีเวิลด์ แบ่งออกเป็น สามโซนใหญ่คือ ซาฟารีปาร์ค (Safari Park) มารีนปาร์ค (Marine Park) และ จังเกิ้ลวอล์ค (Jungle Walk)

  • ซาฟารีปาร์ค ผู้เข้าชมสามารถขับรถยนต์เข้าชมบรรยากาศจำลองสภาพแวดล้อมที่สัตว์ป่าสายพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่จริงอย่างใกล้ชิด
  • มารีนปาร์ค จุดรับชมการแสดงของสัตว์ต่าง ๆ ที่สามารถดูได้หลากหลายตั้งแต่เช้าจรดเย็น
  • จังเกิ้ลวอล์ค โซนใหม่ที่ให้ผู้เข้าชมใกล้ชิดกับสัตว์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารยีราฟ การเดินลอดไปชมกลางกรงเสือ เป็นต้น

ซาฟารีปาร์ค หนึ่งในสามโซนของซาฟารีเวิลด์ ถือเป็นสวนสัตว์เปิดแห่งแรกของไทยที่จำลองสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ปราศจากกรงขัง และให้ผู้คนได้เข้าไปใกล้ชิดด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล รวมไปถึงการเข้าไปอยู่ในดงเสือและสิงโต อันเป็นประสบการณ์ที่หาจากไหนมิได้

สำหรับการเข้าชมในซาฟารีปาร์ค สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ทางเข้าได้เลย โดยคิดเป็นรายบุคคล คนละ 450.- แต่หากซื้อพร้อมกับบัตรเข้าในโซนอื่นๆ จะได้ราคาที่ถูกกว่า (แนะนำให้อัปเดตราคาโปรโมชันในเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก)

ทางเข้าชมจะเป็นประตูใหญ่เปิดกว้างสำหรับรถยนต์ที่เตรียมพร้อมจะชมสัตว์แบบใกล้ชิดโดยจุดแรกมีป้ายว่า “ยีราฟ” แต่เอาเข้าจริงๆ มีแต่ม้าลาย เพราะยีราฟจะถูกจัดอยู่ในอีกโซนที่ให้ผู้เข้าชมสามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด

ระหว่างเที่ยวชมจะมีป้ายของสัตว์แต่ละประเภทระบุเอาไว้ แต่มักจะไม่ตรงเพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์เปิด ทำให้สัตว์เดินไปมาได้ นอกจากนี้ป้ายที่โดดเด่นและคอยเตือนรายทางจะเป็นป้ายห้ามลงจากรถ ห้ามให้อาหารสัตว์ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มีเอาไว้เพื่อป้องกันมนุษย์ได้รับอันตราย แต่มีเอาไว้ป้องกันสัตว์ที่อาจได้รับสิ่งปนเปื้อนจากมนุษย์นั่นเอง

บางจุดของสวนสัตว์แห่งนี้มีรั้วล้อมรอบเอาไว้เนื่องจากสัตว์ดังกล่าวอาจเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง ต่อผู้เข้าชม และต่อสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่บนรถม้าลายคอยเฝ้าระวังตามจุดต่าง ๆ แต่การป้องกันการเกิดเหตุอันตรายต่อสัตว์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรกระทำ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของสวนสัตว์เปิด ซาฟารีปาร์คแห่งนี้ ถูกจัดสภาพแวดล้อมให้คล้ายกับสภาพแวดล้อมจริงของสัตว์นานาสายพันธุ์ ทำให้นกต่าง ๆ ที่แม้จะมีปีกก็ไม่บินหนีไปไหนไกล เพราะรู้ว่า ณ พื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ และยังมีนกต่างถิ่นแวะเวียนมาให้เห็นบ้าง

อีกหนึ่งป้ายที่โดดเด่นสะดุดตาคงหนีไม่พ้น “สัตว์มีสิทธิพิเศษบนถนน” ที่ทำให้ผู้ขับขี่จะต้องพึงระวัง ไม่ขับรถเร็วจนเกินไป ไม่บีบแตรก่อเสียงซึ่งอาจทำให้สัตว์ตกใจ และจะต้องให้สิทธิพิเศษแก่สัตว์ทุกสายพันธุ์ในสวนสัตว์เปิดแห่งนี้

นอกจากสัตว์ป่าแล้ว ยังมีโซนสิงโตและเสือที่ถูกจัดแยกเอาไว้โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากใครมาเช้าจะได้ชมการแสดงการให้อาหารสัตว์เหล่านี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะในช่วงบ่ายสิงโตและเสือต่างก็นอนพักกันใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่

นอกเหนือจากสัตว์ที่กล่าวมา ยังมีสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายที่รอให้ผู้อ่านแวะเข้าไปเยี่ยมชม โดยสวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิลด์เปิดเปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ 09.00 น. – 16.30 น. วันเสาร์อาทิตย์ 09.00 น. – 17.30 น. และที่สำคัญ นอกจากโซนซาฟารีปาร์คแล้ว ยังมีอีกสองโซนที่ควรค่าแก่การเข้าชม

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original