Unseen Switzerland: เบิร์นที่ไม่เคยถูกลืม

หากพูดถึงประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) จะต้องติด 1 ใน 3 ที่ทุกคนนึกถึง…ภาพในห้วงความคิดคือเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมะ ความสวยงามของทุ่งดอกไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม และเมื่อถามถึงเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักคงหนีไม่พ้นสถานที่ทัวร์นิยม ลูเซิร์น (Luzern)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพการโฆษณาที่บริษัททัวร์นิยมใช้มักเป็นภาพของ Kapellbrücke สะพานไม้และหอคอยกลางน้ำอันเป็นจุดเด่นและถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้ กอปรกับลูเซิร์นเป็นเมืองที่มีแหล่งละลายทรัพย์ทำให้บริษัททัวร์จากทั่วโลกนิยมพาลูกทัวร์มาลงทำให้หลายคนรู้จักเมืองลูเซิร์นมากกว่าเมืองหลวงที่แท้จริงของสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวงที่ถูกลืม เป็นคำที่หลายคนนิยามเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศอันสวยงามและมีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกลับมีเมืองหลวงที่ขาดจุดเด่นนั้นไป นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยไม่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์ ต้นฉบับของการเดินทางถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำที่คุ้นหูว่า “เมืองหลวงที่ถูกลืม” บันทึกเป็นเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เมืองที่ถูกลืมกลับมีชื่อเสียงอีกครั้ง

Bern หรือ กรุงเบิร์น เมืองหลวงที่ถูกลืมของสวิตเซอร์แลนด์ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาเมืองเก่าแห่งยุโรป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเขตเมืองเก่าที่ผ่านสงครามโลกมาทั้งสองครั้งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) และสถาบัน ECA International ยังจัดอันดับให้เบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในยุโรปคู่กับกรุงโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2019 – 2020 อีกด้วย

ประวัติของเมืองหลวงที่ถูกลืมเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย จากเมืองหลวงที่ถูกลืมอันเงียบสงบกลับกลายเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืม เพราะความสวยงามของเมืองเก่าที่หลายคนพบเห็นยิ่งทำให้กรุงเบิร์นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่บริษัททัวร์ต้องเพิ่มเมืองแห่งนี้ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในสวิตเซอร์แลนด์

Bär Graben

ภาพจำที่หลายคนมักเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ เมื่อไปเยือนเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืมหนีไม่พ้นกับ บ่อหมี (Bär Graben) ที่อยู่คู่เมืองมาแต่เริ่ม (Bern พ้องมาจาก Bär ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าหมี) ด้วยความที่เจ้าเมืองในอดีตประกาศว่าจะตั้งชื่อเมืองตามชื่อสัตว์สายพันธุ์แรกที่เจอ “หมี” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองไปโดยปริยาย

นอกจากบ่อหมีแล้ว กรุงเบิร์นยังมีจุดน่าสนใจอยู่หลายแห่ง รวมถึงจุด Unseen ที่หลายคนไม่คาดคิดซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีมนต์เสน่ห์แห่งอดีตสะท้อนผ่านอิฐของตัวอาคาร พื้นถนน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

Bundeshaus

Unseen สถานที่แรกอยู่ที่ อาคารรัฐสภาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Bundeshaus) เพราะอาคารแห่งนี้เป็นที่ทำการระดับประเทศ แต่กลับเปิดให้ผู้คนสามารถเดินเข้าไปในบริเวณโดยรอบได้ รวมถึงมีม้านั่งและจุดพักผ่อนให้กับผู้คนที่เข้ามาได้ผ่อนคลาย เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมที่หลายคนไม่คาดคิด เพราะอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงทำให้สามารถมองเห็นวิวของเมืองเก่าได้อย่างชัดเจน จึงถือเป็นสถานที่ Unseen ที่อาจจะไม่อยู่ในลิสต์ทัวร์นิยม 

ด้านหน้าของอาคารรัฐสภาฯ เป็นจัตุรัสกว้างและลานน้ำพุที่เรียกว่า Bundesplatz อีกฟากฝั่งเป็น ที่ทำการธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Schweizerische Nationalbank) เป็นอีกจุดที่มีสวยงามและมีความสำคัญ เพราะนอกจากลานน้ำพุแล้วในวันหยุดจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นตลาดดอกไม้ที่กลางลานจตุรัส จึงทำให้ลานแห่งนี้กลายเป็นอีกจุดที่หลายคนควรแวะเวียนมาบันทึกการเดินทางก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

Käfigturm

เดินเข้ามายังส่วนเมืองเก่าถัดจากถนนเส้นหลักควรเริ่มต้นที่ Prison Tower หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า Käfigturm ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากร แต่ในปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย

Käfigturm ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานและการบูรณาการหลายต่อหลายครั้ง การเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง รวมถึงใช้เป็นจุดรวมพลกรณีมีเหตุการด่วน ในปัจจุบันทางเดินลอดหอหอยมีรางสำหรับรถรางให้ผ่านด้านล่าง เกิดเป็นอีกภาพที่สวยงาม ผสานอาคารในอดีตและเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกันถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

Zytglogge

นอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน Käfigturm ยังมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่น เพราะทุก ๆ ต้นชั่วโมงจะมีการแสดงเต้นระบำโดยตุ๊กตาที่อยู่ด้านข้าง ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมายืนรอรับชมโชว์น่ารัก ๆ นี้ โดยนาฬิกาจะเริ่มเต้นระบำเป็นวงกลม 4 นาทีก่อนถึงชั่วโมงถัดไป ใครที่อยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวสามารถ คลิก เพื่อชมคลิปได้เลย

Kindlifressenbrunnen

ตรอกด้านข้างบริเวณใกล้ ๆ กับ Käfigturm จะพบกับจุด Unseen ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้คือ Kindlifressenbrunnen หรือน้ำพุยักษ์กินเด็ก เมืองแห่งนี้มีน้ำพุสาธารณะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ในจุดนี้มีรูปปั้นที่โด่งดังประดับอยู่ทำให้กลายเป็นอีกจุดพิเศษที่ผู้คนแวะเวียนกันมาถ่ายภาพ

รูปปั้นบนยอดน้ำพุแห่งนี้แรกเริ่มมีชื่อว่า Platzbrunnen แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Kindlifressen ที่แปลว่า ตัวกินเด็ก สื่อถึงยักษ์ที่อยู่ปลายยอดของน้ำพุที่กำลังจับเด็กกิน เพื่อต้องการให้เด็กรู้ว่าหากไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะมียักษ์มาจับไปกิน คล้ายกับในนิทานหลอกเด็กนั่นเอง

Einstein-Haus

กลับมาบนถนนเส้นเดียวกับ Käfigturm มีบ้านพักชั่วคราวของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือที่เรียกว่า Einstein-Haus เคยเป็นสถานที่พักพิงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (1903-1905) และในปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่นักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางมาเพื่อเข้าชม เพราะสถานที่มีภาพถ่ายและผลงานบางส่วนของเขา โดยค่าเข้าชมจะอยู่ที่ 6 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 180 บาท สามารถตรวจสอบตารางวันเวลาเปิดเข้าชมได้ที่ einstein-bern.ch

Berner Münster

เดินต่อไปบนถนนเดียวกันจะเจอเข้ากับมหาวิหารแห่งกรุงเบิร์น (Münster St. Vinzenz หรือ Berner Münster) ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีความสำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ โดยสถานที่แห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและขึ้นไปยังระเบียงของหอคอยได้ โดยมีค่าเข้าอยู่ที่  5 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 150 บาท

โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างแค่ตัวโบสถ์ถึง 150 ปี และได้ถูกต่อเติมให้มีหอคอยอันเป็นจุดชมวิวแห่งกรุงเบิร์น โดยมีบันไดวนทั้งสิ้น 285 ขั้น เรียกได้ว่า เดินวนไปจนเวียนหัวเลยทีเดียว สำหรับทางขึ้นหอคอยจะเป็นลักษณะทางเดินที่แคบและชัน ทำให้การขึ้นไปชมค่อนข้างจะลำบากและใช้เวลานาน 

แม้ว่าการเดินขึ้นมาจะค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อได้มาเห็นวิวที่มองจากระเบียงหอคอยแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะวิวจากหอคอยเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอีกมุมที่มองไปยังอาคารรัฐสภาฯ และสามารถเดินวนได้ 360 องศา แต่สำหรับระเบียงบนหอคอยแห่งนี้มีความกว้างเพียงพอสำหรับหนึ่งคนยืน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวความสูงเพราะจะต้องยืนชิดกับขอบระเบียงที่มีความสูงมาก ๆ เตือนแล้วนะ!!!

นอกเหนือจากสถานที่ข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่คู่ควรแก่การไปเช็คอิน เพราะคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ การรักษาเมืองที่มีมาแต่โบราณให้อยู่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กรุงเบิร์นเป็นเมืองหลวงที่คู่ควรแก่การรักษา หากท่านใดได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่าลืมตั้งให้กรุงเบิร์นเป็นเป้าหมายหลักของคุณด้วยนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองที่ไม่เคยถูกลืมนั้นมีกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ครุกกรุ่นและเรียกร้องให้ผู้คนศึกษาอยู่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

มหาวิหารดูโอโม่ แห่งเมืองมิลาน

มิลาน (Milan) เมืองแห่งแฟชั่น และสถาปัตยกรรมที่สวยงามซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มหาวิหาร Duomo di Milano มหาวิหารดูโอโม่แห่งเมืองมิลาน ถือเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามติดเป็นอันดับที่สามของโลก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

Duomo di Milano มหาวิหารดูโอโม่ สถาปัตยกรรมที่งดงามและถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลานตั้งอยู่กลางจตุรัสของเมือง เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่มีความสวยงาม ก่อสร้างในปี 1386 โดยหนึ่งในสถาปนิกผู้คุมการก่อสร้างคือ “Leonardo Davinci” แต่ด้วยประสบปัญหาทางการเมืองและการเงิน ทำให้การก่อสร้างกินระยะเวลา 579 ปี มีการเปลี่ยนคนงานก่อสร้างและสถาปนิกหลายชั่วอายุคน ทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี 1965 ที่ผ่านมา

จุดเด่นของมหาวิหารดูโอโม่อยู่ที่ปลายยอดแหล่มจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างให้มีจำนวน 135 ยอด และได้รับฉายาว่า “วิหารเม่น” โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทั้งด้านในโบสถ์ (แต่จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะผู้ที่จองล่วงหน้า และจำกัดผู้เข้าชมต่อวัน) และด้านบนหลังคา โดยจะต้องต่อคิวเพื่อตรวจหาสิ่งต้องห้าม อาหารและเครื่องดื่ม จากนั้นทยอยขึ้นลิฟท์ครั้งละไม่ถึง 10 คน และเดินตามทางเดินแคบ ๆ ที่นำไปสู่ระเบียงทางเดินอันสวยงามบริเวณปลายแหลม

ปลายทางของระเบียงคือหลังคาของมหาวิหารที่มีพระรูปแม่มาดอนนิน่า (Madonnina) พระแม่ผู้ปกปักษ์รักษาเมืองมิลานที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์มีความสูง 4 เมตร นอกจากนี้ภายในและภายนอกมหาวิหารยังมีรูปปั้นของนักบุญและเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกว่า 3,200 รูป ภาพวาด ภาพเขียนอีกหลายชิ้นที่ประดับตกแต่งไปทั่วบริเวณมหาวิหารแห่งนี้อีกด้วย

สำหรับมหาวิทหารแห่งนี้เข้าชมฟรี แต่!!! หากต้องการขึ้นไปชมบนระเบียงเพดานจะเสียค่าขึ้นบันได 5 ยูโร หรือหากใครไม่อยากเดิน (ซึ่งไม่ควรเดิน…เตือนแล้วนะ) ก็สามารถซื้อตั๋วเพื่อต่อคิวขึ้นลิฟท์ได้ในราคา 8 ยูโร อย่างไรก็ตามหากซื้อตั๋วจากสถานีรถไฟจะได้ราคาที่ถูกกว่า

วิธีการเดินทางมายังมหาวิหารแห่งนี้สามารถนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Duomo ได้เลย เมื่อขึ้นมาบนพื้นดินแล้วคุณจะเห็นป้ายบอกทางมายังมหาวิหารซึ่งจะเห็นเด่นเป็นตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เสน่ห์ของมหาวิหารดูโอโม่ถือเป็นโบสถ์ที่มีมนต์สะกดทุกสายตา เป็นความสวยงามที่ข้ามยุคสมัย ดูตระกาลตาและสง่างาม สร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่มาเยือน โดยสถานที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดเช็คอินที่ควรไปเมื่อแวะเวียนไปที่ประเทศอิตาลีด้วยนะครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

Prison Tower หรือในภาษาเยอรมัน Käfigturm สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากรที่จะถูกสอบปากคำ และยังเป็นพื้นที่สำหรับใช้อภิปรายทางการเมือง ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยหอคอยแห่งนี้ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญระดับชาติ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

Käfigturm ตั้งอยู่ที่ใกล้สถานีรถไฟประจำกรุงเบิร์น เมืองหลวงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) โดยถือเป็นหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก โดยมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม

หอคอยแห่งนี้ผ่านการรื้อถอนและสร้างใหม่มาแล้ว ทำให้กลายเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานพลเมืองและเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันหอคอยแห่งนี้มีจุดขายที่หอคอยนาฬิกาที่มีรถรางวิ่งผ่านด้านล่าง ถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

ประวัติของ Prison Tower (Käfigturm)

Käfigturm สร้างขึ้นในปี 1256 เพื่อให้เป็นหอคอยป้องกันประจำประตูเมืองเบิร์น ต่อมาในปี 1405 หลังถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ ได้ถูกซ่อมแซมให้กลายเป็น Zytglogge (หอนาฬิกา) ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของหอคอยโดยทำหน้าที่เป็นสถานที่ใช้กักขังผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม คดีลักทรัพย์และเป็นที่สอบปากคำแก่นักโทษ นอกจากนี้เอกสารบันทึกคำสารภาพและคำตัดสินของศาลได้ถูกบันทึกเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ทำให้หลายครั้งถูกเรียกในชื่อ “Tower Books”

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

สำหรับนาฬิกา Zytglogge ถูกสร้างขึ้นอย่างโดดเด่น และเป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ที่ออกแบบเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาว แบ่งออกเป็นโซนเวลาต่าง ๆ สามโซนที่จะแบ่งเวลาของกลางวันและกลางคืนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาของปี

ในปี 1641 หอคอยแห่งนี้ถูกรื้อและสร้างขึ้นใหม่ในจุดเดียวกันโดยเพิ่มพื้นที่ในการกักขังนักโทษและใช้เป็นคุกอีกกว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งในปี 1897 นักโทษทั้งหมดถูกย้ายไปยังเรือนจำแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น และหอคอยแห่งนี้กลายเป็นสถานที่เก็บของสำหรับกรุงเบิร์น

เปิดประวัติหอนาฬิกา Prison Tower ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา

ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา Käfigturm ถือเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย โดยใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการและกิจกรรมในหัวข้อการเมืองต่าง ๆ จนกระทั่งในปี 2017 ได้จัดตั้งเป็นสถานที่สำหรับการอภิปรายทางการเมือง (Political Forum Bern) รวมถึงการประชุมทางศาสนาอีกด้วย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Milan เมืองแห่งอดีต และอนาคต

มิลาน (Milan) เมืองที่มีความโดดเด่นแถวหน้าของโลกในประเทศอิตาลี เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวในแง่มุมของศิลปะ วัฒนธรรมอันโดดเด่นที่ส่งต่อมาจากยุคอดีต และยังเป็นเมืองแห่งแฟชั่นไม่ต่างอะไรจากปารีส จึงเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งอดีตและอนาคตในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวปักหมุดในมิลานที่โดดเด่นมีดังต่อไปนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

Sforzesco ปราสาทที่มีอายุหลายร้อยปีเป็นสถานที่ปักหมุดของนักท่องเที่ยวแห่งมิลาน นั่นเพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นจุดรวมแกลลอรี่และพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมากมาย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ใจกลางเมืองมิลาน เพื่อให้เป็นป้อมปราการและที่อยู่อาศัยของตระกูล Visconti จากนั้นก็เปลี่ยนผู้ครอบครองจนถึงศตวรรษที่ 19 และปรับให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมดังเช่นในปัจจุบัน

จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือหอคอยที่สูงกว่า 70 เมตร และได้รับการยอมรับว่าเป็นป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปจึงเป็นจุดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมและศึกษาประวัติตามโซนต่างๆ ที่แยกกันอย่างชัดเจน โดยสามารถเข้าชมได้ฟรียกเว้นในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่จะมีค่าบำรุงในแต่ละจุด

Galleria Vittorio Emanuele อาคารศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งขนาบข้างกันสี่ชั้น จุดเด่นคือหลังคาทรงโค้งตั้งอยู่ใจกลางเมืองมิลานด้านข้างกับมหาวิหารดูโอโม ก่อสร้างในปี 1865 – 1877 ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

บนพื้นตรงกลางของรูปแปดเหลี่ยม มีงานโมเสก 4 ชิ้น ทำเป็นรูปตราอาร์มของเมืองหลวงทั้ง 3 แห่งของราชอาณาจักรอิตาลี (ตูริน, ฟลอเรนซ์, โรม) ส่วนชิ้นที่สี่นั้นก็คือตราอาร์มของเมืองมิลานที่ตั้งของกัลเลรีอาแห่งนี้ มีความเชื่อที่ว่าหากสามารถหมุนตัวด้วยส้นเท้าตรงอวัยวะเพศของวัวกระทิง (ในตราอาร์มของเมืองตูริน) ได้ 3 ครั้ง จะทำให้โชคดี จึงหาได้ไม่ยากนักเพราะมีบรรดานักท่องเที่ยวมายืนล้อมวงเพื่อหมุนตัวเองเป็นจุดเด่นให้เห็นชัด อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำให้ผลงานศิลปะชำรุด

Duomo di Milano มหาวิหารดูโอโม่ สถาปัตยกรรมที่งดงามและถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลานตั้งอยู่กลางจตุรัสของเมือง เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่มีความสวยงามเป็นอันดับ 3 ของโลก ก่อสร้างในปี 1386 แต่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี 1965 เรียกได้ว่ากินหลายชั่วอายุคน โดยหนึ่งในสถาปนิกที่คุมการก่อสร้างคือ “Leonardo Davinci”

มหาวิหารดูโอโม่ โดดเด่นที่ลักษณะของปลายยอดแหลมที่มีจำนวนถึง 135 ยอด จนได้รับฉายาว่า “วิหารเม่น” บนยอดใหญ่ตรงกลางมีพระรูปทำด้วยทองสัมฤทธิ์สูง 4 เมตร เรียกว่า พระแม่มาดูนีนา (Madunina) พระแม่ผู้ปกปักษ์คุ้มครองมิลานแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกว่า 3,200 รูปอีกด้วย

สำหรับใครที่ไปเยือนเมืองมิลานอย่าลืมไปเยือนสามสถานที่ปักหมุดที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ในเมืองมิลานยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นของ Leonardo Davinci และภาพวาดปูนเปียกบนผนังที่ชื่อว่า  “The Last Supper” ภาพวาดพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูและเป็นฉากที่บรรยาย ถึงขณะที่พระเยซูประกาศว่ามีสาวกหนึ่งในนั้นที่จะทรยศต่อพระเยซู โดยภาพวาดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้อีกด้วย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

ทิวเทือกเขาหิมะสีขาวโพลน ฝูงแกะท่ามกลางทุ่งหญ้า ดอกไม้สีสันหลากตา ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ คำเหล่านี้สามารถบัญญัติประเทศแห่งธรรมชาติได้เป็นอย่างดี แต่ใครจะคิดว่า สวิตเซอร์แลนด์จะมีน้ำตกที่สวยงามซ่อนอยู่ และถือเป็นอีกหนึ่ง Unseen นอกทัวร์ ที่หลายคนไม่เคยรู้

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ความงดงามของน้ำตกธรรมชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าและติดกับทะเลสาบ Brienzer ซึ่งถือเป็นสถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่มีต้นไม้สูงใหญ่ล้อมรอบ และยังมีโรงแรม Giessbach คอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศแบบข้ามคืนอีกด้วย

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

น้ำตกแห่งนี้ชื่อว่า “Giessbach” อยู่ในเขตเมือง Interlaken การเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้สามารถนั่งเรือข้ามฟากไปแล้วต่อด้วยรถกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังโรงแรม Giessbach จากนั้นเดินตามทางขึ้นเขาไปยังน้ำตกได้ หรือหากใครขับรถยนต์ส่วนตัวสามารถขับมาทางตะวันตกไปยัง Interlaken ใช้ทางออก 29/Brienz เลี้ยวซ้ายที่ถนน Bächlischwendi มุ่งหน้าขึ้นภูเขา โดยสามารถจอดรถได้ที่โรงแรม Giessbach

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

การเดินจากโรงแรม Giessbach ไปยังน้ำตกชื่อเดียวกันใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาที แต่น้ำตกแห่งนี้มีอยู่มากมายหลายชั้น การจะขึ้นไปพิชิตยอดน้ำตกจะมีระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตร

เส้นทางแห่งธรรมชาติที่ถูกมนุษย์แต่งเติมก็ทำให้รู้สึกร่มรื่นและเย็นสบาย อากาศอันบริสุทธิ์ถูกเติมเข้าปอดในทุกแรงหายใจ ทำให้ผู้เดินทางไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

ชั้นแรกของน้ำตก ถือเป็นจุดที่มีวิวสวยที่สุดเพราะสามารถมองขึ้นไปยังตอน้ำแหล่งกำเนิดได้ จากนั้นสามารถเดินตามทางขึ้นไปยังชั้นต่อไปได้เลย

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

เดินตามทางเดินมาประมาณ 150 เมตรจะเจอกับจุดแรกที่น้ำตกไหลลงมา

จากนั้นสามารถเดินต่อขึ้นไปอีกประมาณ 600 เมตร จะถึงกับสะพานอีกแห่ง และถือเป็นจุดเช็คอินแก่ผู้ผ่านไปมา เพราะเป็นจุดที่น้ำตกไหลผ่าน โดยสะพานที่เราก้าวเดินจะอยู่ใต้น้ำตกพอดี

Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls
Unseen Switzerland: รีวิว Giessbach Waterfalls

สายน้ำบริสุทธิ์ที่ร่วงมาจากความสูง 400 เมตรท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขาทำให้น้ำตก Giessbach แห่งนี้เป็นหนึ่งใน Unseen ที่ควรมาเยือน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

พิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมผ่านศิลปะ กิจกรรม รวมถึงผลงานต่าง ๆ ที่รวบรวมมาจัดแสดงในหลากหลายรูปแบบ แต่พิพิธภัณฑ์ Ariana แห่งนี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานเซรามิกและแก้วสไตล์อิตาลีในสมัยปี 1877 – 1884 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

เจนีวา (Geneva) ถือเป็นเมืองที่หลายคนคุ้นหู เพราะเป็นหนึ่งในเมืองดังและแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนเมื่อไปสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าเมืองนี้จะมีแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์รวมของสถาบันต่าง ๆ หนึ่งในสถานที่แห่งประวัติศาสตร์คงหนีไม่พ้นกับ Musee Ariana หรือ พิพิธภัณฑ์ Ariana

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในนามพิพิธภัณฑ์เซรามิกและแก้ว จัดแสดงวัตถุมากกว่า 25,000 ชิ้น กว่า 7 ศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเคลือบดินเผา เซรามิกตะวันออกกลาง และเครื่องลายครามที่สร้างขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างชาวยุโรปและตะวันออกกลาง

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

พิพิธภัณฑ์ Ariana หรือที่ Musée suisse de la céramique et du verre (พิพิธภัณฑ์เซรามิกและแก้วสวิส) เปรียบเสมือนสถานที่เก็บโบราณวัตถุประเภทเซรามิกและแก้วเพียงหนึ่งเดียว แม้ในอดีตจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสถานที่สะสมสมบัติส่วนตัวของ  Gustave Revilliod นักสะสมศิลปะชาวสวิส

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

ต่อมาได้ส่งต่อให้กับเมืองเจนีวาเป็นผู้ดูแล และเก็บสะสมศิลปะทางประวัติศาสตร์ในปี 1934 โดยของสะสมอื่น ๆ ถูกส่งไปแสดงโชว์ ณ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนที่ยังคงเหลือมีเพียงเซรามิกและแก้วเท่านั้น และในปี 1993 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการ ความสวยงามและยิ่งใหญ่ของศิลปะในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกจัดเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป ด้วยความโอ่อ่าของพิพิธภัณฑ์เองที่ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ บวกกับห้องโถงน้อยใหญ่จำนวนมากทำให้สถานที่แห่งนี้มอบความอัศจรรย์ให้แก่ผู้เข้าชมได้เป็นอย่างดี

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

Musee Ariana แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่งดงาม ผลงานทุกชิ้นมีประวัติบรรยายและถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่แยกซอยเป็นห้องต่าง ๆ ตามแต่ละประเภท นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการพิเศษในแต่ละเดือนเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum
Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

แม้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะไม่ได้โปรโมทแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก แต่หากใครที่ต้องการมาเยี่ยมชมสามารถเดินไปแวะถ่ายรูปหน้าองค์การสหประชาชาติ และพิพิธภัณฑ์กาชาดบริเวณใกล้เคียง เรียกได้ว่ามาที่เดียว แต่เที่ยวได้สามที่กันเลย

Unseen Switzerland: รีวิว Ariana Museum

Musee Ariana เปิดทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ เวลา 10.00 น. – 18.00 น. ค่าเข้าชมอยู่ที่ 8 CHF ต่อคน ผู้สูงอายุและนักศึกษา 6 CHF ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 18 เข้าชมฟรีทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

Aareschlucht หนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์ไม่ปรากฎในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม อาจเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งอื่นน่าสนใจนอกจากความสวยงามของธรรมชาติอันเร้นลับที่ซ่อนอยู่ระหว่างช่องเขาใหญ่ หรืออาจถูกบดบังด้วยชื่อสถานที่ท่องเที่ยวดังประจำประเทศ ทำให้ Aareschlucht กลายเป็นหนึ่งใน Unseen ที่สายลุยห้ามพลาด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht ทางเข้าฝั่ง Innertkirchen

เขต Interlaken ประเทศ Switzerland นอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งของจุดท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง Jungfraujoch แต่ยังมีอีกแหล่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในหุบเขาเร้นลับ ที่รอคอยให้หลายคนไปสัมผัสกับความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่าง Aareschlucht

Aareschlucht ตั้งอยู่ที่เมือง Meiringen ในเขต Interlaken เป็นสถานที่สุดมหัศจรรย์ จุดไหลผ่านของแม่น้ำ Aare ก่อนจะไหลตัดผ่านหุบเขาสองฝั่งระหว่างหมู่บ้าน Meiringen และ Innertkirchen ในระยะความยาว 1,400 เมตรไปบรรจบกับแม่น้ำ Rhein แม่น้ำที่ยาวที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

ความงดงามและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่สายน้ำสามารถไหลตัดผ่านช่องเขาได้ถือเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ควรค่าแก่การมาเยือน

สายลมที่พัดผ่าน ณ บริเวณดังกล่าวจะมีความเย็นชื้น ลมกรรโชกแรงตลอดเวลา ความเย็นของน้ำสีมรกตที่ไหลผ่าน กอปรกับธารน้ำที่ไหลตกลงมาจากไหล่ช่องเขาทำให้ธรรมชาติแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารตา

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

สะพานโครงเหล็กที่โยงใยสลับสองฟากฝั่ง ตัดกับทางเดินอุโมงค์หินที่ทะลุภูเขา เป็นสิ่งก่อสร้างที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 125 ปี โดยมีจุดที่แม่น้ำไหลผ่านกว้างที่สุด 40 เมตร และส่วนที่แคบสุดเพียง 1 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้ผิวน้ำสีมรกตมีความเร็วในการไหลผ่าน 2 เมตรต่อวินาที และมีจุดที่ลึกสุดถึง 5 เมตรเลยทีเดียว

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

บางจุดเปิดกว้างให้เห็นวิวและความมหัศจรรย์ ในขณะที่บางจุดแคบจนต้องเดินทะลุเข้าไปในช่องเขา และหากมองขึ้นไปเบื้องบนจะเห็นแสงรำไรที่ทะลุม่านหมอกและยอดไม้ลงมา ขนาบข้างด้วยผาสูงชัน แสงสะท้อนของน้ำสีมรกตผนวกกับสีของหินเก่าแก่ให้ความรู้สึกลี้ลับน่าค้นหา

บางจุดมีน้ำตกไหลลงมาจากไหล่เขาให้เห็นบ้างปะปรายทำให้ผู้เขียนนึกถึง สุสานโบราณแห่งซีรีส์จีน ดาบมังกรหยก และจินตนาการว่าตนเองเป็นเอี๊ยก๊วยก็ดูจะไม่เกินจริง (เหรอ)

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

หากเริ่มต้นเดินจากฝั่ง Innertkirchen จะเป็นการเดินลาดลงเขา เป็นจุดที่มีความกว้างของสองช่องฝั่งเขามากที่สุด และมีลมแรงทำให้ต้องระมัดระวังในการลื่นไหลจึงควรจับราวของทางเดินให้ดี

สำหรับทางเข้าฝั่งทิศตะวันออกนี้จะเปิดในวันที่ 9 พฤษภาคม 2020 ส่วนด้านฝั่งทิศตะวันตก ทางเข้าฝั่ง Meiringen จะเปิดในวันที่ 4 เมษายน 2020 หากทั้งสองทางเข้าเปิดนักท่องเที่ยวสามารถเดินทะลุไปหากันได้ และถือเป็นทางเดินเลียบช่องเขาที่ช่วยในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี และในปีนี้ Aareschlucht จะเปิดให้เข้าชมทั้งสองฝั่งจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2020

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

สำหรับราคาเข้าชมปกติอยู่ที่ 9 CHF เด็กอายุ 6-16 ปี ราคา 5 CHF ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

สามารถนั่งรถไฟจากสถานี Interlaken Ost ลงสถานี Meiringen จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟสายรางเดียว Regio ปลายทาง Interkerchen MIB ลงที่สถานี Aareschlucht West และเดินตามแผนที่ไม่นานก็ถึงกับที่หมาย

Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht
Unseen Switzerland: รีวิว Aareschlucht

ผู้เขียนรีวิวสถานที่แห่งนี้ แม้จะรู้ดีว่านักท่องเที่ยวชาวไทยอาจไม่เคยได้ไปเยือน แต่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบเดินทางท่องเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ ให้เป็นจุด Unseen ห้ามพลาด และชวนให้ไปดื่มด่ำกับความมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่ของธรรมชาติกับ Aareschlucht แห่งนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

รีวิวซาฟารีปาร์ค หนึ่งในสามโซนของซาฟารีเวิลด์

ซาฟารีเวิลด์ (Safari World) สวนสัตว์ที่จำลองสภาพแวดล้อมจากทุ่งหญ้าราบและป่าจากแอฟริกา ที่เปิดมากว่า 30 ปี แหล่งรวมของสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นม้าลาย ยีราฟ กวาง และนกนานาชนิด ที่เปิดให้ผู้เข้าชมสามารถขับรถยนต์ส่วนตัว หรือใช้บริการรถโคชซาฟารีฯ เพื่อสัมผัสความใกล้ชิดกับแหล่งที่อยู่อาศัยจำลอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ซาฟารีเวิลด์ แบ่งออกเป็น สามโซนใหญ่คือ ซาฟารีปาร์ค (Safari Park) มารีนปาร์ค (Marine Park) และ จังเกิ้ลวอล์ค (Jungle Walk)

  • ซาฟารีปาร์ค ผู้เข้าชมสามารถขับรถยนต์เข้าชมบรรยากาศจำลองสภาพแวดล้อมที่สัตว์ป่าสายพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่จริงอย่างใกล้ชิด
  • มารีนปาร์ค จุดรับชมการแสดงของสัตว์ต่าง ๆ ที่สามารถดูได้หลากหลายตั้งแต่เช้าจรดเย็น
  • จังเกิ้ลวอล์ค โซนใหม่ที่ให้ผู้เข้าชมใกล้ชิดกับสัตว์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารยีราฟ การเดินลอดไปชมกลางกรงเสือ เป็นต้น

ซาฟารีปาร์ค หนึ่งในสามโซนของซาฟารีเวิลด์ ถือเป็นสวนสัตว์เปิดแห่งแรกของไทยที่จำลองสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ปราศจากกรงขัง และให้ผู้คนได้เข้าไปใกล้ชิดด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล รวมไปถึงการเข้าไปอยู่ในดงเสือและสิงโต อันเป็นประสบการณ์ที่หาจากไหนมิได้

สำหรับการเข้าชมในซาฟารีปาร์ค สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ทางเข้าได้เลย โดยคิดเป็นรายบุคคล คนละ 450.- แต่หากซื้อพร้อมกับบัตรเข้าในโซนอื่นๆ จะได้ราคาที่ถูกกว่า (แนะนำให้อัปเดตราคาโปรโมชันในเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก)

ทางเข้าชมจะเป็นประตูใหญ่เปิดกว้างสำหรับรถยนต์ที่เตรียมพร้อมจะชมสัตว์แบบใกล้ชิดโดยจุดแรกมีป้ายว่า “ยีราฟ” แต่เอาเข้าจริงๆ มีแต่ม้าลาย เพราะยีราฟจะถูกจัดอยู่ในอีกโซนที่ให้ผู้เข้าชมสามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด

ระหว่างเที่ยวชมจะมีป้ายของสัตว์แต่ละประเภทระบุเอาไว้ แต่มักจะไม่ตรงเพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์เปิด ทำให้สัตว์เดินไปมาได้ นอกจากนี้ป้ายที่โดดเด่นและคอยเตือนรายทางจะเป็นป้ายห้ามลงจากรถ ห้ามให้อาหารสัตว์ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มีเอาไว้เพื่อป้องกันมนุษย์ได้รับอันตราย แต่มีเอาไว้ป้องกันสัตว์ที่อาจได้รับสิ่งปนเปื้อนจากมนุษย์นั่นเอง

บางจุดของสวนสัตว์แห่งนี้มีรั้วล้อมรอบเอาไว้เนื่องจากสัตว์ดังกล่าวอาจเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง ต่อผู้เข้าชม และต่อสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่บนรถม้าลายคอยเฝ้าระวังตามจุดต่าง ๆ แต่การป้องกันการเกิดเหตุอันตรายต่อสัตว์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรกระทำ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของสวนสัตว์เปิด ซาฟารีปาร์คแห่งนี้ ถูกจัดสภาพแวดล้อมให้คล้ายกับสภาพแวดล้อมจริงของสัตว์นานาสายพันธุ์ ทำให้นกต่าง ๆ ที่แม้จะมีปีกก็ไม่บินหนีไปไหนไกล เพราะรู้ว่า ณ พื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ และยังมีนกต่างถิ่นแวะเวียนมาให้เห็นบ้าง

อีกหนึ่งป้ายที่โดดเด่นสะดุดตาคงหนีไม่พ้น “สัตว์มีสิทธิพิเศษบนถนน” ที่ทำให้ผู้ขับขี่จะต้องพึงระวัง ไม่ขับรถเร็วจนเกินไป ไม่บีบแตรก่อเสียงซึ่งอาจทำให้สัตว์ตกใจ และจะต้องให้สิทธิพิเศษแก่สัตว์ทุกสายพันธุ์ในสวนสัตว์เปิดแห่งนี้

นอกจากสัตว์ป่าแล้ว ยังมีโซนสิงโตและเสือที่ถูกจัดแยกเอาไว้โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากใครมาเช้าจะได้ชมการแสดงการให้อาหารสัตว์เหล่านี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะในช่วงบ่ายสิงโตและเสือต่างก็นอนพักกันใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่

นอกเหนือจากสัตว์ที่กล่าวมา ยังมีสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายที่รอให้ผู้อ่านแวะเข้าไปเยี่ยมชม โดยสวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิลด์เปิดเปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ 09.00 น. – 16.30 น. วันเสาร์อาทิตย์ 09.00 น. – 17.30 น. และที่สำคัญ นอกจากโซนซาฟารีปาร์คแล้ว ยังมีอีกสองโซนที่ควรค่าแก่การเข้าชม

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

รีวิวหนังสือ: ยอดมนุษย์ดาวเศร้า

“ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว” ประโยคนำของบทหนึ่งในหนังสือยอดมนุษย์ดาวเศร้ากำลังบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตคนธรรมดาที่แตกต่างอาชีพ ต่างที่มา ต่างวัย ต่างเพศ แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ “ต่างเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ และเยียวยาซึ่งกันและกัน”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

แก่นของหนังสือยอดมนุษย์ดาวเศร้ากำลังอธิบายผ่านลายเส้นให้ผู้ที่มีความเศร้าในใจทุกคนรับรู้ว่า เราทุกคนล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน บางครั้งเราอาจสร้างผลกระทบให้กับบุคคลอื่นโดยไม่รู้ตัว การกระทำที่เล็กน้อยของเรา หรือแม้กระทั่งคำพูดคำเดียวที่เราไม่ได้คิดอะไร กลับสามารถกระเพื่อมไปถึงคนอื่นได้โดยที่เราไม่คาดคิด แต่เราเองก็สามารถเยียวยาซึ่งกันและกัน

องอาจ ชัยชาญชีพ นักเขียนผู้อาศัยอยู่บนดาวดวงเศร้า มีโลกสีเทาและหนวดเคราประปราย นิยามตัวเองว่าเป็นนักเล่าเรื่องผ่านงานเขียนหลากหลายรูปแบบ โดยมีผลงานบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก และรวมเล่มมาแล้วมากกว่าสิบเล่ม ซึ่งมีผลตอบรับดีมาก โดยหนังสือเล่มนี้ที่ผู้เขียนซื้อมาก็เป็นการตีพิมพ์ครั้งที่ 17 แล้ว

“คุณเคยได้ยินเรื่องของ 52 Hz มั้ย? มันเป็นวาฬสีน้ำเงินที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เพราะไม่สามารถส่งคลื่นความถี่ของตัวเองไปยังวาฬตัวอื่นได้ ก็เลยต้องโดดเดี่ยวโดยตลอด” หลายครั้งที่ความเศร้ามักทำให้เราโดดเดี่ยว แต่ความโดดเดี่ยวนั้นเราก็ยังต้องอยู่กับมันอย่างเลี่ยงไม่ได้

หนังสือเล่มนี้พยายามบอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่อยู่ในโลกสีเทา ดวงดาวแห่งความเศร้า มีภาวะที่ขาดความสุขและไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ผ่านการบอกเล่าด้วยภาพที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณองอาจ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของแต่ละตัวละครมีความเชื่อมโยงถึงกันดังเช่นกระโยคคำโปรยที่หน้าปกว่า “เราต่างเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ และเยียวยาซึ่งกัน”

ยอดมนุษย์ดาวเศร้าเล่มนี้เหมาะแก่ผู้ที่คิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว คิดว่าตัวเองอยู่ตัวคนเดียว และคิดถึงแต่ด้านลบของโลกสีเทา และยังสอนให้ผู้อ่านตระหนักคิดถึงการมีชีวิตต่อไป แม้โลกจะสีเทา แต่สุดท้ายทุกชีวิตจะต้องตาย เราไม่ต้องดิ้นรนเพราะยังก็ตายชัวร์ๆ เพียงแค่รออยู่เฉยๆให้ถึงเวลาตายเอง และตอนนี้ก็มีชีวิตอยู่ต่อไปก่อน กว่าจะรู้อีกทีเดี๋ยวความหม่นเศร้าก็หายไป และก็จะเลิกสนใจไปเอง

ยอดมนุษย์ดาวเศร้า ราคา 250 บาท

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

รีวิวเมนูของท่านเล่น ที่ The Pizza Company

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดเด่นสำคัญของเดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company) คือ การขยายเมนูเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สลัด ไก่บาร์บีคิว พาสต้า ของทานเล่น ฯลฯ ที่มีมากกว่า 20 ชนิด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ร้านอาหารแฟรนไชส์พิซซ่ามีภาพลักษณ์ของร้าน Fast & Junk Food ในทันที

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นอกเหนือจากเมนูพิซซ่าสุดฮิตที่หลายคนนิยมสั่งแล้ว ก็ยังมีของทานเล่นอื่นๆ ที่ยังเป็นจุดขายให้กับเดอะ พิซซ่า คอมปะนีอีกมากมาย และวันนี้เราจะมาเปิดเมนูของทานเล่นประจำเดอะ พิซซ่า คอมปะนี กัน

ปีกไก่บาร์บีคิว

หนึ่งในเมนูยอดฮิตตลอดกาลคือ ปีกไก่บาร์บีคิว ที่มีรสชาติเป็นมาตรฐานที่ไม่ว่าใครได้ลิ้มลองก็ต้องติดใจ

ราคาเริ่มต้นที่ 149.- บาท 6 ชิ้น แต่หากยังไม่จุใจ สามารถสั่ง 10 ชิ้นในราคาเพียง 219.- บาท

นอกจากนี้เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ก็ยังขยายเมนูไก่โดยเพิ่มรสชาติให้เป็น ปีกไก่กรอบราดซอสเกาหลี และเอาใจสายแซ่บซี๊ดด้วย ซอสสไปซี่เกาหลีอีกด้วย ซึ่งราคาก็เท่ากับรสชาติบาร์บีคิวดั้งเดิม

นอกจากนี้ยังมีเมนูทานเล่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกชุบแป้งทอด ปลาชุบเกล็ดขนมปังทอด พิซซ่าพัฟ และอีกมากมาย

หอยลายอบชีสและขนมปังกระเทียม

อีกหนึ่งเมนูที่น่าจะมาเอาใจสายซีฟู้ดคือ หอยลายอบชีสเสริฟพร้อมขนมปังกระเทียมร้อนๆ ชีสเต็มคำเยิ้มๆ

แนะนำให้รับประทานตอนที่กำลังร้อนๆ จะทำให้รสชาติของชีสเข้มข้นมากๆ เพียงแค่ปลายช้อนตักจ้วงเข้าไป ชีสและหอยก็ทะลักล้นออกมาพร้อมให้ลิ้มลองอย่างเต็มคำ

รสชาติของชีสเยิ้มๆ และหอยลายที่อัดแน่นเป็นที่ถูกใจสายเลิฟชีสแน่ๆ แต่หากใครที่รู้สึกว่าเลี่ยนเกินไป ก็สามารถหยิบขนมปังกระเทียมมารับประทานแกล้มเพื่อตัดรสชาติได้

ราคาของเมนูหอยลายอบชีสและขนมปังกระเทียมอยู่ที่ 159.- บาท จะได้หอยลายอบชีส 3 ที่ และขนมมปังกระเทียม 6 ชิ้น ถือว่ากำลังดี

น้ำมะม่วงลิ้นจี่ปั่น

นอกจากนี้ เมนูเครื่องดื่มที่หลายคนนิยมสั่งก็หนีไม่พ้นน้ำอัดลม แต่อยากจะแนะนำน้ำมะม่วงลิ้นจี่ปั่นเสียหน่อย เพราะมันดีย์งามมากกก ด้วยรสชาติของมะม่วงสุกปั่นที่หวานๆ ตัดกับลิ้นจี่ที่ออกเปรี้ยว ทำให้เครื่องดื่มเมนูนี้ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว และเป็นอีกหนึ่งเมนูที่กลมกล่อมมากๆ ราคาของเมนูนี้อยู่ที่แก้วละ 99.- บาทเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ได้คุ้มค่ากับรสชาติมากๆ ครับ

สรุปแล้ว การเข้าร้านพิซซ่า ไม่จำเป็นต้องรับประทานพิซซ่าอย่างเดียว แต่ยังมีเมนูเครื่องเคียงอื่นๆ ที่ยังสามารถสร้างสีสันบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original