ทำยังไงให้เกย์รับแตกเอง!! [18+]

หัวเรื่องของบทความความนี้ค่อนข้างล่อแหลม แต่มันก็ชัดเจนในตัวเอง เพราะหลายคนอาจเคยได้ยินมาว่า เกย์รับถูกกระตุ้นจุดจีสปอตจนถึงจุดสุดยอดด้วยตัวเองโดยไม่ต้องสัมผัส!!!

อธิบายคำศัพท์
แตกเอง = เกย์รุกมีเซ็กส์จนเกย์รับถึงจุดสุดยอดโดยไม่ได้ช่วยตัวเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Advertisements

บทความนี้จะมาอธิบายสาเหตุว่า ทำไมเกย์รับถึงเสียวจนแตกเอง? เกย์รุกต้องทำยังไง? ขนาดมีส่วนเกี่ยวข้องมั้ย? หรือท่วงท่าและลีลาสำคัญที่สุด?

ทำไมเกย์รับถึงแตกเอง?

การที่เกย์รับจะแตกเองได้ ต้องถูกกระตุ้นบริเวณจีสปอต หรือจะเสียวของเกย์ที่สามารถกระตุ้นได้ผ่านทางทวารหนัก ดังนั้นการมีเซ็กส์สำหรับเกย์ จึงเป็นการสอดใส่อวัยวะเพศทางประตูหลัง เพื่อไปกระตุ้นจุดบริเวณดังกล่าวให้เกิดความรู้สึกเสียว

อ่านเรื่อง: จีสปอตเกย์อยู่ตรงไหน อะไรที่ทำให้เกย์รับเสียว?

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสียวที่เกิดขึ้นอาจไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้เกย์รับแตกเองในทันทีทันใด แต่การกระตุ้นแรงๆ ถี่ๆ บ่อยครั้งตามจังหวะที่ดี จะทำให้จุดจีสปอตถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง และทำให้เกย์รับสามารถถึงจุดสุดยอดได้โดยที่ไม่ต้องใช้มือในการช่วยตัวเองเลย

หลายคนอาจจะมองว่าความยาวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกย์รับแตกเอง แต่จากสรีระของมนุษย์ จุดจีสปอตไม่ได้อยู่ลึกมาก และสามารถใช้นิ้วมือของตัวเองสอดเข้าไปเพื่อกระตุ้นได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีอาวุธยาว หรืออาวุธสั้น ก็สามารถทำให้เกย์รับถึงจุดสุดยอดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขนาดและความยาวเป็นความชื่นชอบส่วนบุคคล อาจมีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบเรื่องขนาดเป็นพิเศษ

ปัจจัยที่ทำให้เกย์รับแตกเอง

จริงๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้เกย์แตกเองไม่ได้อยู่ที่การสอดใส่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องอาศัยการเล้าโลม ท่วงท่าลีลา การขยับสรีระให้เข้ากับอีกฝ่าย รวมถึงการจูบลูบไล้บริเวณสัดส่วนของร่างกายก็ช่วยกระตุ้นให้อารมณ์ของฝ่ายรับถึงขีดสุดได้

อย่างไรก็ตาม Sean Jameson ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็กส์ที่ Bad Girls Bible อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้สามารถถึงจุดสุดยอดได้โดยไม่ต้องสัมผัมอวัยวะเพศเอาไว้ดังนี้

  1. หาจุดอ่อนไหวให้เจอ เพราะทุกคนล้วนมีจุดที่ชื่นชอบด้วยกันทั้งนั้น บางคนอาจจะชอบการจูบแบบลึกซึ้ง บางคนอาจจะอยากให้กัดหัวนมเล่นเบาๆ แต่ต้องระวังให้ดี เพราะบางจุดก็อาจเป็นจุดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกจั๊กจี๊ขึ้นมาได้
  2. ใช้ตัวช่วย เช่น Cock Ring หรือใช้เชือกรัดบริเวณอัณฑะหรืออวัยวะเพศ หรือเครื่องนวด โดยเอามานวดคลึงบริเวณต่อมลูกหมาก หรือจุดจีสปอต
  3. แรงเสียดสีจากภายนอก Stephen Snyder ผู้เขียนหนังสือ Love Worth Making: How to Have Ridiculously Great Sex in a Lasting Relationship บอกว่า “ผู้ชายบางคนสามารถถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการกระตุ้นทางร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยปกติหากมีการแข็งตัวและถูกกดทับด้วยอะไรบางอย่าง ซึ่งการถูกันของอวัยวะเพศกับหน้าท้องของฝ่ายรุกก็อาจทำให้ฝ่ายรับถึงจุดสุดยอดได้เช่นกัน

สรุป

การที่จะทำให้เกย์รับถึงจุดสุดยอดนั้น เกย์รุกจะต้องเข้าใจบริบทของการเป็นรับว่าจุดไหนที่สามารถทำให้เสียวได้ จังหวะไหนที่ทำให้เกย์รับมีความสุข โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียนมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า เกย์รุกที่ดี จะต้องเคยรับ 555+ เพราะเมื่อเราเคยรับ เราจะรู้ว่าต้องการอะไร และหากเราเป็นฝ่ายรุกในครั้งต่อไป ก็จะสามารถบรรเลงเพลงรักได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

จีสปอตเกย์อยู่ตรงไหน อะไรที่ทำให้เกย์รับเสียว?

ชายจริงหญิงแท้หลายคนอาจจะสงสัยว่ากลุ่มชายรักชาย หรือกลุ่มเกย์ ทำไมถึงร่วมรักกันทางประตูหลัง มันไม่เจ็บเหรอ? รูทวารจะฉีกขาดมั้ย? ทำไมเกย์ถึงยอมให้อีกฝ่ายเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไป?

บทความนี้ปรภจะมาอธิบายหลักทางเทคนิคที่กลุ่มชายรักชายหลายคนอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่หลายคนก็อาจจะเป็นเก้งมือใหม่เพิ่งเข้าวงการ เลยยังไม่กล้าเปิดประตูต้อนรับให้ใครเข้าบ้าน

อธิบายคำศัพท์
มิจิ – อวัยวะเพศหญิง
มิดจู้ – อวัยวะเพศชาย
ประตูหลัง – ทวารหนักของเกย์รับ

banner
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Advertisements

ก่อนอื่นเลยอธิบายแบบหยาบๆ ก่อนว่า เกย์รุก คือผู้ที่นิยมเป็นฝ่ายกระทำ โดยใช้อวัยวะเพศชายสอดใส่เข้าไปทางทวารหนักของเกย์รับ ตรงนี้ที่หลายๆ คนมักจะเกิดข้อสงสัยว่า มันไม่เจ็บเหรอ? มันเสียวตรงไหน?

อย่าเพิ่งตกใจและร้องอี้ไป เพราะก่อนที่เกย์รุกจะเปิดประตูหลังของฝ่ายรับ ก็จำเป็นจะต้องมีการเคาะประตูเสียก่อน เพราะถ้าพรวดพราดกระแทกเข้าไป มีหวังเจอเหมืองทองกระเด็นกระจายอย่างแน่นอน

แต่บทความนี้ไม่ได้มาลงดีเทลการมีเซ็กส์ของกลุ่มเกย์ แต่ถ้าใครอยากรู้ก็ไปตามอ่านบทความที่เกี่ยวข้องด้านล่างนี้ได้

จีสปอตเกย์อยู่ตรงไหน?

กลับมาที่จุดจีสปอต หรือจุดเสียว ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่าจีสปอตผู้หญิงของผู้หญิงจะอยู่ภายในผนังช่องคลอดใต้กระเพาะปัสสาวะ เวลาผู้ชายกระตุ้นถูกจุด ก็จะระเบิดความเสียวออกมาอย่างยาวนาน

แต่สำหรับผู้ชาย จุดจีสปอตของเกย์จะเล็กมาก ถ้าให้อธิบายละเอียดก็คือ จีสปอตเกย์อยู่ระหว่างท่อทางเดินปัสสาวะ กับกล้ามเนื้อที่ใช้กลั้นฉี่ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่สเปิร์มจะไหลจากต่อมลูกหมากไปยังมิดจู้

การจะกระตุ้นจุดเสียวของเกย์ หรือของเพศชายจะทำเหมือนเพศหญิงไม่ได้ เพราะไม่ได้มีมิจิด้านหน้า ก็เลยต้องอาศัยการกระตุ้นผ่านผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเข้าไปทางประตูหลัง ก็เลยเป็นที่มาของเกย์รุก ที่ใช้มิดจู้พิชิตประตูหลังเพื่อให้มีเซ็กส์ในแบบฉบับของเกย์

แม้ว่าจริงๆ จะมีเกย์บางคนไม่ชอบการมีเซ็กส์ทางประตูหลังอยู่เยอะก็ตาม : อ่าน เกย์ไม่ชอบเซ็กส์ทางประตูหลังมีอยู่จริง

banner

ช่วยตัวเองให้ถึงจุดสุดยอดผ่านจีสปอตได้หรือไม่?

จริงๆ แล้วจุดเสียวเกย์สามารถสำเร็จความใคร่ได้ด้วยตัวเอง แต่ข้อควรระวังก่อนจะเริ่มภารกิจคือ ตัดเล็บและตะไลให้หายคมเสียก่อน จากนั้นใช้เจลหล่อลื่นทาทั่วบริเวณประตูหลังและนิ้วมือ

จากนั้นใช้นิ้วมือข้างที่ถนัดสอดเข้าประตูหลังไม่ต้องลึกมาก ให้นิ้วมือกระดกไปทางด้านหน้า (ด้านมิดจู้) แล้วกดคลึงเบาๆ ตรงผนังของลำไส้ใหญ่

แต่หากต้องการกระตุ้นจีสปอตเกย์จากภายนอก ก็สามารถนวดคลึงบริเวณใต้ลูกอัณฑะตรงส่วนโคนมิดจู้ ให้นวดคลึงเป็นวงกลมเล็กๆ เหมือนกับทาครีมก็ได้

Advertisements

ทำไมถึงเรียกจีสปอตว่าจุดเสียว

ความเสียวจากการถูกกระตุ้นที่จุดจีสปอตมันรุนแรงมากกว่าเวลาที่ผู้ชายน้ำแตก เพราะมันคือสัมผัสรสชาติที่ทำให้รู้สึกตัวลอยยยยย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ชายแท้หลายๆ คน เมื่อได้โดนกระทำครั้งนึงแล้ว อาจจะติดใจกับความเสียวจากจีสปอต

สาระความรู้เกี่ยวกับจีสปอต จุดเสียวเกย์

ข้อมูลทางวิชาการ ผลสำรวจโดย The World Association for Sexology ระบุว่า ผู้ชายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าการถูกกระตุ้นบริเวณต่อมลูกหมาก หรือจีสปอตระหว่างมีเซ็กส์กับผู้หญิง จะทำให้เขาถึงจุดสุดยอดได้เร็วขึ้น และเสียวมากขึ้น

นอกจากนี้ Columbia University Medical Center ยังเผยผลสำรวจจากผู้ชาย 154 คน พบว่า 10% ของกลุ่มเป้าหมายมีสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้น

ส่วนนักบำบัดทางเพศ Matty Silver ก็อธิบายว่า การนวดต่อมลูกหมากจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณดังกล่าวดีขึ้น ส่งผลให้สมรรถภาพดีขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่นักวิจัยจากโคลอมเบียพบว่า ผู้ชายที่นวดต่อมลูกหมาก จะหลั่งอสุจิมากขึ้นถึง 10% ถึงแม้ว่าอสุจิจะไม่ได้ผลิตในต่อมลูกหมาก แต่ 30% ของอสุจิก็มาจากของเหลวที่ผลิตในต่อมลูกหมากนั่นเอง

และที่สำคัญนักวิจัยยังบอกอีกว่า การนวดต่อมลูกหมากช่วยลดความเจ็บจากภาวะต่อมลูกหมากโตได้ 80% ซึ่งในเรื่องนี้ Matty Silver ก็ออกมาสนับสนุนว่า การนวดต่อมลูกหมากจะช่วยลดภาวะคั่งตัวของเหลวที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะต่อมลูกหมากอักเสบได้อีกด้วย

สรุป

การมีเซ็กส์ทางประตูหลัง ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในกลุ่มชายรักชายเท่านั้น ในปัจจุบันกลุ่มคู่รักชายหญิงก็มีประสบการณ์เซ็กส์ทางประตูหลังด้วยกันท้้งสิ้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การถึงจุดสุดยอดจากบริเวณประตูหลัง หรือการกระตุ้นจุดจีสปอต์จนสำเร็จ เป็นความเสียวที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ หากใครที่อยากจะลองก็สามารถใช้นิ้วของตัวเองในการเริ่มต้นได้ ก่อนจะต่อยอดด้วยการหาใครสักคนมาช่วย

ข้อมูลอ้างอิง:

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

10 สาเหตุ ทำไมคนรักถึงนอกใจกัน

ปัญหาเรื่องแฟนนอกใจ แฟนไปมีคนอื่น เป็นสิ่งที่หลายคนเคยพบเจอกันมาบ้าง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีจัดการกับแฟนนอกใจที่แตกต่างกันไป บางคู่อาจจะเลิกรากัน บางคู่อาจจะตกลงจากกันด้วยดี แต่ในบทความนี้ไม่ได้จะมาบอกเล่าถึง 10 สาเหตุที่คนส่วนใหญ่นอกใจไปมีคนอื่นกันครับ

10 สาเหตุ ทำไมคนรักถึงนอกใจกันนี้ มาจาก Dr.Chris Donaghue นักบำบัดความสัมพันธ์และเพศ นักเพศศาสตร์ นักเขียน วิทยากร ที่อยู่ในแวดวงความรักและความสัมพันธ์คล้ายกับพี่อ้อยพี่ฉอดบ้านเรา ที่จะมาเผยที่มาที่ไป ให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น และอาจจะช่วยให้หลายๆ คู่รักประคองกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

Advertisements
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

1. การรักเดียวใจเดียวเป็นเรื่องยาก

ปัจจุบันมนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ก็นานขึ้นตาม การพยายามประคองความรักและความสัมพันธ์กับคู่ก็ยากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ทำให้มือที่สามอาจเริ่มต้นด้วยการทักทายเพียงเล็กน้อยบนโซเชียลมีเดีย และอาจนำไปสู่การมีใจให้กันในที่สุด

2. เซ็กส์เป็นตัวแรงขับที่มีพลัง

การตื่นตัวทางเพศหรืออารมณ์ทางเพศเป็นตัวขับเคลื่อนมนุษย์ที่รุนแรงที่สุด บางครั้งอาจถึงขั้นให้เราไม่สามารถห้ามตัวเองและจัดการลำดับความสำคัญได้ ทำให้ลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

การตื่นตัวทางเพศถึงขั้นทำให้เราเต็มใจเอาอวัยวะแปลกๆ ใส่เข้าปากตัวเองได้ ยอมนอนดึกเพื่อทำกิจกรรมทางเพศ และพลาดงานสำคัญๆ หลายอย่างได้ง่าย เซ็กส์จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หลายคู่เลิกกัน เพราะมีความต้องการไม่ตรงกัน

3.ความคลั่งเซ็กและกลัวเซ็กส์ที่มาพร้อมกัน

เป็นที่รู้กันดีว่าวัฒนธรรมของเรายังขาดการให้ความรู้ทางเพศ เพศศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวและหลบอยู่ในเงามืดที่วัยรุ่นจะต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ทำให้มีปฏิกิริยาต่อความต้องการทางเพศเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ต้องอยู่ในที่ลับ คุยแบบเปิดเผยไม่ได้

แต่คนในสังคมกลับคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจวิธีการจัดการอารมณ์ทางเพศได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่ ยังไม่เคยมีใครสอนเราแม้แต่น้อย ดังนั้นเรื่องเซ็กส์ที่หลบอยู่ในที่ลับ จึงไปพร้อมกับการนอกใจที่อยู่ในมุมมืดที่คู่รักไม่กล้าพูดกันตรงๆ

4.ไม่มีใครถูกสอนเรื่องความสัมพันธ์

ทุกความสัมพันธ์จะต้องมีข้อจำกัดของตัวเองชัดเจน หากคุณกับคู่รักตกลงที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Open Relationship แล้ว จะต้องแยกให้ออกระหว่างคู่เซ็กส์ กับคู่รัก และจะต้องชัดเจนกับสถานะนั้น

หากความชัดเจนไม่มากพอ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างเร็วทำให้คู่รักที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์จะพบว่าการแยกระหว่างเซ็กส์และความรักเป็นเรื่องที่ยาก

5.กลัวที่จะแยกทาง

ความกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวเมื่อแยกทางกับคู่รัก เหตุเพราะมีคนใหม่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปได้รอดหรือไม่ ทำให้ฝ่ายหนึ่งต้องหลบๆ ซ่อนๆ ปิดบังกับคู่ของตัวเอง

การเดินออกจากความสัมพันธ์คู่รักไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิตคู่ แต่การทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อทั้งคู่ต่างหาก ที่เป็นความล้มเหลว คุณภาพของความสัมพันธ์คือความเข้าใจว่ามันไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่ระยะเวลาที่ต่างฝ่ายต่างยื้อกัน

6.กลัวการช่วยตัวเองระหว่างมีความสัมพันธ์

การช่วยตัวเอง การดูหนังโป๊ หรือใช้เซ็กส์ทอยกับตัวเองล้วนแต่เป็นวิธีปลดปล่อยอารมณ์ที่ดี และเป็นเครื่องมือที่คู่รักควรอนุญาตให้อีกฝ่ายใช้งานได้เมื่อต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ

การใช้เซ็กส์ทอย การดูหนังโป๊และช่วยตัวเอง ไม่ใช่การนอกใจ แต่การที่เรามองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งผิดปกติต่างหากที่กลายเป็นข้อจำกัดที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับความสัมพันธ์ของคู่รัก

7.การรักเดียวใจเดียวไม่เหมาะกับทุกคน

การรักเดียวใจเดียว การแต่งงาน และความสัมพันธ์ระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถรักษาเอาไว้ได้ เพราะแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ทำให้หลายๆ ครั้งการอยู่คนเดียวอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

8.การเข้ากันได้ทางเพศ

ความรู้สึกดึงดูดและชอบในตัวคู่ของคุณไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ความรักเสมอไป คุณอาจเลือกมีสัมพันธ์แบบชั่วคราวเพื่อตอบสนองอารมณ์ทางเพศกับคนที่เข้ากันได้

การรักเดียวใจเดียวจึงเป็นความท้าทายของคู่รักที่มีความต้องการทางเพศ และความสนใจทางเพศที่ไม่เข้ากัน เพราะจะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกไม่ได้เติมเต็มในชีวิตเซ็กส์

9.มองว่าการมีเซ็กส์ไม่ใช่วิธีการสร้างความสัมพันธ์

เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ของคู่รักยกระดับสู่ความจริงจัง การมีเซ็กส์จะถูกลดความสัมพันธ์ลง แต่การมีเซ็กส์ที่น้อยลงของคู่รักไม่ได้หมายความว่าความต้องการทางเพศของแต่ละฝ่ายจะน้อยลงตามไปด้วย แต่มันจะถูกแสดงอกด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การนอกใจ การแสวงหาความสุขชั่วคราว ดังนั้นคุณและคู่รักควรทำให้เซ็กส์เป็นเรื่องสำคัญและสร้างความอีโรติกอยู่เสมอ

10.การอดทนต่อความไม่มั่นใจทางเพศ

ความสัมพันธ์จะแข็งแกร่งเมื่อทั้งคู่พูดคุยกัน ต้องพูดคุยถึงความต้องการของตัวเอง หากคุณรู้สึกมีอารมณ์ทางเพศต้องกล้าที่จะบอกคู่ของคุณ และต้องปรับความเข้าใจกันกัน และหากคุณมีความรู้สึกอยากนอกใจคนรักก็ควรรีบบอกเพื่อช่วยกันหาทางแก้ไข

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เทคนิคการช่วยตัวเองของผู้ชาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีผู้ชายคนไหน (หรือเกย์) ที่ไม่เคยช่วยตัวเอง ความสุขจากอารมณ์กามารย์ เป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคย แต่การน้อยคนที่จะรู้วิธีสร้างความสุขหรือยืดระยะเวลาความสุขนั้นให้ระเบิดออกจากข้างใน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
banner

การช่วยตัวเอง หรือชักว่าว กลายเป็นการพูดติดตลกขำขัน เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่พูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นการท้าทายความเป็นชาย และกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึงวิธีการอย่างถูกต้องกันจริงจัง

เราทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเองให้เสร็จอย่างรวดเร็ว และทำอย่างลับๆ ในช่วงวัยรุ่น แต่สิ่งที่เคยได้ผลกับเราในช่วงวัยนั้น อาจจะไม่ได้ผลกับเราในวัยปัจจุบัน

เมื่อเราโตขึ้น อายุมากขึ้น ร่างกายและรสนิยมทางเพศของแต่ละคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้เราต้องการแนวทางในการช่วยตัวเองเพื่อให้เหมาะกับคุณค่าและความต้องการของแต่ละคนในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ช่วยตัวเองอย่างรับรู้

ปัญหาใหญ่ที่ผู้ชายหลายคนมักผิดพลาดคือ การช่วยตัวเองด้วยความเร็วที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึกในระหว่างมีเซ็กส์จริงๆ คือปัญหาใหญ่ โดย Kinsey Institute เผยสถิติว่า 75% ของผู้ชายที่ช่วยตัวเอง มักจะเสร็จในระยะเวลา 2 นาที หรือน้อยกว่านั้น

การเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น หมายถึงความเร่งรีบที่ผู้ชายต้องการจะไปถึงจุดสุดยอดให้เร็วที่สุด จึงทำอย่างเร่งรีบ และโฟกัสแต่เส้นชัยเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจความรู้สึกระหว่างทางที่มีอะไรดีๆ อีกมากให้ดื่มด่ำ

การช่วยตัวเองอย่างรับรู้ หมายถึง การรู้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังทำอะไร และลิ้มรสความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยตัวเองจนใกล้ถึงจุดสุดยอด แล้วให้หยุดพัก และกลับมาทำต่อเพื่อเลี่ยงการถึงจุดสุดยอดอย่างเร่งรีบ

เทคนิคที่อยากนำเสนอคือ แทนที่จะหยุดพัก แต่ให้ลองเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนมือข้างที่ช่วยตัวเอง ลองโฟกัสลมหายใจ เปลี่ยนมุมการช่วยตัวเอง หรือกระตุ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ก็สามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ความจริงแล้ว เทคนิคการช่วยตัวเองไม่ใช่การสอนวิธีการชักว่าวให้นานขึ้น หรือให้ถึงจุดสุดยอดให้ดีขึ้น แต่เป็นการสอนให้ผู้ชายทุกคนปล่อยวางมาตรฐานและความคาดหวังของสังคมที่ควบคุมความพึงพอใจทางเพศของเรา

การช่วยตัวเองควรเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับอารมณ์และความรู้สึก ปล่อยวางความคาดหวัง และยอมให้ความรู้สึกนำทางไปสู่จุดสุดยอด เพราะการช่วยตัวเอง ควรเป็นการพาอารมณ์ไปยังจุดสุดยอด ไม่ใช่การเร่งรีบเพื่อให้เสร็จสมอารมณ์หมายเพียงอย่างเดียว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

9 วิธี รักษาแผลใจ จากการอกหัก

9 วิธี รักษาแผลใจ จากการอกหัก

ความรัก เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีพลังมหาศาล สามารถทำให้คนมีพละกำลัง มีแรงใจเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ในอีกมุมหนึ่ง ความรักคือพิษร้าย ที่หากใครดื่มด่ำกับความรักด้วยความลุ่มหลง พิษของความรักจะสร้างแผลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้นั้นได้เลย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

หากเรายืนอยู่นอกกรอบความรัก เราจะสามารถให้กำลังใจเพื่อนที่อกหักได้ แต่ละคนจะมีวิธีเยียวยาเพื่อนในวิธีที่ต่างกัน บางคนจะพาเพื่อนไปเที่ยว บางคนจะคอยปลอบใจเพื่อนอยู่ข้างๆ หรือบางคนอาจจะรับบทนักเทศนาที่เทศจนกว่าเพื่อนจะหาย

แต่เมื่อการอกหักเกิดขึ้นกับตัวเอง มักจะเอาตัวไม่รอด นั่นเพราะการยืนอยู่ด้านนอกกรอบความรัก กับการเผชิญความจริงด้วยตนเอง มันสร้างความเจ็บปวดต่างกัน

คุณรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเยียวยาแผลใจได้ แต่ ณ ตอนนั้นคุณไม่มีแรงที่จะฟื้นฟูตัวเอง บทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีเยียวยาแผลใจให้กับทุกคนที่อยากจะยืนขึ้น และพร้อมเปิดรับทุกคนที่เข้ามา

1. ความรักไม่เคยไร้สาระ ไม่มีใครสำเร็จหรือล้มเหลว

ทุกความสัมพันธ์มีเรื่องราวของตัวเอง แม้ว่าจุดจบจะสร้างบาดแผล แต่ที่ผ่านมาคุณก็เคยสร้างเรื่องราวดีๆ ด้วยกัน อย่ามัวแต่มองจุดจบว่าความรักของคุณล้มเหลว เพราะความรักไม่มีจุดสิ้นสุด แต่ให้จำเรื่องราวดีๆ ที่เคยผ่านมาด้วยกัน และเดินก้าวไปต่อ สู่บทเรียนรักครั้งใหม่

2. อย่าส่อง!

อย่ายึดติดกับสิ่งที่เค้าเป็น การจากลาของความสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจ หากยังเจ็บปวด การแอบตามไปดูโซเชียลมีเดียไม่ได้ช่วยเยียวยาคุณได้ เพราะมันจะยิ่งทำให้เค้าอยู่ในใจของคุณ ทางที่ดีคุณควรบล็อกทุกโซเชียลมีเดียแล้วหันหลังให้กับอดีต

Man with smartphone
Man with smartphone

3. เปิดใจรับความเจ็บปวด อย่าพยายามมีความสุข

แผลที่ใจเป็นแผลที่ใหญ่ หากคุณไม่มองมัน หรือพยายามลืมมัน แผลจะสมานช้า อย่าลืมว่าแผลใหม่ยังสด ต้องการยารักษา คุณควรยอมรับว่าตอนนี้กำลังบาดเจ็บ และหาสิ่งเยียวยาให้จิตใจ ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง หรือหาสิ่งที่เติมเต็มกำลังใจให้กับตัวเอง

4. การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

การดูแลตัวเองจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น การรับประทานอาหารที่ดี (ไม่ได้หมายถึงอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เป็นชาบูหมูกระทะที่มีพลังในการเยียวยา) นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ไปพบเจอเพื่อนเก่าจะทำให้คุณฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

picture of two man on Silhouette

5. เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ที่จบลงจะแสดงให้เราเห็นรูปแบบของปัญหาที่เราเองเป็นผู้ก่อ หากมองย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่ควรแก้ไขเราสามารถนำมาใช้ในความรักครั้งถัดไปได้

6. อย่าพูดถึงแฟนเก่าอย่างเสียหาย

ไม่ว่าความรักของคุณจะสิ้นสุดอย่างชอกช้ำแค่ไหน คุณไม่ควรนำเรื่องราวของความสัมพันธ์นั้นไปย่ำยีกับใครต่อใคร อย่าเอาความรู้สึกแย่ไปลงโซเชียลมีเดีย หรือฝากไว้กับเพื่อน เพราะนอกจากมันจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น บางครั้งมันจะทำให้คุณเป็นคนที่จัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่เป็นอีกด้วย

2 Mens

7. อย่ากลัวถ้าจะต้องมีเดทหรือมีเซ็กส์

ระยะห่างระหว่างการจบความสัมพันธ์ หรือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ตัววัดว่ามันเป็นความรักที่ดี เพราะความรักครั้งใหม่ที่เข้ามารวดเร็วก็ช่วยเยียวยาคุณได้ และสร้างความมั่นใจให้คุณรู้สึกว่ายังมีคนต้องการคุณอยู่

8. ทิ้งช่องว่างของความสัมพันธ์แบบโรแมนติกออกไป

การรีเทิร์นกลับไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบเพื่อนกับแฟนเก่า ถือเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างหนึ่งที่คุณควรเก็บเอาไว้ เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่รู้จักจัดการการเลิกกันแบบสมบูรณ์แบบ และซื่อสัตย์แล้ว คุณยังได้เพื่อนที่รู้รายละเอียดในชีวิตมาเป็นที่ปรึกษาอีกคน และยังช่วยให้แผลใจสมานเร็วมากๆ

9. การเลิกกับแฟน ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำตัวไม่ดี

หลังจากเลิกกับแฟนหลายคนอาจจะมุ่งสู่ชีวิตเหลวแหลก เพื่อหาความสุขชั่วคราวมาทดแทน แต่มันไม่ใช่ความสุขแบบยั่งยืน เพราะคุณกำลังซ่อนบาดแผลเอาไว้ สุดท้ายคุณก็ยังลืมเขาไม่ได้ และยังอาจสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น คุณควรหาอะไรที่สร้างสรรค์ทำ หรือเปิดรับเพื่อนใหม่เผื่อจะเจอคนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็ได้

ทั้ง 9 ข้อนี้อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีที่สุด แต่มันขึ้นกับแต่ละคนว่าจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร เราทุกคนล้วนแต่เป็นครูให้กับตนเองผ่านประสบการณ์ชีวิต คำแนะนำของอีกคน อาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ดังนั้นประสบการณ์ชีวิตที่คือการเผชิญด้วยตนเอง และรับมือมันอย่างมีสติ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Photo by Austin Distel on Unsplash

การใช้อินเทอร์เน็ต สู่ชีวิตดิจิทัลของชายรักชาย

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในปัจจุบันในระดับปัจเจกบุคคลก่อให้เกิด “ชีวิตดิจิทัล (Digital Life)” ชีวิตสมัยใหม่ที่เชื่อมกันด้วยการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัล ทำให้วิถีสังคม วิถีการทำงาน วิถีครอบครัว และวิถีทางวัฒนธรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง และช่วยให้กระบวนการในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ทำได้หลายรูปแบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้มาถึงจุดที่ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจ และเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย มีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังสร้างประโยชน์ให้กับชายรักชายอย่างมาก เนื่องจากการแสดงตัวตน “ชายรักชาย (เกย์)” ในพื้นที่แห่งความเป็นจริงส่วนใหญ่จะแสดงออกมาในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่เฉพาะกลุ่ม โดยชายรักชายจะเปิดเผยตัวตนในทุกพื้นที่ที่ตนเองมีความรู้สึกว่าปลอดภัยหรือไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น

อย่างไรก็ตามชายรักชายบางกลุ่ม ไม่สามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้ จึงใช้พื้นที่ในอินเทอร์เน็ตในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะเป็นพื้นที่ทุกคนสามารถปรับแต่งตัวตนและเลือกแสดงออกมาตามต้องการได้ จึงเกิดการเข้ามาหาเพื่อน หาคนรัก หาเซ็กส์ หรือซื้อ-ขายบริการทางเพศในอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำได้ยากในพื้นที่แห่งความเป็นจริง เพราะบางคนต้องรักษาสถานะทางสังคมเอาไว้

การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำของชายรักชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เฟซบุ๊ก กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศของชายรักชายได้เป็นอย่างดี

ในอดีตผู้คนจะเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศทางตรงด้วยวาจา และทางอ้อมด้วยพฤติกรรม แต่ในปัจจุบันชายรักชายสามารถเปิดเผยตนเองทางตรงด้วยการโพสต์ข้อความประกาศแก่สาธารณะได้ว่า “ฉันเป็นเกย์” หรือตั้งค่าในส่วนของข้อมูลพื้นฐานว่า “ฉันสนใจในผู้ชาย” ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เข้ามาดูทราบถึงรสนิยมทางเพศ นับเป็นการเปิดเผยตนเองในทางอ้อม

นอกจากนี้ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อปี พ.ศ. 2558 สพธอ. ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตจำแนกตามเพศพบว่า เพศที่สาม เป็นเพศที่มีจำนวนชั่วโมงการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด เมื่อเทียบกับเพศชายและเพศหญิง อีกทั้งสื่อสังคมออนไลน์อันดับแรกที่เพศที่สามนิยมใช้ได้แก่ เฟซบุ๊ก เมื่อสรุปภาพรวมแล้ว เพศที่สามเป็นผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าเพศชายและหญิง โดยเฉพาะการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก

จากที่มาและความสำคัญดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาในเรื่องของ “รูปแบบการดำเนินชีวิต และการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย” เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนได้มากถึง 50% ของประชากรทั่วโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย และเฟซบุ๊กเป็นสื่อที่ชายรักชายนิยมใช้เป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เฟซบุ๊กยังเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่กลุ่มชายรักชายสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองทั้งในทางตรงและทางอ้อมได้อีกด้วย

อ่านบทความวิชาการเรื่อง รูปแบบการดำเนินชีวิต และการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย ได้ที่นี่ คลิก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Photo by Austin Distel on Unsplash

ไลฟ์สไตล์และการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของเกย์ไทย

บทความนี้เป็นบทความวิชาการเรื่อง รูปแบบการดำเนินชีวิต และการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย โดย ปรภัต จูตระกูล และ ผศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาลักษณะของรูปแบบการดำเนินชีวิตและการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย และเพื่อศึกษาความแตกต่างของการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊ก ของกลุ่มชายรักชายที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยเก็บข้อมูลผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มชายรักชายอายุระหว่าง 20-35 ปี จำนวน 400 คน ที่มีการใช้งานเฟซบุ๊ก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) การวิเคราะห์ปัจจัยและจัดกลุ่ม (Factor Analysis) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (One-Way ANOVA Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยประมวลผลจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชายรักชายมีรูปแบบการดำเนินชีวิตหกกลุ่ม คือ กลุ่มตามบรรทัดฐานสังคม กลุ่มไฮเทคออนไลน์ กลุ่มชาตินิยม กลุ่มวันไนท์สแตนด์ กลุ่มโลกสวย และกลุ่มรักสงบ ทั้งนี้กลุ่มชายรักชายมีการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กในระดับมาก และแต่ละกลุ่มมีการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กที่ไม่แตกต่างกัน

คำสำคัญ: รูปแบบการดำเนินชีวิต, การเปิดเผยตนเอง, ชายรักชาย

Abstract

The aims of this research were to study Lifestyle and Self-Disclosure on Facebook, and to study the differences of Gay Lifestyles and Self-Disclosure on Facebook. The Quantitative research was conducted by using an online questionnaire, the sampling were 400 Male Homosexuals aged between 20-35, who had used Facebook. Descriptive analysis, Factor analysis and One-Way ANOVA analysis were used to analyze data through SPSS program.

The result showed that the Lifestyles of Male Homosexuals could be categorized into 6 groups namely Normalcy Gay Lifestyle, High-tech online Gay Lifestyle, Nationalism Gay Lifestyle, One-Night Stand Gay Lifestyle, Optimistic Gay Lifestyle and Peaceful Gay Lifestyle. In terms of Self-Disclosure on Facebook, the study found that the disclosure rate was high among Male Homosexuals and did not make any differences to Self-Disclosure on Facebook.

Keywords: Lifestyle, Self-Disclosure, Male Homosexual

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในปัจจุบันในระดับปัจเจกบุคคลก่อให้เกิด “ชีวิตดิจิทัล (Digital Life)” ชีวิตสมัยใหม่ที่เชื่อมกันด้วยการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัล ทำให้วิถีสังคม วิถีการทำงาน วิถีครอบครัว และวิถีทางวัฒนธรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง และช่วยให้กระบวนการในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ทำได้หลายรูปแบบ (กมลรัฐ อินทรทัศน์, 2551) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้มาถึงจุดที่ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจ และเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย มีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต (เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ์, 2559)

นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังสร้างประโยชน์ให้กับชายรักชายอย่างมาก เนื่องจากการแสดงตัวตน “ชายรักชาย (เกย์)” ในพื้นที่แห่งความเป็นจริงส่วนใหญ่จะแสดงออกมาในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่เฉพาะกลุ่ม โดยชายรักชายจะเปิดเผยตัวตนในทุกพื้นที่ที่ตนเองมีความรู้สึกว่าปลอดภัยหรือไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น (เนติ สุนทราวราวิทย์, 2553) อย่างไรก็ตามชายรักชายบางกลุ่ม ไม่สามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้ จึงใช้พื้นที่ในอินเทอร์เน็ตในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะเป็นพื้นที่ทุกคนสามารถปรับแต่งตัวตนและเลือกแสดงออกมาตามต้องการได้ จึงเกิดการเข้ามาหาเพื่อน หาคนรัก หาเซ็กส์ หรือซื้อ-ขายบริการทางเพศในอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำได้ยากในพื้นที่แห่งความเป็นจริง เพราะบางคนต้องรักษาสถานะทางสังคมเอาไว้ (ชินวร ฟ้าดิษฐี, 2552)

hand of person using smartphone

การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำของชายรักชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เฟซบุ๊ก กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศของชายรักชายได้เป็นอย่างดี (Goffman, 1959) ในอดีตผู้คนจะเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศทางตรงด้วยวาจา และทางอ้อมด้วยพฤติกรรม แต่ในปัจจุบันชายรักชายสามารถเปิดเผยตนเองทางตรงด้วยการโพสต์ข้อความประกาศแก่สาธารณะได้ว่า “ฉันเป็นเกย์” หรือตั้งค่าในส่วนของข้อมูลพื้นฐานว่า “ฉันสนใจในผู้ชาย” ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เข้ามาดูทราบถึงรสนิยมทางเพศ นับเป็นการเปิดเผยตนเองในทางอ้อม (Owens, 2016)

จากงานวิจัยของ กิ่งรัก อิงคะวัต (2542) เรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มชายรักชาย (เกย์) ในเขตกรุงเทพมหานคร” ได้จัดกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตของกลุ่มชายรักชายออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

  1. Home Gay Lifestyle          
  2. Night Going Gay Lifestyle
  3. Obviously Gay Lifestyle
  4. Trendy Gay Lifestyle           
  5. Conservative Gay Lifestyle
  6. Healthy Gay Lifestyle
Gay couple

ต่อมา เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ (2554) ได้ทำการศึกษาในเรื่องเดียวกันคือ “รูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภค และการเปิดรับสื่อของชายรักชายในเขตกรุงเทพมหานคร” ในครั้งนี้ได้จัดกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตของชายรักชายออกเป็น 7 กลุ่มได้แก่

  1. Traveling Gay Lifestyle      
  2. Elegant Gay Lifestyle
  3. Adventurous Gay Lifestyle
  4. Hi-Technology Gay Lifestyle    
  5. Online Gay Lifestyle
  6. Thailism Gay Lifestyle
  7. Sweet Home Gay Lifestyle

จากงานวิจัยทั้งสองจะเห็นได้ว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตของชายรักชายมีบางกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงไป เห็นได้ชัดจากกลุ่ม Online Gay Lifestyle (เรข์ณพัศ ภาสกรณ์, 2554) ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตเน้นทำกิจกรรมด้านการเล่นอินเทอร์เน็ต สื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ และพูดคุยกับเพื่อนฝูง นิยมดาวน์โหลดเพลงและวิดีโอจากอินเทอร์เน็ต ยามว่างชอบอ่านนิยาย เรื่องสั้น หรือบทความจากเว็บไซต์ ต่างจากงานวิจัยของ กิ่งรัก อิงคะวัต (2542) ที่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีบทบาทมากจนสามารถจัดเป็นกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตได้ ชี้ให้เห็นว่าในงานวิจัยของ เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญจนสามารถจัดเป็นกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนได้

man using smartphone and holding jeans

นอกจากนี้ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อปี พ.ศ. 2558 สพธอ. ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตจำแนกตามเพศพบว่า เพศที่สาม เป็นเพศที่มีจำนวนชั่วโมงการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด เมื่อเทียบกับเพศชายและเพศหญิง อีกทั้งสื่อสังคมออนไลน์อันดับแรกที่เพศที่สามนิยมใช้ได้แก่  เฟซบุ๊ก (สพธอ., 2558) เมื่อสรุปภาพรวมแล้ว เพศที่สามเป็นผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าเพศชายและหญิง โดยเฉพาะการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก

จากที่มาและความสำคัญดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาในเรื่องของ “รูปแบบการดำเนินชีวิต และการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย” เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนได้มากถึง 50% ของประชากรทั่วโลก (We are social, 2560) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย และเฟซบุ๊กเป็นสื่อที่ชายรักชายนิยมใช้เป็นอันดับหนึ่ง (สพธอ., 2558) ยิ่งไปกว่านั้น เฟซบุ๊กยังเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่กลุ่มชายรักชายสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองทั้งในทางตรงและทางอ้อมได้อีกด้วย Owens (2016)

Drag Queen

วัตถุประสงค์ในการวิจัย

  1. เพื่อหาลักษณะของรูปแบบการดำเนินชีวิตของชายรักชาย
  2. เพื่อหาลักษณะการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย
  3. เพื่อศึกษาความแตกต่างของการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊ก ของกลุ่มชายรักชายที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน

กรอบแนวคิดในการวิจัย

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ เพศชายที่มีรสนิยมทางเพศชอบเพศเดียวกัน หรือกลุ่มชายรักชาย (เกย์) ที่มีการใช้งานเฟซบุ๊ก โดยอายุของกลุ่มที่มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในปี พ.ศ. 2559 ได้แก่ ผู้ที่มีอายุระหว่าง 16- 35 ปี (สพธอ., 2559) ผู้วิจัยจึงได้กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20-35 ปี เนื่องจากตามกฎหมายของไทย กำหนดให้ผู้ที่พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ เพื่อที่จะได้ข้อมูลการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของชายรักชายที่บรรลุนิติภาวะ

ผู้วิจัยได้คำนวณกลุ่มตัวอย่างจากสูตรไม่ทราบขนาดตัวอย่างของคอแครน (Cochran, 1997 อ้างถึงใน ธีรวุฒิ เอกะกุล, 2543) เนื่องจากกลุ่มประชากรไม่มีตัวเลขระบุที่แน่นอน โดยผู้วิจัยได้กำหนดความเชื่อมั่นเอาไว้ที่ร้อยละ 95 และระดับความคลาดเคลื่อนให้เป็นร้อยละ 5

จากผลการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Cochran ได้จำนวน 384 คน ผู้วิจัยจึงกำหนดให้ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ

วิธีการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยเก็บข้อมูลผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มชายรักชายอายุระหว่าง 20-35 ปี จำนวน 400 คน ที่มีการใช้งานเฟซบุ๊ก

facebook

วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) การวิเคราะห์ปัจจัยและจัดกลุ่ม (Factor Analysis) ใช้การลดจำนวนตัวแปร (Data Reduction) เพื่อจัดกลุ่มตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน โดยการสกัดปัจจัยใช้วิธีองค์ประกอบหลัก (Principal Component) ที่ค่า Eigen value มากกว่า 1 และหมุนแกนแบบ Varimax ในขั้นตอนแรกผู้วิจัยแยกคำถามของตัวแปรกิจกรรม ความสนใจ และความคิดเห็น ออกจากกันเพื่อทำการจัดกลุ่ม จากนั้นนำมาวิเคราะห์ต่อในขั้นที่สองโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของกลุ่มกิจกรรม กลุ่มความสนใจ และกลุ่มความคิดเห็น รวมกันเพื่อจัดกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตของชายรักชาย 

การวิเคราะห์ความแปรปรวน (One-Way ANOVA Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิต กับการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย ผู้วิจัยได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ได้จากการวิเคราะห์ปัจจัยขั้นที่ 2 สูงสุด 30 คนแรก เป็นตัวแทนของผู้ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตในแต่ละรูปแบบ ก่อนที่จะนำไปทดสอบวิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ F-Test ต่อไป

girl sit on tv

ผลวิจัยและอภิปราย

การรายงานผลการวิจัยและอภิปรายผล ผู้วิจัยได้เรียงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังต่อไปนี้

1. เพื่อหาลักษณะของรูปแบบการดำเนินชีวิต

จากผลการวิจัย รูปแบบการดำเนินชีวิตของกลุ่มชายรักชาย ที่ได้จากการวิเคราะห์ปัจจัย โดยนำเอากลุ่มกิจกรรม 7 กลุ่ม กลุ่มความสนใจ 7 กลุ่ม และกลุ่มความคิดเห็น 11 กลุ่ม ที่ได้จากการวิเคราะห์ในขั้นแรก มาทำการวิเคราะห์ปัจจัยรวมกันเป็นขั้นที่ 2 สามารถจัดแบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

1) กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานสังคม (Eigenvalue = 6.35, Variance = 25.39%) เป็นกลุ่มที่นิยมทำกิจกรรมนอกบ้าน เดินเล่นซื้อของตามห้างสรรพสินค้า ชมภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ ชมคอนเสิร์ตหรือละครเวที นิยมเที่ยวในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เที่ยวสถานบันเทิง เข้าร่วมกิจกรรมปาร์ตี้เกย์ สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ชอบท่องโลกอินเทอร์เน็ต เล่นสื่อสังคมออนไลน์ Live Streaming  ในเฟซบุ๊ก หรือแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ในขณะเดียวกันยังชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำบุญ เข้าวัดฟังธรรม นั่งสมาธิ ทำกิจกรรมหรือเรียนเพื่อเสริมสร้างความรู้ เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพประจำปี คนกลุ่มนี้ให้ความสนใจกับการดูแลรักษารูปร่างและผิวพรรณให้ดีอยู่เสมอ และยังเปลี่ยนทรงผม เสื้อผ้าตามสมัยนิยม ให้ความสนใจกับคนรอบข้างทั้งครอบครัวและแฟน ติดตามข่าวสารวงการบันเทิง ชื่นชอบสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ ๆ

กิจกรรมโดยรวมของกลุ่มนี้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบรักการท่องเที่ยวของ เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ (2554) ที่เน้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และสอดคล้องกับกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบชีวิตออนไลน์ ที่เน้นกิจกรรมด้านการเล่นอินเทอร์เน็ต สื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ และยังสอดคล้องกับกลุ่ม Healthy Gay Lifestyle ของกิ่งรัก อิงคะวัด (2542) ที่ใช้ชีวิตอย่างคำนึงถึงสุขภาพ ผ่านกิจกรรมด้านกีฬา ออกกำลังกาย และยังมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวสูง ชอบเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศ

2) กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตไฮเทคออนไลน์ (Eigenvalue = 2.09, Variance = 8.39%) เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีการสื่อสาร ขาดอุปกรณ์การสื่อสารไม่ได้ โลกเงียบเหงาเมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ต นิยมซื้อสินค้าจากอินเทอร์เน็ต ซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ และเมื่อพอใจสินค้ายี่ห้อใดจะซื้อยี่ห้อนั้นไปตลอด คนกลุ่มนี้ชอบเที่ยวในที่ของกลุ่มเกย์มากกว่าชายหญิง มองว่าการซุบซิบนินทาเป็นเรื่องสนุก ให้ความสนใจกับการเลือกแฟนที่รูปร่างและหน้าตาเป็นหลัก มองว่าคนมีฐานะดูน่าคบ ชีวิตควรดำเนินไปอย่างตื่นเต้นมีสีสัน และมองว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องมีพ่อ แม่ และลูก

ความสนใจโดยรวมของกลุ่มนี้สอดคล้องกับกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบไฮเทคโนโลยีของ เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ (2554) ที่ยึดมั่นในการเป็นผู้นำด้านการใช้อุปกรณ์ Hi-Technology และชอบซื้อสินค้าจากอินเทอร์เน็ต และสอดคล้องกับกลุ่ม Trendy Gay Lifestyle ของ กิ่งรัก อิงคะวัด (2542) ที่ให้ความสำคัญกับการติดต่อสื่อสาร

3) กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตชาตินิยม (Eigenvalue = 1.84, Variance = 7.36%)  เป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นว่า วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่ควรรักษาเอาไว้ ประเทศไทยรับวัฒนธรรมต่างชาติมามากเกินไป ศรัทธาในการเมืองไทย และจะใช้สิทธิหน้าที่ประชาชนของตนเองอย่างเต็มที่ คนกลุ่มนี้ภูมิใจในความเป็นเกย์ของตนเอง เป็นตัวเองได้ทุกที่ ไม่ปิดบัง มองว่าสังคมเปิดกว้างยอมรับเกย์แล้ว อินเทอร์เน็ตช่วยให้เปิดเผยตัวได้มากขึ้น และเชื่อว่าทำดีต้องได้ดีเสมอ สอดคล้องกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมของ ณัฐกานต์ บุญนนท์ (2550) ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด

4) กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตวันไนท์สแตนด์ (One night stand) (Eigenvalue = 1.45,  Variance = 5.81%) เป็นกลุ่มที่เล่นแอปพลิเคชั่นหาคู่เกย์ และนิยมนัดเพื่อนใหม่จากอินเทอร์เน็ต สอดคล้องกับกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบรักการท่องเที่ยวของ เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ (2554) ที่มีกิจกรรมนัดพบเพื่อนใหม่จากอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกัน

5) กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตโลกสวย (Eigenvalue = 1.22, Variance = 4.88%) เป็นกลุ่มที่เชื่อมั่นในตนเอง มองว่าเกย์ควรสะสมทรัพย์สินเอาไว้เผื่อในยามแก่ อยากมีชีวิตคู่ที่ดูแลกันและกัน อยากรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงดู อยากจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และอยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ คนกลุ่มนี้มองว่าการจัดตั้งองค์กรเพื่อเกย์นั้นมีประโยชน์ ประเทศไทยควรเปิดรับเกย์ให้เห็นเป็นรูปธรรม และสินค้าไทยไม่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตนเอง สอดคล้องกับกลุ่มความคิดเห็นของกลุ่มผู้อุปถัมภ์ของ เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ (2554) ที่มองว่าสินค้าไทยไม่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง

6) กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตรักสงบ (Eigenvalue = 1.16, Variance = 4.64%) เป็นกลุ่มที่รักอิสระ ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมาก และชอบพักผ่อนอยู่บ้านในวันหยุด ดูโทรทัศน์ ชมภาพยนตร์ รายการ หรือละครย้อนหลังทางอินเทอร์เน็ต ให้ความสำคัญกับเพื่อนเสมอ เต็มที่กับหน้าที่การงาน หรือการเรียน หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และยังใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย สอดคล้องกับกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบรักบ้านของ เรข์ณพัศ ภาสกรณ์ (2554) ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำกิจกรรมที่บ้าน โดยเน้นการพักผ่อนอยู่บ้าน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในช่วงวันหยุด และสอดคล้องกับกลุ่ม Homey Gay Lifestyle ของ กิ่งรัก อิงคะวัด (2542) ที่ชอบทำกิจกรรมในบ้าน พักผ่อนอยู่บ้านในวันหยุดเช่นกัน

2. เพื่อหาลักษณะการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย

จากผลการวิจัยการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กของกลุ่มชายรักชาย พบว่า กลุ่มชายรักชายมีการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (  = 3.91, SD .564) โดยตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ทัศนคติต่อภาวะชายรักชาย (  = 4.39, SD .535) โดยข้อความที่กลุ่มชายรักชายเห็นด้วยมากที่สุดคือ “การเป็นเกย์ถือเป็นรสนิยมทางเพศของแต่ละคน” สอดคล้องกับผลการวิจัยของ อันธิกา แจคเกอลีน ไคลน์ (2546) ที่พบว่า เกย์ก็เหมือนคนทั่วไปปกติเพียงแต่ชอบผู้ชายด้วยกัน ถือเป็นรสนิยมอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ตัวแปรที่มีผลต่อการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กน้อยที่สุดได้แก่ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเฟซบุ๊ก และการบูรณาการเอกลักษณ์ทางเพศให้เข้ากับแง่มุมอื่นของชีวิต สอดคล้องกับผลการวิจัยของ อันธิกา แจคเกอลีน ไคลน์ (2546) ที่พบว่า กลุ่มชายรักชายมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกย์น้อย โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม แต่หากมีอายุมากขึ้นอาจจะเข้าร่วม ซึ่งการนำเสนอตนเองบนสังคมออนไลน์ที่เข้าร่วม เป็นปัจจัยที่จะกำหนดว่าสังคมจะรู้จักบุคคลนั้นไปในทิศทางใด (พนา ทองมีอารม และคณะ, 2559)

3. เพื่อศึกษาความแตกต่างของการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊ก ของกลุ่มชายรักชายที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน

ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า กลุ่มชายรักชายทั้งหกกลุ่ม มีการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กที่ไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะกลุ่มชายรักชายส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มีการเปิดเผยตนเองในอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้น เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ที่ชายรักชายรู้สึกปลอดภัย และสามารถคัดกรองผู้ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตนเองได้ จึงทำให้เกิดความสบายใจ ซึ่งชายรักชายจะเปิดเผยตัวตนในทุกพื้นที่ที่ตนเองมีความรู้สึกว่าปลอดภัยหรือไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น (เนติ สุนทราวราวิทย์, 2553) ซึ่งระดับของการเปิดเผยตนเองขึ้นกับว่ามีเพื่อนที่มีอยู่ในเครือข่ายนั้น ๆ (วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์, 2554)

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาแต่ละกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิต พบว่า กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตชาตินิยม มีการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กมากที่สุด อาจเป็นเพราะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มองว่าสังคมเปิดกว้างยอมรับเกย์แล้ว และอินเทอร์เน็ตสามารถช่วยให้เปิดเผยตัวได้มากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ภูมิใจในความเป็นเกย์ของตนเอง และสามารถเป็นตัวเองได้ทุกที่ไม่จำเป็นต้องปิดบัง เมื่ออธิบายโดยใช้แบบจำลองหน้าต่างโจฮารี (The Johari Window) (Luft, 1984) พบว่า รสนิยมทางเพศของกลุ่มชายรักชายอยู่ในบริเวณเปิดเผย (Open area) เนื่องจากมีความภูมิใจในความเป็นเกย์ และสบายใจที่จะมองว่าสังคมเปิดกว้างยอมรับเกย์ ทำให้รู้สึกปลอดภัยในการเปิดเผยรสนิยมทางเพศของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเผยตนเองในโลกออนไลน์ เพราะเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ที่กลุ่มชายรักชายมองว่าเป็นของตนเอง โดยชายรักชายจะเปิดเผยตัวตนในพื้นที่ที่ตนเองมีความรู้สึกว่าปลอดภัยหรือไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น (เนติ สุนทราวราวิทย์, 2553)

ข้อเสนอแนะ

1) จากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตทั้งหกกลุ่มมีการเปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กที่ไม่แตกต่างกัน และมีกิจกรรม ความสนใจ และการแสดงความคิดเห็นที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นชายรักชาย นักโฆษณา นักการตลาด และนักวิชาการสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไปยังกลุ่มชายรักชาย

2) ในการวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดเกณฑ์อายุของกลุ่มตัวอย่างเอาไว้ที่ 20-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มชายรักชายวัยรุ่น และวัยทำงานตอนต้น การศึกษาครั้งต่อไปสามารถกำหนดเกณฑ์อายุของกลุ่มตัวอย่างให้สูงขึ้น แล้วนำอายุของแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่หลากหลาย

3) กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้คือกลุ่มชายรักชาย นับเป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อย อย่างไรก็ตม กลุ่มหญิงรักหญิง และกลุ่มสาวประเภทสอง ก็เป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อยที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตและการเปิดเผยตนเองที่ควรศึกษา

กิตติกรรมประกาศ

ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ผศ.ดร. บุหงา ชัยสุวรรณ อาจารย์ที่ปรึกษาผู้ร่วมเขียนบทความวิจัย  ที่ได้กรุณาสละเวลาและความทุ่มเทในการให้คำปรึกษา ข้อชี้แนะ แนวทางและรูปแบบในการเขียน รวมถึงพิจารณาตรวจสอบบทความให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกมลรัฐ อินทรทัศน์. (2551). ผลที่เกิดจากกระแสการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อสังคมปัจจุบัน. ใน ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร และคณะ (บรรณาธิการ). ปรัชญานิเทศศาสตร์และทฤษฎีการสื่อสาร (พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 465-474).นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

เอกสารอ้างอิง
● กิ่งรัก อิงคะวัต. (2542). รูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มชายรักชาย (เกย์) ในเขตกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร.  
● ชินวร ฟ้าดิษฐี. (2552). เว็บไซต์เกย์ พื้นที่สาธารณะสำหรับคนชายขอบ. วารสารดำรงวิชาการ, 8, 81-100.
● ณัฐกานต์ บุญนนท์. (2550). รูปแบบการดำเนินชีวิต และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อทางอินเตอร์เน็ตของกลุ่มวัยรุ่น ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. (การค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ขอนแก่น.
● ธีรวุฒิ เอกะกุล. (2543). ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. อุบลราชธานี: สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี.
● เนติ สุนทราวราวิทย์. (2553). การสร้างความหมายและตัวตน “เกย์” ในพื้นที่แห่งความเป็นจริงและพื้นที่ไซเบอร์ (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ปัตตานี
● พนา ทองมีอาคม, อารีย์ ป้องสีดา, ชนาธิป พวงธนสาร, สุภาวดี พร้อมพงษา, อานนท์ คำชู, จารุภา กมลบูรณ์, ศิริธนันทษร กรุณกิจ และชลลดา พุ่มพฤกษ์. (2559). เรียนรู้เรื่องสื่อ. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม.
● เรข์ณพัศ ภาสกรณ์. (2554). รูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภค และการเปิดรับสื่อของชายรักชายในเขตกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร.
● วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์. (2554). ปฐมบทสู่สื่อพลังมวลชน Social Media. imarketing10.0. กรุงเทพมหานคร: โปรวิชั่น.
● เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ. (2559). เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive technologies). ค้นเมื่อ 16 สิงหาคม 2559, จาก https://www.it24hrs.com/2016/disruptive-technologies-technology
● สำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์. (2558). รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2558. ค้นเมื่อ 16 สิงหาคม 2559, จาก https://www.etda.or.th/publishing-detail/thailand-internet-user-profile-2015-th.html
● อันธิกา แจคเกอลีน ไคลน์. (2546). กระบวนการเปิดเผยตนเองของบุคคลที่เป็นรักร่วมเพศ. (เอกสารทางวิชาการ). ขอนแก่น, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
● Goffman, E. (1959). The presentation of self in everyday life. Retrieved 16 November 2016 from: https://monoskop.org/images/1/19/Goffman_Erving_The_Presentation_of_Self_in_Everyday_Life.pdf
● Luft, J. (1984). Group Process: An Introduction to Group Dynamics (3rd ed.). Mountain View, CA: Mayfield.
● Owens, Z. D. (2016). Is it facebook official? Coming out and passing strategies of young adult gay men on social media. Journal of homosexuality, 40, 431-449.
● We are Social. (2017). Digital in 2017: Global Overview. Retrieved 6 March 2017, from: https://wearesocial.com/blog/2017/01/digital-in-2017-global-overview

โพสต์ต้นฉบับจาก รายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการ การสื่อสารระดับชาติประจำปี 2560 หน้าที่ 49

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เคล็ดลับการออกเดทสำหรับเกย์ยุคใหม่

การพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น การเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าบนโลกเสมือนเป็นคนรู้จักกันในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโลกแห่งเทคโนโลยีทำให้เราผสานกันเป็นหนึ่งเดียว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในอดีตการไปมาหาสู่กันยังลำบาก แต่ปัจจุบันรถไฟฟ้าเชื่อมคนกรุงฯ เข้าด้วยกัน ถนนหนทางมีแสงไฟส่องสว่าง การเดินทางไปพบเจอกันจึงง่ายกว่าในแต่ก่อน แต่การวางตัวในยุคที่พิมพ์ข้อความผ่าน Text จีบกันแล้วต้องมาเจอตัวจริงต่างหากที่ยาก และนี่คือเคล็ดลับการออกเดทฉบับใหม่ สำหรับเกย์ยุค 4.0

ไม่ควรป่าวประกาศในเดทแรก

ไม่ว่าคุณจะนกมานานแค่ไหน โสดมาหลายสิบปี หรือห่างเหินกับการเดทมานานจนหยากไย่ขึ้น ก็ไม่ควรป่าวประกาศให้ใครต่อใครฟังว่านี่คือคู่เดทของคุณ

การพาคู่เดทไปเจอเพื่อนในเดทแรก อาจทำให้เพื่อนของคุณแซว หยอกล้อ หรือเผยพฤติกรรมที่น่าอับอาย รวมไปถึงการเรียกแทนคู่เดทของคุณด้วยสรรพนามว่า “ผัวเพื่อน” “เมียเพื่อน” นั่นอาจทำให้คู่เดทของคุณตกใจและเทคุณไวกว่าที่คิด

Mens

การเดทครั้งแรกไม่ควรจะป่าวประกาศบอกคนทั้งโซเชียลว่าคุณกำลังศึกษาดูใจกับใครอยู่ ไม่ใช่ว่ามันอาจจะซ้ำกับใครสักคน แต่มันถือเป็นการให้เกียรติกับคู่ของคุณต่างหาก

นัดเดทครั้งแรกจึงควรเป็นเรื่องของคนสองคนที่นัดมาเจอกัน ศึกษาดูใจกัน และไม่ควรนำเรื่องราวนั้นไปปรึกษาหารือกับเพื่อน เพราะสุดท้ายตัวคุณเองต่างหากที่จะเป็นคนสานต่อกับคนนั้นของคุณ อย่าลืมว่าสังคมเกย์เดี๋ยวนี้มันร้าย อาจมีคนจ้องจะปาดเค้กคู่เกย์ของคุณอยู่ก็ได้

Mens

ปิดแอปพลิเคชันหาคู่

แม้ว่ายุคนี้เกย์หลายคนอาจรู้จักกับผ่านแอปพลิเคชันหาคู่เกย์ก็จริง แต่หากคุณตัดสินใจนัดเจอและออกเดทกับเกย์ที่รู้จักผ่านแอปฯ แล้ว ก็ควรให้เกียรติเขาด้วยการปิดการแจ้งเตือนของแอปฯ เหล่านั้นซะ หรืออาจจะลบบัญชีของคุณไปเลยเพื่อให้เกียรติอีกฝ่ายก็ยิ่งดี

Gay Application

หากคุณไปเดทแล้วเสียงเตือนของแอปฯ หาคู่เกย์มันดังขึ้นมา อาจจะทำให้การเดทนั้นจบลงกว่าที่คุณคิด หรือหากคู่ของคุณเกิดเจอคุณบนแอปพลิเคชันเกย์ ก็ไม่ควรจะเปิดการแจ้งเตือนหรือโลเคชันในวันที่นัดพบกันเพื่อสร้างความมั่นใจ และเพิ่มโอกาสในการสานสัมพันธ์ของคุณต่อ

อย่างไรก็ตาม อย่าระแวงว่าคู่เดทของคุณจะยังคงเล่นแอปพลิเคชันหาคู่เกย์จนทำให้คุณคอยจับผิดเค้าตลอดเวลา การวางตัวที่ดีให้น่าค้นหา และให้เกียรติซึ่งกันและกันจะช่วยให้คุณเอาชนะใจคู่ของคุณได้

อย่าหลงตัวเอง

เป็นความจริงที่ว่าเกย์มักมีความมั่นใจในตัวเองมากจนล้นเหลือ ทำให้หลายคนมักนกในเดทเกย์ครั้งแรกของตัวเอง

นั่นเป็นเพราะเวลาเราตื่นเต้น อะดรีนาลีนจะหลั่งออกมามากขึ้น ทำให้คุณมักจะพูดแต่เรื่องของตัวเอง เล่าประสบการณ์ชีวิตวัยเด็ก ไม่ว่าจะการเปิดเผยกับครอบครัวครั้งแรกว่าเป็นเกย์ ประสบการณ์เซ็กส์แบบเกย์ครั้งแรก รวมไปถึงประสบการณ์คบผู้หญิงที่อาจเป็นเรื่องน่าตลก

แต่สิ่งเหล่านั้นอาจทำให้คุณดูมั่นใจจนเกินไป แทนที่คุณจะพูดแต่เรื่องของตัวเอง หรือพูดถึงข้อดี แนะนำให้คุณกับคู่เดททำกิจกรรมร่วมกัน อาจเป็นการกินข้าว ดูหนัง พูดคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ดูเป็นการขายของมากจนเกินไปจะช่วยสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายคิดถึงคุณ และนัดเจอในครั้งต่อไปได้อย่างแน่นอน

อย่าขอเพิ่มเพื่อนในโซเชียล

ไม่ใช่ว่าการเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ เป็นสิ่งต้องห้าม แต่การเว้นพื้นที่ระหว่างกันเอาไว้ก่อนในเดทแรกจะช่วยให้เค้ารู้สึกอิสระมากกว่า เพราะนี่เป็นแค่เดทแรก การจะสานต่อยังคงไม่แน่นอน

การขอแอดเฟรนด์หรือติดตามคู่เดทในช่วงแรกของการรู้จักกันอาจถูกมองว่าเป็นการเร่งรีบเชื่อมต่อโลกของคุณกับเขามากเกินไป เพราะโซเชียลมีเดียของแต่ละคนจะสะท้อนทัศนคติ ความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นออกมา การขอเข้าไปเชื่อมต่อกับโลกของเขา อาจเป็นสิ่งที่ยังไม่ควรทำในช่วงเริ่มต้น

หากคุณอยากสอดส่องโซเชียลมีเดียของเค้าจริงๆ ก็ลองเอาชื่อนามสกุลของเขาไปเซิร์จดู หากบัญชีโซเชียลมีเดียนั้นเปิดเป็นสาธารณะ ก็อาจจะลองกระซิบขอดูก็ได้ เพราะแม้ว่าบางคนอาจมองเรื่องนี้เป็นความส่วนตัว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคนที่ชื่นชอบที่จะเปิดเผยมากๆ เช่นกัน

เดทที่จบลงบนเตียง

หากหลังจากเดทอันโรแมนติคผ่านไปด้วยดี บางสัมพันธ์อาจจะสานต่ออย่างรวดเร็วด้วยการขอไปทำความรู้จักกันมากขึ้น การเตรียมพร้อมสภาพของห้องพักหรือห้องนอนอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเกิดสถานการณ์พาไปคุณอาจต้องเปิดประตูให้เค้าเข้ามาไวกว่าที่คิด

silhouette of man

ลองเตรียมใจเอาไว้กับสถานการณ์นี้ หากคู่เดทของคุณอยากจะเร่งรัดสัมพันธ์ให้เร็วขึ้นมันอาจกลายเป็น One Night Stand และคุณอาจเป็นได้แค่ Friend With Benefit ระหว่างกัน

แต่หากคุณไม่ได้คิดจะจริงจังหรือสานต่อ ก็อย่าลืมเตรียมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อ หรือหากคุณเป็นนักท่องราตรีที่ชอบเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ศึกษาเรื่องยา PrEP เอาไว้บ้างก็ดี และที่สำคัญอย่าลืมว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีแค่โรคเอดส์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีซิฟิลิส หนองใน ฯลฯ

shirtless man lay on bed

เตรียมพร้อมหากรุกเทิร์นรับ!

ด้วยประชากรรับที่เยอะกว่ารุก ทำให้รับหลายคนผันตัวเองมาเป็นโบท หรือมีพฤติกรรมทั้งแบบรับและรุกเพื่อให้สามารถเปิดตลาดใหม่ได้ แต่หากมันไม่ใช่สิ่งที่ใจรักหรือเป็นตัวตนก็จะแอ๊บได้ไม่นาน ทำให้หลายคนที่บอกว่าตัวเองเป็นรุก มักจะอยากรับขึ้นมาเสียอย่างนั้น

two man shirtless in the rain

อีกกรณีคือ รับที่เทิร์นรุกมักจะมีความอ่อนไหว อ่อนโยน แต่พอเทิร์นเป็นรุกทำให้หลายครั้งต้องฝืนเข้มแข็ง ฝืนทำตัวเป็นที่พึ่งของคู่ของตน และสุดท้ายแล้วความอดทนก็จะหมดลงเป็นที่มาของการทะเลาะและไม่ยอมกัน

การจะเป็นรับหรือรุกอาจไม่ใช่ประเด็นหลักของสิ่งที่เราต้องเตรียมปรับตัว เพราะความรักไม่ใช่เรื่องเซ็กส์ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเกย์ไม่จำเป็นต้องสอดใส่เสมอไป การใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันต่างหากที่จะทำให้รักนั้นยั่งยืน การก้าวข้ามเพศสภาพของตัวเองจะทำให้คู่ของพวกคุณมีความสุข

Gay couple

สรุป

การเดทของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นกับว่าเราอยู่ในสถานการณ์ไหน แต่สิ่งสำคัญที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ความปลอดภัยจะต้องมาก่อน เพราะปัจจุบันมีมิจฉาชีพจำนวนมากที่อาศัยความเหงาของเกย์ในการนัดเจอ แต่สุดท้ายก็จบที่การลักทรัพย์ไปจนหมดตัว ดังนั้นก่อนจะนัดเจอใครคุณต้องแน่ใจก่อนว่าคุณพร้อมจะรับมือกับทุกสถานการณ์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ข้อมูลบางส่วนจาก huffpost.com

บทความน่าอ่านต่อ

แฟชั่นกีฬา LGBT ที่คนสมัยใหม่ห้ามพลาด

ยุคนี้ไม่สนใจตลาดกลุ่ม LGBT (Lesbian-Gay-Bisexual-Transgender) หรือ “กลุ่มหลากหลายทางเพศ” ไม่ได้แล้ว เพราะเป็นกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม โดยถือว่าเป็นกลุ่มใหม่ที่เร่าร้อนที่สุดเกือบทุกวงการเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีรายได้และกําลังซื้อสูงมาก นอกจากนั้นยังกล้าใช้จ่ายกับสิ่งที่มีการออกแบบล้ำยุคล้ำสมัยและมีคุณภาพเหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อบ่งความถึงความมั่นใจ เปิดเผย และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างน่าชื่นชม แต่วงการแฟชั่นเครื่องแต่งกายกีฬาก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่โดดลงมาเล่นกับกลุ่มผู้บริโภคนี้อย่างเต็มตัว หลายแบรนด์สินค้าระดับโลกต่างต้องหันมาทำสินค้าเพื่อตอบสนอง LGBT เป็นพิเศษด้วยการออกแบบสินค้าเพื่อเอาใจชาวสีรุ้งโดยเฉพาะ อย่าง Adidas, Nike และ Converse ต่างมีรองเท้ารุ่นพิเศษเพื่อกลุ่ม LGBT กันทั้งสิ้น

Adidas OZWEEGO “Pride”

เริ่มกันที่รองเท้าที่บ่งบอกถึงความ “ภาคภูมิใจ” แบบเป็นอกเต็ม ๆ ตามคอมเซ็ปต์ของชื่อรุ่น ด้วยพื้นรองเท้าสีรองของรุ่นนี้ รับรองว่าได้ใจทั้งชาว LGBT และกลุ่มคนที่รักสีสันและเป็นตัวของตัวเองไปเต็ม ๆ

Speedo

ในที่สุดผู้ผลิตอุปกรณ์ว่ายน้ำชื่อดัง Speedo ก็ถือร่วมสนับสนุนเทศกาล Pride ด้วยการออกอุปกรณ์สำหรับว่ายน้ำแบบ Limited-edition ซึ่งมีออกมาครบครันทั้งหมวกว่ายน้ำ ชุดว่ายน้ำของทั้งผู้หญิงผู้ชาย โดยบริเวณส่วนที่เป็นโลโก้ Speedo ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นสีรุ้งเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

Apple Watch Pride Edition Woven Nylon Band

แม้ Apple จะให้การสนับสนุนเทศกาล Pride อยู่แล้ว แต่หลาย ๆ ครั้งก็มีการออกไอเทมรุ่นใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการและตอบสนองเชิงสัญลักษณ์ของ LGBT อยู่เสมอ อย่างตัว Apple Watch เองที่ก็ได้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย และแฟชั่นไปพร้อม ๆ กัน

เรียกได้ว่าเรื่องราวของวงการกีฬามักอยู่ในกระแสหลักของสังคมเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องแฟชั่น เรื่องความเปิดกว้างทางสังคมสำหรับกลุ่ม LGBT หรือการอัปเดตเกมกีฬาที่น่าสนใจอยู่เสมอ

4 เทคนิคถ่ายรูปอวดหุ่นอย่างมั่นใจ

การเข้าฟิตเนสเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้เป็นเรือนร่างที่เซ็กซี่ถือเป็นการทำงานอย่างหนัก และเมื่อผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจจนเจ้าตัวอดใจไม่ไหวทำให้ใครหลาย ๆ คนต้องการที่อวดเรือนร่างของตนเองลงโซเชียลถึงความอดทน และมีระเบียบวินัย แต่จะโพสต์ภาพอย่างไรไม่ให้ดูมั่นใจเกินไป หรือหากมีความไม่มั่นใจจะทำอย่างไรให้สามารถลงรูปได้โดยไม่เขิน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

1. ทำหน้าตลกเข้าไว้

นี่คือเทคนิคเก่าแก่ เพราะการทำหน้าให้ดูตลกจะดึงความสนใจไปจากหุ่นของเรา และไม่ทำให้เราดูจงใจอวดมากขึ้นไป และหากคุณทำออกมาได้ดีก็จะไม่ค่อยมีคนโฟกัสที่หน้ามาก แต่จะไปสนใจที่หุ่นของคุณโดยไม่รังเกียจตามที่ตั้งใจแต่แรก

2. อย่าอวดเรือนร่างบ่อยจนเกินไป

ไม่ว่าจะในอินสตาแกรมหรือแอปพลิเคชั่นหาคู่ไม่ควรลงรูปถอดเสื้อเปลือยบนมากเกิน เพราะจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าคุณเป็นพวกชอบโชว์ และอาจทำให้เขาคิดว่าคุณมีดีแค่หุ่น ดังนั้นการลงรูปอื่น ๆ ด้วยก็จะเป็นตอบย้ำว่าคุณมีดีมากกว่าหุ่น 

3. ถอดเสื้อให้เป็นธรรมชาติ

หมายถึงในสถานการณ์ที่ถูกที่ควร เช่น การเปลี่ยนชุดในยิม เพราะเป็นสถานที่ใคร ๆ ก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือถอดเสื้อที่ชายหาด เป็นต้น ไม่ใช่เอะอะก็ถอด ถอดโดยไม่รู้สถานการณ์ก็จะดูจงใจจนเกินไป และดูเหมือนคนขี้อวดอีกด้วย 

4. ใส่แคปชั่นให้ตลกไว้ก่อน

เมื่อคุณโพสต์รูปโซเชียลมีเดียก็ลองคิดแคปชั่นฮา ๆ ใส่เข้าไปด้วย ก็จะทำให้คนไม่ได้โฟกัสกับหุ่นของคุณมากเกินไป แต่อาจจะเป็นการตอบแคปชั่นที่คุณใส่เรื่องราวที่น่าสนใจไปด้วย 

สรุป

การอวดหุ่นอย่างมั่นใจเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการแสดงให้เห็นถึงความอดทนบากบั่น กว่าจะมีหุ่นที่สวยงามต้องผ่านการฝึกอย่างสม่ำเสมอ และผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนมั่นใจมากขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ