ตะคริว อาการที่ไม่มีใครอยากเป็น

เคยไหม ที่นอนหลับอยู่ดี ๆ ตะคริวก็ถามหา? เคยไหม ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอยู่ดี ๆ ตะคริวก็มา? ขนาดนั่งดูทีวีอยู่บ้านเฉย ๆ ก็เป็นตะคริวแบบไม่ทันตั้งตัว…แล้วจะทำยังไงให้ไม่เป็นตะคริวล่ะ?

ตะคริวเป็นอาการที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะแต่ละครั้งกว่าจะกล้ามเนื้อจะคลายก็ทำเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว ปรภ ขอนำเสนออาการที่ทุกคนต้องเคยเผชิญ นั่นคืออาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกว่าตะคริว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ตะคริว คืออะไร?

ตะคริว (Muscle Cramps) หมายถึง อาการเกร็งหรือหดเกร็งที่ทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่สามารถบังคับได้ 

มีอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว โดยเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อส่วนใดของร่างกายก็ได้ และจะเกิดเพียงชั่วขณะจากนั้นจึงทุเลาลงไปเอง

กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริวบ่อยที่สุดคือ ‘กล้ามเนื้อน่อง’ รองลงมาคือ กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กล้ามเนื้อเท้า และกล้ามเนื้อหลัง

‘ตะคริว’ มักพบได้บ่อยในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดตะคริว แต่พบว่าบางรายอาจสัมพันธ์กับการที่นั่งอยู่เป็นเวลานาน ๆ หรือมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นมากเกินไป

กล้ามเนื้อทุกมัดของมนุษย์เกร็งและคลายตลอดทั้งวัน แต่การเกร็งมากจนเกินไปจนกล้ามเนื้อทำงานถึง 100% และไม่คลายตัว แบบนี้จึงเรียกว่า ‘ตะคริว’

นอกจากนี้การเป็น ‘ตะคริว’ ยังสัมพันธ์กับภาวะต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์ ภาวะขาดน้ำ กลุ่มโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคต่อมไร้ท่อ หรือการรับประทานยาบางประเภท เช่น ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

Sport man
Sport man

ตะคริวกับการออกกำลังกาย

การเป็นตะคริวระหว่างออกกำลังกายเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดน้ำ ความสมดุลของเกลือแร่ หรือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื่องจากระบบกลุ่มของเส้นประสาทจะสั่งการให้ร่างกายหยุดการทำงาน (หดตัว) เมื่อถูกกระตุ้นหรือออกกำลังกายมากเกิน

การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อทำงานถึง 100% ได้ วิธีการเลี่ยงคือการทำเพียง 70% เช่น การวิ่งเหยาะ ๆ วิ่งช้า ๆ แทนการวิ่งแบบหักโหมจะช่วยให้ไม่เป็นตะคริว และไม่บาดเจ็บ

นอกจากนี้ ‘ตะคริว’ ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่จมน้ำ เพราะเมื่อมีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้ออย่างฉับพลัน อาจทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำต่อและจมน้ำในที่สุด เพราะฉะนั้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายและไม่หักโหมจนเกิดไปจะช่วยลดอัตราการเกิดตะคริวได้ 

back of a man in red underware
back of a man

ตะคริวกับการนอน

หลายคนอาจเคยตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากการเป็นตะคริว ดังนั้น การรับมือกับอาการดังกล่าวคือ

  • การจัดท่าให้ตัวเองนอนสบาย ผ่อนคลาย
  • อาจใช้หมอนรองขาให้สูงจากเตียงประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ห่มผ้าให้ความอบอุ่น
  • การดื่มนมก่อนนอนจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายได้
shirtless man lay on bed
Man

เมื่อเกิดตะคริวแล้ว ทำยังไงดีล่ะ?

มีเทคนิคการดูแลกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดตะคริวมากมายดังนี้

  1. การจัดท่าทางเพื่อยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว
    ต้องทำอย่างนิ่มนวลแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มแรงยืดทีละน้อยจนสุดการเคลื่อนไหว ค้างไว้สักครู่จนกล้ามเนื้อคลายตัว แต่ไม่ควรยืดแบบรุนแรง แบบเร็ว หรือแบบกระตุก เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ รศ.นพ.ปัญญา ได้แนะนำวิธีการยืดกล้ามเนื้อกรณีเกิดตะคริวที่เนื้อน่องว่า สามารถใช้มือดันกดปลายเท้าค้างไว้เพียง 2 – 3 นาที จะช่วยให้อาการหดเกร็งผ่อนคลายลง  
  2. การนวดที่กล้ามเนื้อควรสลับกับการยืดกล้ามเนื้อ
    เช่น การคลึงเบา ๆ ที่กล้ามเนื้อบริเวณตะคริว 1-2 นาที สลับกับการยืดกล้ามเนื้อ 1-2 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว แต่ไม่ควรบีบนวดอย่างรุนแรง เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้น
  3. การให้ความอบอุ่นหรือความร้อนแก่กล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว 
    กรณีเป็นตะคริวบ่อยครั้งควรใช้ความร้อนเข้าช่วย เช่น ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดพอหมาดประคบบริเวณที่เป้นตะคริว หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนู 2 ชั้นประคบประมาณ 20-30 นาที จะช่วยให้เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ ลดอาการหดเกร็งได้

สรุป

การป้องกันการเกิดตะคริวสามารถทำได้ด้วยการเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ บริโภคผักและผลไม้หรือสมุนไพรที่มีสารโพแทสเซียม แมกนีเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะเขือเทศ ส้ม แคนตาลูป เป็นต้น 

หากสามารถยับยั้งตัวเองก่อนที่จะกล้ามเนื้อจะเกร็งจนถึง 100% ได้ ก็จะช่วยยับยั้งการเกิดตะคริวได้เช่นกัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– มูลนิธิหมอชาวบ้าน
– นิตยสาร Sook ฉบับที่ 67

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตทุกฤดูกาล

อาหารเป็นพิษ เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้อธิบายอาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ รวมไปถึง อาหารที่ปรุงไม่สุกพอ อาหารค้างมื้อและไม่ได้แช่เย็น ซึ่งอาจจะทำให้เราเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้

อาการส่วนใหญ่ที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เป็นต้น หากมีอาการถ่ายบ่อย หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายบ่อย อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ หรือรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตก็ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

การป้องกันโรคอาการเป็นพิษจึงเป็นอีกสิ่งที่ต้องตระหนัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีอาการแล้ว คุณจะหมดความสุขในการกิน

  1. เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี
  2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
  3. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ
  4. ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน
  5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน
  6. แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน
  7. ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำ
  8. ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของพื้นที่การปรุงอาหาร
  9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
  10. ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร

แล้วจะทำยังไง ถ้ามีอาการอาหารเป็นพิษเมื่อไปเที่ยว? 

เพราะในบางครั้งเราอาจหลงลืม หรือพลาดกันได้ และยามที่ไปท่องเที่ยวในที่ห่างไกลชุมชน ทำให้ต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือดูแลรักษาตนเองตามอาการ โดยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการรักษาโรคอาหารเป็นพิษมักจะรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากผู้ป่วยยังพอรับประทานอาหารได้ 

ควรดื่มน้ำเปล่า และจิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ 

ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย แต่หากมีอาการอาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือดหรือถ่ายเป็นน้ำและมีไข้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผงเกลือแร่ (ORS) เป็นอีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่ควรมีติดเอาไว้ในกล่องปฐมพยาบาล

เกร็ดความรู้

โดยทั่วไปเกลือแร่ในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภท คือ เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย (Oral Rehydration Salt หรือ ORS) กับเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Oral Rehydration Therapy หรือ ORT)

เกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย จะเป็นชนิดผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส (ORS) การเสียน้ำจากอาการท้องเสีย เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ในทันที เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องการน้ำและเกลือแร่มาทดแทน ซึ่งแตกต่างจากการเสียน้ำหรือเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย ซึ่งเครื่องดื่มเกลือแร่ก็จัดเป็นอาหารในหมวดเครื่องดื่ม มีสัดส่วนของเกลือแร่และน้ำตาลไม่เท่ากับโออาร์เอส และใช้ชดเชยน้ำและเกลือแร่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น

10 เมนูที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

  1. ลาบ/ก้อยดิบ
  2. ยำกุ้งเต้น
  3. ยำหอยแครง/ยำทะเล
  4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู
  5. อาหาร หรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด
  6. ขนมจีน
  7. ข้าวมันไก่
  8. ส้มตำ
  9. สลัดผัก
  10. น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน

ไม่ใช่ว่าห้ามรับประทาน แต่เมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และขอให้หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงยึดหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ เพื่อป้องกันอาการของโรคอาหารเป็นพิษที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือคู่มือรู้ทันโรคและภัยสุขภาพสำหรับประชาชน

ช่วยตัวเองให้ไกลมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในเพศชาย เฉลี่ยคือ ผู้ชาย 1 ใน 8 จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังเป็นมะเร็งที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเพศชายอีกด้วย การป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งจึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตนเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ผู้ชายทุกคนย่อมล้วนเคยช่วยตัวเองด้วยการใช้มือ หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “ชักว่าว” แม้ว่าการหมกมุ่นทางเพศที่มากเกินไปอาจมีผลเสียต่อร่างกาย แต่จากผลการวิจัยพบว่า การช่วยตัวเองเดือนละ 21 ครั้งสามารถช่วยเลี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่ผลการวิจัยบนนิตยสาร European Urology พบว่า ผู้ชายที่สำเร็จความใคร่ 21 ครั้งต่อเดือน สามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมายได้ 33%

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเพศชายจำนวน 31,925 ผ่านการตรวจสอบมะเร็งต่อมลูกหมากและการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่า กลุ่มผู้ชายที่สำเร็จความใคร่บ่อยๆ และกลุ่มคนที่มีแอนติเจนต่อมลูกหมาก น้อยกว่าคนทั่วไปแสดงถึงอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

เกร็ดความรู้
แอนติเจนต่อมลูกหมาก หรือ Prostate-Specific Antigen(PSA) เป็นโปรตีนที่สร้างจากเซลล์ในต่อมลูกหมาก (ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง) PSA ส่วนใหญ่จะพบในน้ำอสุจิ แต่มีจำนวนน้อยในเลือด ผู้ชายส่วนใหญ่มีระดับต่ำกว่า 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng / มิลลิลิตร) ในเลือด

เมื่อนักวิจัยทำการเฉลี่ยจำนวนครั้งของผู้ชายที่มีค่า PSA ต่ำที่สุด พวกเขาพบว่าชายเหล่านั้นเฉลี่ยแล้วทำการช่วยตัวเองจนถึงจุดสุดยอด 21 ครั้งต่อเดือน

สรุป

อย่างไรก็ตามน้ำหนักตัวที่มาก กิจกรรมทางกาย และอาหารที่รับประทาน ก็ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เนื้อปลา ผักและผลไม้ รวมไปถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้

บทความนี้เผยแพร่เพียงผลของการวิจัย ไม่ได้สนับสนุนให้ช่วยตัวเองจนมากเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก : – europeanurology.comnews.com.aumayoclinic.org

บทความน่าอ่านต่อ

Elsa from frozen

ฤดูไม่หนาว กับโรคที่แฝงมา

“…the cold never bothered me anyway” ท่อนหนึ่งของบทเพลงดิสนีย์ที่มีการบันทึกในภาษาต่างๆ ทั่วโลก การันตีด้วยหลายรางวัลและเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ โดยในเวอร์ชันภาษาไทยขับร้องโดยแก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น ในท่อนนี้ร้องว่า “…ความหนาวไม่ทำให้เราเดือดร้อนสักเท่าไหร่” ที่อาจจะตรงข้ามกับสภาพอากาศของไทยที่ไม่รู้จักคำว่า “ฤดูหนาว” ทำให้ละเลยในการดูแลสุขภาพของตัวเองในยามที่ลมหนาวพัดผ่านเข้ามา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Gam - Wichayanee Pearklin at “Frozen 2” World Premiere Red Carpe
Gam – Wichayanee Pearklin

ประเทศไทยอยู่ใกล้แนวเส้นศูนย์สูตร ถือเป็นเขตมรสุมร้อนชื้นทำให้มีลักษณะอากาศที่แตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของโลก โดยในประเทศไทยหลายคนมักบอกว่า ฤดูหนาวไม่มีอยู่จริง และความหนาวไม่เคยทำให้คนไทยเดือดร้อนสักเท่าไหร่ นั้นจริงเหรอ?

ท่อนหนึ่งของเพลงปล่อยมันไป (Let’s it go) “…ความหนาวไม่ทำให้เดือดร้อนสักเท่าไหร่”  นี้อาจตรงใจใครหลายๆ คน เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสัมผัสอากาศหนาว ยกเว้นบางพื้นที่ทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องประสบภัยหนาว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพื้นที่อื่นๆ ของไทยมีฤดูหนาวอย่างชัดเจน จึงทำให้หลายคนละเลยการดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ลมหนาวที่หวนกลับมาอีกครั้ง ย่อมนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บโดยที่เราไม่รู้ตัว เพียงเพราะเราคิดว่า “ความหนาวไม่ทำให้เดือดร้อนสักเท่าไหร่”

Elsa from Frozen with snow flake
Elsa with snow flake

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีป้องกันโรคที่แฝงมากับฤดูหนาว เพื่อให้คุณผู้อ่านรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงนะครับ

โรคไข้หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่

หนึ่งในโรคที่แฝงมากับฤดูหนาวคือ โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อทางจมูก ปาก ตา เชื้อนี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยที่ไอจามออกสู่สาธารณะ โรคนี้ไม่ถือเป็นโรคร้ายแรง ส่วนมากให้ดูแลตามอาการและจะหายเองได้ภายใน 3-5 วัน โดยมีวิธีดูแลดังนี้

  • ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ ดื่มจนปัสสาวะใส ไม่ควรดื่มน้ำเปล่ามากเกินไป เพราะอาจขาดเกลือแร่
  • หากมีไข้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลดให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล
  • ผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ 1 แก้ว ผสมเกลือ 1 ช้อน กลั้วคอ อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลาม
  • เบื้องต้นให้รักษาตามอาการที่ปรากฏ แต่หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

ในปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มี 2 ชนิด คือ ชนิดครอบคลุม 3 สายพันธุ์ และชนิดครอบคลุม 4 สายพันธุ์ ซึ่งได้ผลดีทั้งสองชนิด แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ป่วยบางรายหากอาการไม่ทุเลาควรพบแพทย์ อย่างไรก็ตามไม่มีใครที่อยากป่วยจึงขอแนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ดังนี้

วิธีการป้องกันโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่
  • เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • เลี่ยงการไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอ จาม หรือสวมหน้ากากอนามัย
  • เมื่อป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน พักผ่อนอยู่กับบ้านจนกว่าจะหาย
Elsa Sick from Frozen Fever (2015)
Elsa Sick

โรคติดเชื้อไวรัส RSV

Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจ สามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ โดยนายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา ได้แนะนำเอาไว้ดังนี้

วิธีการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส RSV

  • ล้างมือบ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ 
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น ผู้ป่วยไข้หวัดหรือปอดอักเสบ โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดและทารกในช่วงอายุ 1-2 เดือนแรกไม่ควรให้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ 
  • หลีกเลี่ยงการนำมือที่ไม่สะอาดมาป้ายจมูกหรือตา ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกัน และทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ  ส่วนกรณีที่มีอาการป่วยควรหยุดพัก โดยเฉพาะนักเรียน และควรปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
  • ดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนเกินไป และไม่ไปขัดขวางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ

หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น เช่น ไอมากหอบเหนื่อย ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อย  ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

Elsa get Fever from Frozen Fever
Elsa get Fever

โรคปอดบวม

โรคปอดบวมเป็นอีกหนึ่งโรคที่แฝงมากับฤดูหนาว เกิดจากการติดเชื้อในปอด ทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ติดต่อทางจมูก ปาก ตา เชื้อนี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยที่ไอจามออกสู่ สาธารณะ หากมีอาการของโรคปอดบวมไม่แนะนำให้รักษาด้วยตนเอง แต่ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน สำหรับการติดต่อของโรคและการป้องกันโรคปอดบวมนั้น เหมือนกันกับโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

โรคสุกใส หรือโรคอีสุกอีใส

เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะน้ำจากตุ่มน้ำและติดต่อได้ทางอากาศ โดยมีอาการ มีไข้เบื่ออาหาร อ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามตัว ร่วมกับมีผื่นขึ้นพร้อมกับมีไข้หรือหลังจากมีไข้ โดยมีวิธีป้องกันและรักษาดังนี้

วิธีการป้องกันโรคสุกใส หรือโรคอีสุกอีใส

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หากมีไข้ควรกินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล
  • ตัดเล็บให้สั้น และเลี่ยงการเกาตุ่มน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่อายุมากกว่า 12 ปี ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณารับยาฆ่าเชื้อโรคสุกใส
  • เลี่ยงการซื้อยาสมุนไพรหรือยาเขียวมารับประทานเอง เพราะอาจมีสารสเตียรอยด์และทำให้มีอาการแย่ลง
  • ผู้ที่มีอาการป่วยควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์
Elsa get chicken pox
Elsa get chicken pox

โรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เกิดจากเชื้อไวรัสโดนเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง ซึ่งโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่ป้องกันและควบคุมได้โดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงเด็กให้รักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังการขับถ่าย หลังไอ จาม และหลังสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังเช็ดตัว เป็นต้น

วิธีการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

  • ควรแนะนำสุขอนามัยแก่บุตรหลาน โดยเฉพาะการล้างมือ
  • สถานเลี้ยงเด็กควรดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขลักษณะของสถานที่ เช่น เช็ดถูอุปกรณ์ เครื่องเรือน เครื่องเล่น ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
  • ในโรงเรียนอนุบาล/ประถมศึกษา ควรเพิ่มความรู้เรื่องโรคและการป้องกัน
  • หากเด็กมีอาการป่วยซึ่งสงสัยว่าจะเป็นโรคมือ เท้า ปาก อย่าให้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กอื่น
  • หากเด็กมีตุ่มในปากโดยที่ยังไม่มีอาการอื่นให้หยุดพักอยู่บ้าน
  • หากอาการรุนแรง เช่น ไม่ยอมรับประทานอาหาร ไม่ยอมดื่มน้ำ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • กรณีที่เด็กป่วยด้วยโรคมือ เท้า ปาก ให้หยุดเรียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยนับจากวันเริ่มป่วย
  • การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ ที่เด็กป่วยสัมผัส ให้ทำความสะอาดด้วยสบู่หรือผงซักฟอกปกติก่อน แล้วตามด้วยน้ำยาฟอกขาว เช่น คลอรอกซ์ ไฮเตอร์ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
Elsa Anna and Queen Iduna frome Frozen 2 (2019)
Elsa Anna and Queen Iduna

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก

มักจะเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้โดยการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน สำหรับวิธีการป้องกันและดูแลรักษาเบื้องต้นทำได้ดังนี้

วิธีการป้องกันโรคอุจจาระร่วงในเด็ก

  • เลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างปลอดภัย
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ดื่มน้ำที่สะอาด
  • หากจำเป็นต้องเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า 4 ชั่วโมง ควรเก็บไว้ในตู้เย็น ส่วนอาหารสำหรับทารกไม่ควรเก็บข้ามมื้อ และก่อนนำมารับประทานควรอุ่นให้ร้อน
  • ไม่นำอาหารที่ปรุงสุกแล้วมาปนกับอาหารดิบอีก เพราะอาหารที่สุกอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนการปรุงอาหาร ก่อนรับประทาน และหลังการเข้าห้องน้ำ
  • ดูแลความสะอาดของพื้นที่เตรียมอาหาร ล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทกครั้ง กำจัดขยะมูลฝอยเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
  • เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
  • ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร ล้างภาชนะ และระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำเพื่อเตรียมอาหารเด็กทารก

สรุป

ฤดูหนาวที่แม้ว่าในช่วงกลางวันจะมีแดด หรือมีอากาศที่ร้อน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจะยิ่งทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความหนาวจะสร้างความเดือดร้อนให้เราเมื่อไหร่ การป้องกันด้วยการดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนที่ร่างกายจะส่งสัญญาณว่า…..

“ความหนาวเริ่มทำให้เราเดือดร้อนแล้วล่ะ”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย และหนังสือคู่มือรู้ทันโรคและภัยสุขภาพสำหรับประชาชน

what-is-poppers

Poppers คืออะไร ยาเคลิ้มหรือยาพิษ?

หลายคนอาจจะรู้จักกับป๊อปเปอร์ สารระเหยที่ใช้ดมเพื่อเพิ่มความสุขในขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ความสุขที่เกิดขึ้นชั่วคราวนั้นอาจก่อให้เกิดพิษที่เราคาดไม่ถึง นั่นเพราะต้นกำเนิดของมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการมีเซ็กส์แต่เป็นการใช้เพื่อทางการแพทย์นั่นเอง

สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับป๊อปเปอร์ดีจะรู้ว่ามันช่วยเพิ่มความสนุกขณะร่วมเพศ แต่ก็ยังไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของมัน บทความนี้ ปรภ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเจ้าป๊อปเปอร์ตัวนี้ ว่าสรุปแล้วมันเป็นยาเคลิ้มหรือยาพิษกันแน่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

อะไรคือป๊อปเปอร์?

  • อดีต = ใช้สูดดมขยายหลอดเลือด รักษาอาการหัวใจขาดเลือด
  • ปัจจุบัน = ใช้สูดดมเพื่อเพิ่มอารมณ์ทางเพศ

จุดกำเนิดป๊อปเปอร์

ในอดีตบรรจุภัณฑ์ของป๊อปเปอร์มีลักษณะเป็นหลอดแก้วหุ้มตาข่าย เวลาใช้จะต้องหักกระเปาะแก้วออกเพื่อสูดดม และเกิดเสียงดัง ป๊อป จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกป๊อปเปอร์ ต่อมามียาตัวอื่นที่สะดวกและปลอดภัยมากกว่าสาร Amyl Nitrite จึงหายไปจากวงการแพทย์โดยปริยาย

Sir Thomas Lauder Brunton แพทย์ชาวสก๊อตแลนด์เป็นผู้ริเร่มในการใช้สารเอมิล ไนไตรท์ (Amyl Nitrite) ในการรักษาอาการหัวใจขาดเลือด โดยสารตัวนี้จะเข้าไปช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ง่ายผ่านการขยายหลอดเลือด ช่วยลดอาการเจ็บปวดหน้าอก และทำให้เกิดความรู้สึกอุ่น ๆ ทั่วร่างกาย

ป๊อปเปอร์เริ่มปรากฎตัวในสถานบันเทิงของเกย์ในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มที่ดิสโก้เทค ไนท์คลับ และร้านเหล้า โดยมีการใช้เพื่อให้เกิดอาการเคลิ้มลอย เพิ่มความสุขทางเพศ แม้จะมีผลเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็ราคาถูกและสามารถพกพาได้ง่าย โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 1988 จึงได้มีการห้ามจำหน่ายป๊อปเปอร์บางชนิด ทำให้ผู้ผลิตยาทำการเปลี่ยนแปลงสูตรเพื่อเลี่ยงการต้องห้ามนั้น

จากนั้นป๊อปเปอร์จึงถูกโฆษณาให้เป็นสารปรับกลิ่นในห้อง…น้ำยาล้างเล็บ…น้ำยาล้างหัวอ่านแผ่นฟิล์ม…วางขายตาม Sex shop หรือโรงอาบน้ำ

คลิปโฆษณาสุดขำ

พลังของยาเคลิ้ม

ด้วยฤทธิ์ของป๊อปเปอร์ที่ช่วยขยายหลอดเลือด คลายกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดความง่ายในการมีเพศสัมพันธ์ในการสอดใส่อวัยวะเพศโดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายรักชายผ่านทวารหนัก

ผลที่เกิดขึ้นเมื่อสูดดมป๊อปเปอร์

  • การขยายตัวของหลอดเลือดจะทำให้รู้สึกอบอุ่นข้างใน
  • ความดันโลหิตลดลง
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • เกิดอาการวิงเวียนศีรษะมึน
  • กล้ามเนื้อทวารหนักเกิดการผ่อนคลาย

ผลข้างเคียงจากการสูดดมป๊อปเปอร์

  • ผิวหนังบริเวณรอบๆ จมูกหรือริมฝีปากแห้ง แตก หรือลอกออก
  • มีอาการไซนัสอักเสบ หรืออาการภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ
  • ปวดหัวยาวนาน
  • ความดันลูกตาเพิ่มขึ้น
Infographic Side Effects of Using Poppers
Side Effects of Using Poppers

นอกจากนี้ฤทธิ์การคลายหลอดเลือดจะทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็ว ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไปจนถึงอาการเคลิบเคลิ้ม การใช้เพื่อการผ่อนคลายจึงเป็นอีกสิ่งที่ผู้ใช้นิยม

ความเสี่ยงที่เกิดจากป๊อปเปอร์

ในทางกฎหมายป๊อปเปอร์ จัดเป็นสารระเหยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พุทธศักราช 2533 การซื้อขาย ครอบครอง จะต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามฤทธิ์ของป๊อปเปอร์สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงดังนี้

  • การที่หลอดเลือดในร่างกายขยายตัวทำให้เลือดมาคั่งบริเวณอวัยเพศได้มากขึ้น เสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคหากเกิดบาดแผลหรือมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน
  • ป๊อปเปอร์มีฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว รวมทั้งทำให้ประสิทธิภาพของการหลั่งสารเคมีในระบบภูมิคุ้มกันหลายชนิดบกพร่อง ทำให้เกิดสภาวะการกดภูมิคุ้มกันชั่วคราว เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • การใช้ป๊อปเปอร์ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มและก่อให้เกิดความเสี่ยงในการที่จะลืมป้องกันตนเอง เสี่ยงที่จะมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย

ถึงแม้ว่าป๊อปเปอร์จะแฝงไปด้วยอันตราย แต่จากการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มชายรักชายและไบเซ็กชวลมีการใช้สารระเหยดังกล่าว และยังมีอัตราเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนทั่วไปอีกด้วย

สรุป

ป๊อปเปอร์ เหมือนจะเป็นเครื่องช่วยในกิจกรรมทางเพศ แต่มันคือความสนุกที่เข้าถึงได้ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตามฤทธิ์ของป๊อปเปอร์อาจเป็นอันตรายได้หากใช้เป็นประจำ ทั้งนี้การหลีกเลี่ยงการใช้ป๊อปเปอร์จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจาก : mgronline eurekalert melmagazine
verywellmind

บทความน่าอ่านต่อ

Photo by Alora Griffiths on Unsplash

ความบอบบางของหัวนมนักวิ่ง

ใครจะคิดว่าหนึ่งในปัญหาของนักวิ่งคืออาการบาดเจ็บที่หัวนม? มาทำความรู้จักความบอบบางของหัวนมและป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากการวิ่ง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Sport man
Sport man

เรื่องนี้ หมอบัว หรือ นายแพทย์วิษณุ โล่ห์สิริวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ได้เล่าว่า ตนมีโอกาสรับหน้าที่กึ่งแพทย์สนามดูแลนักวิ่ง โดยมีคนมาถามหาพลาสเตอร์

“หมอรึเปล่าครับ มีพลาสเตอร์ไหมครับ”
“ใช่ครับผม มีครับ”

หมอบัวก้มหยิบพลาสเตอร์ในเป้ และมองไปนักวิ่งนั้น เงยหน้าขึ้นมาพบว่านักวิ่ง ไม่ได้เปิดข้อเท้าหรือหัวแม่โป้งเท้าแต่อย่างใด แต่กำลังเปิด … หัวนม … โดยเรียกอาการนี้ว่า #chafingnipple แปลว่า ถูเสียดสีจนร้อน หรือ #runnernipple ที่แปลตรง ๆ ว่าหัวนมนักวิ่ง หมอบัวจึงได้สรุป 10 ข้อต้องรู้ เกี่ยวกับหัวนมนักวิ่งเอาไว้ดังนี้

10 ข้อต้องรู้ หัวนมนักวิ่ง

1. กายวิภาคของหัวนมและลานนมต่างจากผิวหนังส่วนอื่น

ลานหัวนมจะมีต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และเส้นประสาทไวต่อความรู้สึกมากกว่า และยังมีส่วนของกล้ามเนื้อพิเศษ ทำให้ถูกกระตุ้นหดขยายได้ ส่วนปลายหัวนมนั้นเป็นที่รวมท่อน้ำนมแต่ไม่มีต่อมเหงื่อ

Man
Man

2. หัวนมนูนตั้งเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อลานหัวนมและหัวนม

การหัวนมนูนตั้งจะทำให้เกิดการเสียดสีกับเสื้อวิ่ง หรือเสื้อใน ยิ่งพอมีเหงื่อ ผิวหนังยิ่งชื้น ยิ่งอ่อนนุ่ม เสื้อชุ่มเหงื่อยิ่งหนักยิ่งรั้ง เสียดสีหัวนมมากขึ้น ยิ่งอากาศเย็นยิ่งพบบ่อยเพราะหัวนมยิ่งตั้งนะ (ซ้อมตอนเย็น ๆ อาจไม่ค่อยเจอ แต่มักจะชูชันตอนเช้าเพราะอากาศเย็นกว่า)

3. ไม่เกี่ยวกับขนาดเต้านม

อาการ chafing/runner nipple ส่วนใหญ่มักพบในผู้ชาย แม้ว่าหัวนมผู้ชายและเต้านมจะเล็กกว่าก็ตาม ผลจากการศึกษาบางเรื่องพบว่า คนที่วิ่งเกิน 50 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ถึง 1 ใน 3 ต้องเคยเป็น รวมทั้งนักปั่นก็มีรายงานในเรื่องนี้เช่นกัน

4. อาการเริ่มต้นมักจะแสบ ๆ คัน ๆ เสียว ๆ เจ็บ ๆ

อาการเริ่มต้นมักจะแสบ ๆ คัน ๆ เสียว ๆ เจ็บ ๆ จนสุดท้ายถลอก โดยแผลถลอกที่หัวนมโดนเหงื่อจะยิ่งเพิ่มความแสบความคัน หากปล่อยทิ้งไว้จนอาการหนักจะมีอาการเลือดออกจากหัวนม bleeding bloody nipple

shirtless man lay on bed
Man

5. การรักษาขณะวิ่ง

หากเกิดอาการดังกล่าวแนะนำให้นำพลาสเตอร์มาแปะหัวนมชั่วคราวเพื่อป้องกันการเสียดสี หรืออาจทาวาสลีน นอกจากนี้การถอดเสื้อวิ่งก็เป็นอีกตัวช่วย บางคนอาจใช้วิธีเจาะฉีกรูเสื้อตรงหัวนม แม้ว่านี่จะไม่ใช่การรักษาเยียวยา แต่มันคือการดูแลรักษาอาการไม่ให้แย่ลงขณะวิ่ง เพราะคุณคงไม่อยากหยุดวิ่งเพียงเพราะอาการเจ็บหัวนมหรอก จริงไหม?

6. การรักษาหลังวิ่งเสร็จ

ใครเคยเป็นจะรู้ว่า การอาบน้ำแบบทรมานหัวนมนั้นเป็นอย่างไร อาบไป ทั้งเจ็บ ทั้งแสบ ดังนั้นจึงควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น และใช้สบู่อ่อน ๆ แต่หากมีแผลตรงหัวนมควรปิดพลาสเตอร์แบบกัดน้ำ หรือทาครีมขี้ผึ้ง หรือใช้ปรึกษาการใช้ยาจากแพทย์ โดยจะต้องรักษาตามสภาพของอาการและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง โดยจะใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 วันนะกว่าผิวหนังใหม่จะสร้างและอาการแสบนมจะดีขึ้น แต่หากมีอาการแสบลึกอาจใช้เวลาพักฟื้นหัวนมเป็นสัปดาห์

shirtless man with tattoo
Nipple

7. กันหัวนมไว้ดีกว่าแก้

การป้องกันหัวนมไม่ให้บาดเจ็บมีด้วยกันหลายวิธี เพราะการลดขนาดของหัวนม หรือไม่ให้หัวนมตั้งจะเป็นไปได้ยาก การป้องกันจึงมีดังนี้

  • ทาวาสลีน หรือเจลหล่อลี่นก่อนวิ่ง
  • แปะพลาสเตอร์ หรือใช้ที่แปะหัวนมของผู้หญิง (nipple shield) แต่ข้อเสียคือ หากวิ่งในระยะทางนาน ๆ หรือเหงื่อออกเยอะจะทำให้หลุดออกได้
  • ทาแป้ง เพราะแป้งจะช่วยดูดซับความชื้น ไม่ควรใช้แป้งเย็น
  • เลือกเสื้อที่เหมาะสม ทั้งเนื้อผ้า ขนาด ทั้งนี้ควรซ้อมใส่ด้วยเสื้อตัวเดิมที่จะใช้ลงวิ่ง
  • สภาพอากาศ ความชื้นน้อย ระยะมาก ๆ ควรระวัง เนื่องจากมีผลการรายงานพบอาการเกิดกับผู้ที่วิ่งในระยะทางที่นาน และผู้ที่ใส่เสื้อผ้าหลวมเกินไป

8. แพทย์สนามควรพกกระปุกหรือหลอดวาสลีน

คอยช่วยเหลือและรักษาอาการเบื้องต้นกรณีพบผู้ที่มีอาการหัวนมนักวิ่ง

9. 18+ สำหรับนักวิ่งหญิง

กรณีผู้หญิงที่มีน้ำออกจากหัวนม ไม่ว่าจะด้วยการออกมาเองหรือจากการบีบ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการของเนื้องอกในท่อน้ำนม หรือมะเร็งเต้านม นักวิ่งหญิงจึงควรตรวจเต้านมทุกเดือนเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้หากผู้หญิงที่เกิดแผลที่หัวนม (nipple fissure) หรือลานหัวนม (areola ulcer) หรือบริเวณผิวหนังเต้านม แม้จะไม่เจ็บอย่านิ่งนอนใจ อาจไม่ใช่เป็นแค่เชื้อราหรือ ผิวหนังอักเสบ ผื่นภูมิแพ้ความอับชื้นอย่างที่คิด แต่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งเต้านม

สำหรับผู้ที่ทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก สามารถวิ่งได้อย่างปกติ แต่ควรระมัดระวังขณะแกว่งแขน และแนะนำให้หยุดพักการวิ่งอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ โดยก่อนกลับมาวิ่งให้เดินเบา ๆ และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเร็วขึ้น รวมทั้งการใส่ซัพพอร์ต หรือสปอร์ตบราที่กระชับพอดี

Man with Mask
Man with Mask

10. หัวนมนักวิ่ง แม้จะเล็กแต่ทำเรื่องใหญ่

แม้ว่าปัญหาของหัวนมจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ก็ทำให้นักวิ่ง DNF (Did Not Finish แปลตรงตัวว่า วิ่งไม่จบ) ดังนั้นจึงควรป้องกัน ทา หรือแปะหัวนม ใส่เสื้อที่ฟิตพอดีก่อนออกไปวิ่งหรือไปซ้อมอย่างมีความสุข ทั้งนี้นักวิ่งที่มีปัญหาเดียวกันบริเวณขาหนีบ ต้นขาใน สายบรา หรือรักแร้ ก็สามารถใช้หลักป้องกันและรักษาเดียวกันได้

รู้แบบนี้แล้ว นักวิ่งอย่าลืมดูแลหัวนมของตัวเองก่อนออกวิ่งนะครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากเฟซบุ๊ก เพื่อสองเต้าที่เท่ากัน by Dr Bua

บทความน่าอ่านต่อ

Kids with smartphone

เลี้ยงลูกด้วยสมาร์ตโฟนให้ปลอดภัย

การใช้จอสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือจอโทรทัศน์ในการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่มือใหม่หลายคนนิยมทำเพื่อให้ลูกน้อยนิ่งสงบ ไม่ร้อง ไม่ซุกซน แต่นั่นเป็นโทษมหันต์กับลูกของคุณ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะห้ามลูกน้อยไม่ให้ยุ่งกับหน้าจอสี่เหลี่ยมนั้นทำได้ยาก ทางเลือกที่พ่อแม่ทำได้คือ การสอนให้ลูกใช้สมาร์ตโฟนอย่างถูกวิธี แทนการปล่อยปละละเลยอย่างไม่รู้ชะตากรรม

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Boy with smartphone

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่ใจอ่อนคือ “เสียงร้อง” ของลูกน้อย เมื่อไม่อยากให้ลูกร้องจึงรีบตอบสนองด้วยการหยิบจอสีเหลี่ยมยัดใส่มือของลูก ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด 

จากการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบด้านอารมณ์และพฤติกรรมความรุนแรงของ American Academy of Pediatrics พบว่า ความรุนแรงที่เห็นจากหน้าจอโทรทัศน์และสื่อต่างๆ นับวันยิ่งมีความเพิ่มขึ้นและส่งผลร้ายต่อเด็ก เพราะจะทำให้เด็กสะสมอารมณ์หวาดกลัว วิตกกังวล ขี้สงสัย นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือซึมเศร้า และมีแนวโน้มที่จะแสดงความรุนแรงมากขึ้น พ่อแม่จึงควรระวังเรื่องการเสพสื่อผ่านจอโทรทัศน์ หรือจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งทางที่ดีคือการสนับสนุนให้ลูกออกมาขยับร่างกาย

วิธีรับมือกับลูกที่ร้องเรียกสมาร์ตโฟน

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการให้เด็กเรียนรู้อารมณ์โกรธ อารมณ์โมโห ถูกขัดใจ แต่ต้องทำด้วยวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก โดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์และรองอธิบดีกรมอนามัย ได้ให้คำแนะนำเอาไว้ดังนี้

  1. เมื่อลูกร้องต้องการสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ให้ดึงความสนใจจากเด็กด้วยการชวนทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น วาดรูป เต้นระบำ พาลูกไปเที่ยวข้างนอก หรือชวนเล่นกีฬาง่าย ๆ ซึ่งพ่อแม่ต้องมีความหนักแน่นในการกระทำอย่างต่อเนื่อง
  2. ใช้สื่อหน้าจอกับลูกเพียงแค่เวลาสั้น ๆ เช่น เปลี่ยนจากการดูคลิปวิดีโอ หรือเล่นเกมเป็นการอ่าน E-Book แทน และไม่ควรทิ้งเด็กเอาไว้ลำพัง เพราะการอ่านจากหน้าจอไม่เหมือนการอ่านจากหนังสือเป็นเล่ม และไม่ควรให้ใช้บ่อยเพื่อให้เด็กควบคุมอารมณ์ รู้จักการรอคอย ซึ่งการใช้สื่อหน้าจอควรอยู่ในการดูแลของพ่อและแม่
  3. บริหารเวลาในการดูแลให้ลูกได้รับความรัก ความอบอุ่น ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ การควบคุมอารมณ์ตัวเองจะทำได้ยาก จึงไม่ควรให้ใช้สื่อหน้าจอ แต่ในเด็กที่โตและรู้จักการรอคอย ควบคุมอารมณ์ได้ พ่อแม่สามารถให้ลูกใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตได้ แต่ต้องอยู่ในการดูแลของพ่อแม่
  4. พ่อแม่มีส่วนช่วยในการเรียนรู้ โดยให้พิจารณาดูความพร้อมของลูก ว่าสมควรที่จะใช้สื่อหน้าจอหรือไม่ และควรปลูกฝังเรื่องการเคารพเวลาให้มีทักษะทางสังคมที่พร้อม ไม่สนับสนุนสื่อที่แฝงไปด้วยสิ่งยั่วยุหรือความรุนแรง
Boy with smartphone
Kids with smartphone

แม้ว่าการห้ามไม่ให้ลูกอยู่กับสื่อหน้าจอเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เมื่อถึงวันที่เขาโตขึ้นก็ควรที่จะเรียนรู้การเสพสื่ออย่างถูกวิธี ซึ่งการเริ่มต้นใช้เวลาหน้าจอของพ่อกับแม่คือการนั่งดูไปพร้อมกับลูกและปฏิบัติตามคำแนะนำเคล็ดลับกฎทอง 4 ประการสำหรับลูกดังนี้

สอนลูกให้ใช้หน้าจออย่างมีประโยชน์

  1. สอนให้รู้จักความต่างระหว่างคนจริงกับตัวละคร
    พ่อแม่ต้องสอนให้รู้จักแยกแยะว่าตัวละครและคนจริงนั้นแตกต่างกัน เป็นก้าวแรกที่จะสอนให้ลูกแยกแยะเพื่อให้ลูกปลอดภัยจากพิษภัยของการดูโทรทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  2. สอนให้รู้จักความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมติ
    บางรายการอาจนำมาใช้สอนเด็กให้เรียนรู้โลกจริงกับโลกสมมติได้ เช่น รายการที่มีการเล่านิทานประกอบภาพ หรือละครหุ่นสำหรับเด็ก แต่พ่อแม่ต้องคอยบอกลูกว่าช่วงไหนเป็นเรื่องจริง ช่วงไหนเป็นเรื่องสมมติ ขั้นตอนนี้เป็นการสอนต่อจากข้อแรก เพราะหลังจากเด็กแยกแยะระหว่างตัวละครกับคนจริงได้ เขาควรจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมติด้วย
  3. ชวนให้ลูกดูรายการที่เหมาะสม
    พ่อแม่ต้องหาเทคนิคดึงความสนใจของลูกให้ดูรายการที่เหมาะสมกับวัย การชี้ชวนให้ลูกดูในสิ่งที่ควรดูขณะนั่งอยู่ด้วยกัน เช่น เห็นนกไหมลูก น่ารักไหม / ดูลิงนั่นสิ กินกล้วยใหญ่เลย เป็นต้น การทำเช่นนี้จะทำให้เด็กคุ้นเคยกับคำแนะนำหรือคำชวนของพ่อแม่ และทำให้เขาสนใจในสิ่งที่เราเลือกหยิบยื่นให้ และยังสามารถควบคุมคุณภาพของรายการโทรทัศน์ที่ลูกควรดูได้ด้วย
  4. ควบคุมการเปิด-ปิดโทรทัศน์ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต
    ควรออกกฎของบ้านและกำหนดเวลาใช้ให้ชัดเจนในการดูโทรทัศน์และเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็ก เช่น เมื่อจบรายการแล้วควรอุ้มลูกไปหน้าจอแล้วบอกว่า “จบแล้วปิดดีกว่านะ” เมื่อเรากดปุ่มปิดก็จะเป็นการสอนให้เด็กดูโทรทัศน์เป็นเวลา ไม่หมกมุ่นกับจอมากเกินไป ซึ่งสามารถใช้วิธีนี้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ด้วย เช่น กำหนดว่าลูกจะเล่นได้เวลาไหนและมากน้องเท่าไหร่ เพื่อเป็นการฝึกวินัยเบื้องต้น
Kids with smartphone
Boy with smartphone

เมื่อเด็กถึงวัยที่สามารถเสพสื่อได้แล้ว พ่อแม่ก็ควรจำกัดการเข้าถึงให้กับลูก เพื่อไม่ให้เด็กเสพสื่อที่ไม่เหมาะไม่ควร 

สื่อหรือรายการแบบไหนที่เด็กไม่ควรดู

  1. ละครดราม่า รัก ริษยา โศกเศร้า เคล้าน้ำตา คุกคามทางเพศ ลองคิดดูว่า ลำพังแค่เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันก็สร้างความปวดหัวให้คุณได้แล้ว ยังต้องมานั่งดูเหตุการณ์จำลองที่สร้างมาเพื่อเสนอสงครามทางอารมณ์ที่เกินเลยอีกหรือ
  2. ภาพยนตร์ชุดเป็นตอน ๆ ซีรีส์ และภาพยนตร์ตื่นเต้นระทึก ต่อสู้รุนแรง ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตำรวจ สงคราม นักสืบ หรือพิศวาสฆาตกรรมที่หนีไม่พ้นฉากฆ่าฟัน ภาพระเบิดหรือภาพสยดสยอง ซึ่งกระทบต่อเด็กตั้งแต่วัยหัดคลาน เพราะสีหน้าของตัวละครที่บูดบึ้งหรือมีกิริยาข่มขู่ ตะคอก จะทำให้เด็กเริ่มใจเสีย หวาดกลัวและร้องไห้ เมื่อเขาได้ดูบ่อย ๆ ภาพเหล่านั้นจะฝังอยู่ในหัวของเด็กทำให้ฝังใจกับจินตนาการอันน่ากลัว
  3. ภาพยนตร์ที่มีการถ่ายภาพระยะใกล้ ใบหน้าตัวแสดงในโทรทัศน์มีผลกระทบต่อเด็ก เพราะเด็กเล็กจะชอบดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้าเห็นใบหน้าถมึงทึง ตาเหลือกค้าง หน้าผีสยดสยองหรือใบหน้าที่แสดงออกถึงอารมณ์ไม่ปกติ ภาพเหล่านี้จะทำให้เด็กกลายเป็นคนขี้กลัวโดยไม่มีเหตุผล หรืออาจชินชาต่อความเจ็บปวดและความหายนะของผู้อื่น ทำให้ขาดการเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างเพื่อนมนุษย์
  4. รายการที่มีเสียงประกอบดังรุนแรง บางรายการภาพอาจไม่เป็นพิษ แต่อาจมีเสียงที่เป็นพิษ เช่น เสียงกริ่งหรือกระดิ่งนาน ๆ เสียงร้องโหยหวนของปีศาจ เสียงไซเรนรถ หรือเสียงหวีดร้องเป็นต้น เสียงเหล่านี้อาจทำให้เด็กตื่นกลัวและเกิดอารมณ์วุ่นวายสับสนได้

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำคือ การตั้งรหัสผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟนเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเข้าไปเล่นหรือดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ตามอำเภอใจ การสอนลูกให้เรียนรู้และสร้างพฤติกรรมที่ดีในการอยู่กับจอไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเริ่มขัดเกลาตั้งแต่ยังเด็ก และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย เพราะผู้ใหญ่เองเป็นรายการโทรทัศน์สุดโปรดที่ลูกติดตามมากที่สุด

สรุป

จะเป็นอย่างไรหากเด็กๆ เติบโตขึ้นมากับ “สาร” ต่างๆ ที่ส่งผ่านมาทางสื่อหน้าจอที่มีการทะเลาะ ด่าทอ เกรี้ยวกราด ลามกหรือการตีรันฟันแทง สิ่งที่เราสามารถป้องกันเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตได้คือการสอนให้รู้จักแยะแยะและเข้าใจสื่อให้มาก เพื่อให้เกิดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และแยกแยะความเป็นจริงกับความสมมติในเนื้อหาได้ เพื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์และมีสุขภาพจิตที่ดีในอนาคต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก Sook Publishing
งานเสวนาในหัวข้อ “มิติด้านสื่อเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคมสุขภาวะ”
บทความ ‘ACP’ ตัวช่วยดึงเด็กไทยออกจากหน้าจอ
และเตือน!! ลูกติดหน้าจอ เป็น `ออทิสติกเทียม`

บทความน่าอ่านต่อ

man wear red shirt

หัวนมผู้ชาย มากมายกว่าที่คิด

อวัยวะหนึ่งของร่างกายที่นูนขึ้นมาตรงหน้าอกของมนุษย์คือเต้านม แต่สิ่งที่มักจะชูชันและโผล่ทะลุเสื้อออกมาคือส่วนของหัวนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชายที่ไม่มีเสื้อซับในคอยปกปิดทำให้บางคนมักจะพบปัญหาที่หัวนมเกิดลักษณะนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนหลายคนรู้สึกอับอายและตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องมีหัวนม?

หัวนม เป็นอวัยวะที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่ามันมีเพื่ออะไร มีเอาไว้ทำอะไร บทความนี้จึงขอนำเสนอเรื่องราวน่ารู้มากมายเกี่ยวกับหัวนมผู้ชายมาแบ่งปันกันครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
shirtless man with tattoo
Nipple

“หัวนม” หรือบางคนจะเรียกว่าจุกหรืออะไรก็แล้วแต่ จะเพศไหนก็มีหัวนม ถ้าไม่มีสิแปลก มันก็คืออวัยวะหนึ่งในร่างกายเรา แต่ทุกคนรู้เรื่องของ “หัวนม” ดีพอแล้วหรือยัง?

เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมบางคนหัวนมบอด หัวนมบุ๋ม หรือเวลาพูดว่า “นมดำ” หมายถึงหัวนมหรือทั้งเต้า? จริงๆ แล้ว จุกนม หรือหัวนมจะอยู่ตรงกลางเต้า โดยจะเชื่อมต่อกับลานหัวนม หรือที่เป็นวงกลมรอบผิวหัวนม ดังนั้นคนผิวขาว ลานหัวนมก็ขาว แต่หัวนมคล้ำ หรือเป็นคนผิวคล้ำ ลานหัวนมก็คล้ำ แต่หัวนมขาว ผิวขาวก็จุกดำได้ ผิวคล้ำก็จุกขาวได้ ถ้าผิวขาวแล้วจุกขาวกันทั้งโลก คงไม่มีคนผิวขาวซื้อครีมทาหัวนมชมพูมาใช้แน่นอน

shirtless man lay on bed
Man

5 เรื่องน่ารู้ของหัวนมผู้ชาย

สำหรับ 5 เรื่องน่ารู้ของหัวนมผู้ชายที่เอามาฝากกันวันนี้ ปรภ ได้รวบรวมข้อมูลมาจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อคุณผู้ชายโดยเฉพาะ ดังนี้

1. เรื่องของสีหัวนม

หลายคนอาจคิดว่าการถูกดูดนมบ่อยๆ อาจทำให้สีของหัวนมคล้ำได้ แต่ที่จริงแล้วสีของหัวนมจะถูกกำหนดด้วยชาติพันธ์ต่างหาก เพราะคนที่มีหัวนมชมพูนั้นต่อให้มีลูกสักสิบคน เลี้ยงด้วยนมแม่ทุกคน หัวนมก็ยังชมพูอยู่ดี

อย่างไรก็ตามย้อนกลับไปเมื่อเกือบสี่ร้อยปีก่อน Jane Sharp ได้เขียนตำราศิลปะการผดุงครรภ์เอาไว้เมื่อปี 1671 ได้บรรยายลักษณะของสีหัวนมที่สามารถบอกสุขภาพได้ โดยเวลาที่หมอกับพยาบาลจะดูว่าผู้หญิงสุขภาพเป็นอย่างไร เขาจะดูจากสีของหัวนม

หัวนมจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนสตรอว์เบอร์รี่สดหลังมีเพศสัมพันธ์ นั่นคือสีที่สุขภาพดีตามธรรมชาติ แต่พออายุเพิ่มขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ

เคยได้ยินทฤษฏีแปลกๆ เกี่ยวกับหัวนมว่า สีหัวนมไม่ต่างอะไรกับสีริมฝีปาก แต่ทฤษฎีนี้เป็นอันล้มเลิกไป เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์บอกว่า สีหัวนมของคนเราสามารถเปลี่ยนได้ตลอดตามอุณหภูมิ การตั้งครรภ์ อายุ (ยิ่งอายุมาก สีของหัวนมยิ่งคล้ำ)

Man with Mask

2. ความเสียวจากหัวนม

มีการวิจัยที่ทดลองจากภาพ MRI พบว่าหัวนมคือบริเวณที่ไวต่อการสัมผัส และทำให้สมองสั่งการให้รู้สึกดี ดังนั้นการบีบ เค้น คลึง บิด และดึงหัวนมเหมือนในหนัง AV อาจจะฟิน แต่ในชีวิตจริงบางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ การสัมผัสบริเวณหัวนมต้องทำด้วยความนุ่มนวลและเบามือ     

ในปี 2011 มีงานวิจัยที่พบว่า การกระตุ้นด้วยหัวนมเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้เสร็จสมอารมณ์หมายได้ แม้ว่าอาจจะเป็นเปอร์เซนต์ที่ไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่ก็สามารถทำได้ ซึ่งการไซร้ นัว ดูด คลึง ก็ทำให้เสียวซ่านจนเสร็จสมดั่งใจหมายเช่นกัน

3. หัวนมที่มากกว่าสอง

ภาวะหัวนมเกิน (Supernumerary nipples) พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ที่จะมีหัวนมมากกว่า 2 อาจจะเป็น 3 หรือ 4 หรือ 5 หรือ 7 ก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นในลักษณะที่มีติ่งเนื้อยื่นออกมาเฉย ๆ ไปจนถึงสามารถใช้งานได้เหมือนหัวนมปกตินั่นคือสามารถให้นมได้ จึงไม่แปลกที่จะพบเจอคนที่มีหัวนมมากกว่าหนึ่ง ถือว่าเป็นของแถม

Sport man

4. หัวนมไม่ชอบออกกำลังกาย

การออกกำลังกายทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่ดี แต่มันอาจจะทำให้หัวนมของคุณไม่ได้รู้สึกดีตามไปด้วย เพราะการออกกำลังกายอาจทำให้หัวนมแห้งและแตก หรือช้ำเลือดช้ำหนอง แดงบวมได้ เกิดจากมีการเสียดสีระหว่างหัวนมกับเสื้อมากเกินไป ทางแก้คืออาจเอา พลาสเตอมาแปะ หรือนำปิโตรเลียมเจลลี่/วาสลีนมาทาก่อนที่จะออกกำลังกายก็ช่วยได้เยอะครับ

5. ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

เรื่องนี้อาจเป็นที่น่าตกใจสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่เป็นเรื่องจริงที่เคยลงหนังสือพิมพ์ข่าวสดมาแล้ว โดย นายพิบูลวัฒน์ ยังสุข อายุ 59 ปี ได้เล่าอาการมะเร็งเต้านมเอาไว้ดังนี้

“ผมเป็นมะเร็งขึ้นที่ 2 เป็นมาประมาณ 3 เดือนก่อนจะไปผ่าตัด ตอนนั้นไม่ได้สนใจ คิดแค่ว่าคงเป็นซีสธรรมดา แต่รู้สึกผิดปกติ เพราะก้อนโตขึ้น และหัวนมบุ๋ม เหมือนโดนรั้งผิดปกติ เวลาหมอผ่าตัดก็เอาหัวนมออกไปด้วย หมอบอกมีผู้ชาย1 ใน 1000 คนเท่านั้นที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ผู้ชายส่วนมากจะเป็นมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่ 99% ผู้หญิงจะเป็นมะเร็งเต้านม ผมเองไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นมะเร็งเต้านม ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครเป็นมะเร็ง ตอนนี้ต้องกินยา ต้านฮอร์โมนเพศหญิง “เอสโตรเจน” ซึ่งต้องกินนานถึง 5 ปี” 

อาการมะเร็งเริ่มจากการเป็นก้อนแข็งตรงใต้หัวนมข้างขวา ไม่เจ็บ คล้ายเนื้องอกหรือซีส และจะเริ่มค่อย ๆ เจ็บในภายหลัง หากใครที่มีอาการดังกล่าวแนะนำไปรีบไปหาหมอเพื่อให้นำตัวอย่างเนื้อไปตรวจและรับการรักษาอย่างทันที

Man
Man

สรุป

เรื่องของหัวนม เป็นเรื่องธรรมชาติ ถึงสังคมทั่วไปจะไม่โชว์อวัยวะส่วนนี้ในที่กลางแจ้ง แต่เราก็ต้องอยู่กับมันทุกวันจึงควรรู้จักธรรมชาติของมัน สังเกตลักษณะความผิดปกติไว้ ถ้าเจออะไรแปลกๆ จะได้ไปหาหมอทันเวลา อย่าปล่อยให้นมเน่า หรือเป็นมะเร็งลามไประยะสุดท้ายเสียก่อนละครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก womenshealthmag medical-dictionary – jezebel – SistaCafe – ข่าวสด

บทความน่าอ่านต่อ

a man smile

ใช้ชีวิต กับ HIV

ปัจจุบันผู้ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่มีสุขภาพที่ไม่ต่างไปจากผู้ที่ไม่มีเชื้อ  อันเนื่องมาจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ที่ทุกคนเข้าถึงการรักษาได้ตามสิทธิด้านสุขภาพที่ตัวเองมี  ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิบัตรทอง ผู้ติดเชื้อที่เข้าถึงการรักษาจึงสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Undectectable = Untransmittable
U = U

“…ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสเกิน 6 เดือนขึ้นไป และตรวจไม่เจอพบเชื้อไวรัสในเลือด คน ๆ นั้นจะไม่สามารถส่งต่อเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้…” 

ในทางการแพทย์เรียกกระบวนการนี้ว่า U = U โดย U ตัวแรกมาจาก Undetectable (ตรวจไม่พบ) ส่วน U ตัวที่สองมาจาก Untransmittable (ไม่ถ่ายทอด) ดังนั้น U = U จึงหมายความว่า เมื่อตรวจไม่เจอ (เชื้อเอชไอวี) ก็ไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้

asian guy in green screen
asian guy

การศึกษาทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เก็บข้อมูลจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสเป็นประจำจนตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในกระแสเลือด และมีคู่ที่ไม่ติดเชื้อ โดยที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบสวมถุงยางอนามัยและไม่สวมถุงยางอนามัยกับคู่ พบว่า

  • ไม่พบการติดเชื้อเพิ่มจากคู่ที่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ
  • ไม่พบการติดเชื้อเพิ่มจากคู่ที่ไม่สวมถุงยางอนามัยแต่กินยาต้านเป็นประจำ
  • พบการติดเชื้อของคู่ที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่รู้ผลเลือด ซึ่งหมายถึงไม่ได้ติดเชื้อจากคู่ที่เป็นผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสเป็นประจำ

…คนที่ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่ติดมาจากคนที่ไม่รู้ว่ามีเชื้อและไม่ได้ป้องกัน…

two man shirtless in the rain
gay couple

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “…การที่ผู้ติดเชื้อกินยาต้านไวรัสเป็นประจำ ทำให้พวกเขาเหล่านี้ปลอดภัยยิ่งกว่าคนที่ไม่เคยตรวจเลือดและไม่รู้ผลเลือดตนเอง ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนในสังคมจะรังเกียจผู้ติดเชื้อ แต่ควรสนับสนุนให้ทุกคนไปตรวจเลือดมากกว่า…”

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์

  • เอชไอวี (HIV Human Immunodeficiency Virus) 
    หมายถึงเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย หากมีไวรัสเอชไอวีในปริมาณที่มาก ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะน้อยลง ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เอดส์ (AIDS ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome) 
    เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจาก ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเสื่อมลง เนื่องจากได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย โดยจะไม่เกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่จะทำลายภูมิคุ้มกันไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่าง ทำให้เกิดโรคฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ฯลฯ ซึ่งทุกโรค รักษาให้หายได้
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี 
    คือผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย แต่ร่างกายยังแข็งแรง และสามารถใช้ชีวิตได้เช่นคนทั่วไป  โดยเฉพาะผู้ที่กินยาต้านเอชไอวีสม่ำเสมอ และดูแลป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อเพิ่ม  
  • ผู้ป่วยเอดส์ คือผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีความเจ็บป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส ซึ่งภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและความเจ็บป่วยเหล่านี้สามารถดูแลรักษาให้หายได้
  • ภูมิคุ้มกัน หมายถึงกลไกการป้องกันตนเอง เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม โดยระบบการทำงานของเซลเม็ดเลือดขาว
  • โรคฉวยโอกาส หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง  จนไม่สามารถควบคุมโรคที่โดยทั่วไปจะไม่เกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบชนิด PCP(Pneumocystis Carinii Pneumonia) หรือเชื้อราเยื่อหุ้มสมอง
  • ไวรัสโหลด (Viral load) คือปริมาณไวรัสในเลือด ในที่นี้หมายถึงปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด การมีเชื้อเอชไอวีในเลือดมากอาจมีผลให้จำนวน CD 4 ลดลง(CD 4 คือเม็ดเลือดขาวกลุ่มที่จัดระบบภูมิต้านทานการติดเชื้อ) ผู้ติดเชื้อที่รับยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ จะพบว่ามีจำนวนของ CD 4 เพิ่มขึ้นและปริมาณไวรัสลดลง นั่นคือการทานยาต้านเป็นประจำจะทำให้เชื้อเอชไอวีในเลือดมีน้อยลง
Apple with plastic syringes
Apple with plastic syringes

การติดต่อของเชื้อเอชไอวี

  1. การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศสัมพันธ์ที่มีการสอดใส่โดยไม่ได้ป้องกัน (ด้วยถุงยางอนามัย) ทั้งทางช่องคลอดและช่องทวาร ชายกับหญิง และชายกับชาย (เพราะชายหญิงก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ทางทวารได้)
  2. ติดต่อทางเลือด ซึ่งมีเพียงการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และการติดเชื้อจากแม่(ที่เป็นผู้ติดเชื้อ)สู่ลูกเท่านั้น  ซึ่งปัจจุบันถ้าแม่ฝากครรภ์และได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีต่อเนื่อง ก็จะทำให้ทารกลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวีลงเหลือน้อยกว่า 2%

เอชไอวี ป้องกันได้ เอดส์รักษาได้  

  • การใช้ถุงยางอนามัย เป็นวิธีป้องกันที่มีค่าใช้จ่ายน้อย มีประสิทธิภาพสูง  และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น หนองใน ซิฟิลิส รวมทั้งป้องกันมะเร็งปากมดลูก ได้ด้วย  
  • การกินยาเพร็พ (PrEP ย่อมาจาก Pre Exposure Prophylaxis) ที่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มผู้ที่ไม่มีเชื้อแต่มีความเสี่ยงสูง แต่ตัวยานี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศโรคอื่น ๆ ได้
  • อื่นๆ เช่น การขลิปหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย การใช้ถุงยางอนามัยสตรี (ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย) เป็นต้น
Gay couple
Gay couple

การใช้ชีวิตคู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ป๊อป (นามสมมติ) เผยประสบการณ์ที่รู้ว่าคนรักของตนเองติดเชื้อเอชไอวี โดยตัดสินใจว่า หลังจากที่รู้ก็ตัดสินใจว่าจะลองให้โอกาสคบ เพราะตนเองมองว่า คนทั่วไปเมื่อรู้ว่าแฟนติดเชื้อเอชไอวี  อาจไม่ให้โอกาสในการคบต่อ แต่ตนอยากจะให้โอกาสกับแฟน โดยได้เริ่มศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบปกติกับคนรักให้นานที่สุด

“…ผมไม่ได้ดูแลอะไรเขาเป็นพิเศษ เพราะเขาเองก็ดูแลตัวเองดี กินยาต้านเชื้ออยู่เป็นประจำ ซึ่งผมมองว่าการทำตัวเป็นปกติและใช้ชีวิตให้ปกติที่สุดเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนของผมไม่คิดกังวลมาก…” 

a man smiling
smile

สรุป

ผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดของตนเองสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาและตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยแสดงบัตรประชาชน  และสามารถรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ฟรีตามสิทธิ  ส่วนเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถรับบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครอง

‘เราสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้
หากเราเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน’

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
ป๊อป (นามสมมติ) ผู้ที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ข้อมูลบางส่วนจากสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค
สภากาชาดไทย และหนังสือ สิ่งที่เธอต้องรู้ สิ่งที่เขาต้องรู้

บทความน่าอ่านต่อ

A man with a globe

อยู่อย่างเข้าใจกับอาการซึมเศร้า

ในยุคที่ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยอาการซึมเศร้าอยู่มากมาย แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในอาการเศร้า และคิดไปเองว่าป่วยด้วยโรคซึมเศร้า และกลายเป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างแทน จนผู้ที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าถูกมองเหมารวมไปหมด ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนเข้าใจกับผู้ที่อยู่กับอาการซึมเศร้าที่แท้จริง

โรคซึมเศร้า ถือเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพ เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกอาชีพ ทุกวัย ปรภ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าและพบแพทย์เป็นประจำ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
A man portrait in the dark with Silhouette
Portrait in the dark

ผู้ที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ทั้งในด้านอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมไปถึงอาการทางร่างกายต่างอื่นๆ เช่น นอนไม่หลับ กินน้อยหรือมากจนเกินไป เป็นต้น นอกจากนี้จากคนที่ชอบพูด ชอบคุย ชอบออกไปไหนมากไหนกับเพื่อน ดูหนัง ฟังเพลง ทุกอย่างจะค่อยๆ เปลี่ยน หรือกับบางคนอาจจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเปลี่ยนแล้วก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยสิ้นเชิง อาการเหล่านี้หากรู้ตัวเองก็ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อปรับวิธีคิดและอยู่อย่างเข้าใจกับอาการซึมเศร้าของตัวเอง แต่หากคนสนิทมีอาการดังกล่าวไม่อยากให้นิ่งนอนใจ เพราะเขาอาจกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ก็ได้

อยากให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเข้าใจกับอาการซึมเศร้าของตัวเอง อย่ามองคนอื่นหรือนำคนอื่นมาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละคนมีอาการที่แตกต่างกัน รวมไปถึงการรักษาที่จะต้องวินิจฉัยโดยแพทย์เท่านั้น

silhouette of man
Shadow man

อาการที่สังเกตผู้เป็นโรคซึมเศร้า

  • มีอารมณ์เศร้า หดหู่ ท้อแท้ ซึม หงอย ทั้งที่ตัวเองรู้สึกหรือคนอื่นก็สังเกตเห็น
  • เบื่อ ไม่อยากทำอะไร หรือทำอะไรก็ไม่สนุกเพลิดเพลินเหมือนเดิม
  • เบื่ออาหาร หรือกินมากเกินไป
  • หลับยาก หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนหลับมากไป
  • คิดช้าพูดช้า ทำอะไรช้าลง สมาธิความคิดอ่านช้าลง
  • หงุดหงิด กระวนกระวาย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า
  • คิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรืออยากทำร้ายตนเอง
    …เป็นต้น

“…ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีรายละเอียดและวิธีรักษาที่แตกต่างกัน แต่จะมีจุดร่วมที่สามารถทำความเข้าใจและช่วยให้บุคคลรอบข้างมีวิธีปฏิบัติเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจดีขึ้น…”

Man sitting on Sofa
Man sitting on Sofa

นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิตบอกถึงวิธีปฏิบัติสำหรับผู้เป็นโรคซึมเศร้าในระดับต่าง ๆ ดังนี้

ระดับต่างๆ ของโรคซึมเศร้า

  • อาการซึมเศร้าเล็กน้อย ควรเน้นการปรับกิจวัตร หากมีอาการเศร้าเรื้อรังที่เป็นมานาน มักเกิดจากนิสัยขี้กังวลและการขาดทักษะจัดการอารมณ์และจัดการสถานการณ์ชีวิต ควรฝึกทักษะจัดการปัญหาเชิงรุก ทักษะจัดการอารมณ์ การสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความรู้สึกดีและความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง
  • อาการซึมเศร้ามีปานกลาง ยาและการปรับกิจวัตรจะช่วยได้มาก โดยเฉพาะการกินอาหารที่ดีกับสุขภาพ การนอนเพียงพอ การออกกำลังกายให้มากพอ และการทำกิจกรรมผ่อนคลาย ถ้าเป็นไปได้ควรฝึกการมีสติรู้ทันความคิดนึกประยุกต์ใช้สติเพื่อการดูแลเรื่องอารมณ์ของตัวเองระวังการมองอารมณ์ลบว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธหรืออารมณ์เศร้า เพราะอารมณ์เป็นธรรมดาของชีวิตคนเรา สิ่งสำคัญคืออารมณ์บอกอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในใจเรา
  • อาการซึมเศร้ามาก ควรเน้นให้กินยาสม่ำเสมอ และให้กำลังใจว่าอาการจะดีขึ้น หากเป็นไปได้ ควรเดินออกกำลังกายเบา ๆ ช่วงแสงแดดอ่อน ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เท่าที่พร้อมจะทำ
Man in red shadow
Shadow man

หากคนรู้จักอยากฆ่าตัวตาย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความคิดฆ่าตัวตายไม่ควรละเลยและคิดไปเองว่า คนที่พูดถึงความคิดฆ่าตัวตายเป็นการเรียกร้องความสนใจ คงไม่ลงมือทำจริง แต่!

“…การบอกถึงความคิดฆ่าตัวตาย สะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ในใจ ที่ทำให้เขาสิ้นหวังกับการมีชีวิต…”

เป็นสัญญาณเตือนให้รีบขอความช่วยเหลือ ควรให้จิตแพทย์หรือคนทำงานด้านสุขภาพจิตได้ช่วยประเมินความเสี่ยงและร่วมกันกำหนดแนวทางช่วยเหลือ

อย่าละเลยคนที่บอกว่าจะฆ่าตัวตาย หรือโพสต์สถานะหมดกำลังใจบนโซเชียลมีเดีย เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณอาจจะได้ข่าวของเขา

a man cry
a man cry

โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ แต่ขั้นแรกจะต้องเริ่มจากความเข้าใจในโรคนี้ก่อน ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวผู้ป่วยเองแต่ยังรวมถึงคนรอบข้างด้วย โดยเฉพาะคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด จะช่วยได้มากด้วยการให้ความเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี โรคซึมเศร้าอาจรุนแรงจนถึงระดับที่นอกจากจะกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยตัดสินใจจบชีวิตตัวเองได้

ทั้งนี้คนทั่วไปมักจะคิดว่าตนเข้าใจโรคซึมเศร้า เพราะเคยรู้สึก ‘เศร้าใจ’ เป็นบางช่วงเวลา หรือเคยมีบางสิ่งบางอย่างทำให้เขารู้สึกเสียใจมาบ้างและสามารถรับมือได้ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่

กรณีผู้ป่วยซึมเศร้าเขาอาจไม่มีพลังและความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะดีขึ้นได้ ไม่มีแรงไปออกกำลังกาย ไม่อยากทำอะไร วิธีปฏิบัติตัวต่อกันจึงควรเป็นไปด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของโรค อย่าเพิ่งตัดสินว่า การที่เขาไม่ทำ หรือทำไม่ได้ แปลว่า เขาขี้เกียจ ไม่มีวินัย ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง หรือเรียกร้องความสนใจ ความคิดเช่นนี้กลับจะยิ่งทำให้เราปฏิบัติต่อเขาในแบบตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์ บังคับ และทำให้อาการแย่ลงได้

picture of two man on Silhouette
two man

วิธีปฏิบัติตัวต่อผู้ป่วยซึมเศร้า คือ ให้กำลังใจ ชวนทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยแบบรับฟัง ไม่ตัดสิน ไม่ต้องพยายามให้คำตอบว่าควรทำอย่างไร ในกรณีของสมาชิกในครอบครัว ถ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ก็ให้ใช้การสัมผัสและการแสดงความรักความห่วงใยผ่านการกระทำ เช่น จัดเวลาทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกัน

ตัวอย่างคำพูดให้กำลังใจที่ดี

  • อยากให้ฉันกอดไหม
  • เธอไม่ได้อยู่คนเดียวนะ
  • เธอสำคัญสำหรับเสมอนะ
  • ฉันจะอยู่ข้างๆ เธอนะ
  • ฉันอาจไม่เข้าใจ แต่เข้าใจเธอนะ
  • ฉันรักเธอนะ

คำพูดที่ควรเลี่ยงในการให้กำลังใจ

  • ลืมๆ มันไปซะเถอะ
  • ไม่อยากรู้สึกแบบนี้ก็เลิกคิดสิ
  • ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวก็ผ่านไป
  • จะเศร้าไปถึงไหนกัน
  • เข้าใจว่ารู้สึกอย่างไรฉันก็เคยเป็น
  • เลิกเศร้าได้แล้ว

อย่าลืมว่าคำบางคำฟังแล้วมีกำลังใจได้ความรู้สึกที่ดี แต่คำอีกหลายๆ คำก็สามารถทิ่มแทงจิตใจให้น้ำตาตกได้เช่นกัน

สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคำพูดที่ควรหลีกเลี่ยง คือ คำพูดในทางตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ คำพูดกระตุ้นให้กำลังใจที่เน้นให้คิดบวกว่าต้องทำได้สิ ๆ เพราะกลับจะยิ่งกระตุ้นให้เขารู้สึกล้มเหลวมากยิ่งขึ้น

Man leaning on counter
a man

สรุป

นอกเหนือจากการกินยาเป็นประจำแล้ว การอยู่อย่างเข้าใจกับอาการซึมเศร้าของตัวเอง การปรับกิจวัตรประจำวันโดยเพิ่มกิจกรรมทางกายเข้าไปจะช่วยให้อาการของแต่ละคนดีขึ้น ทั้งนี้ขอแนะนำให้ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าปรึกษาแพทย์ หรือจิตแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทั่วประเทศ อย่าลืมสำรวจความรู้สึกของคนรอบข้างของคุณให้ดี และอย่าลืมว่า การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคที่น่ากลัวหรือต้องการความสงสาร แค่ต้องการความเข้าใจเท่านั้นก็พอ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยนพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต
ข้อมูลบางส่วนจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน และสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์

บทความน่าอ่านต่อ