รีวิว ทำดีท็อกซ์ ที่ รพ.ยันฮี การเดินทางของน้องอุนจิ

รู้จักการทำ Detox มานานมากกกกกก แต่ก็ไม่เคยลองทำสักที จนกระทั่งวันนี้ตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทำ Detox ของ โรงพยาบาลยันฮี ผ่าน HDmall.co.th ตื่นเต้นมากกก ใครอยากรู้รายละเอียดการทำ Detox ต้องอ่าน!!!!

เกย์รับทั้งหลายที่ทำแท้งไม่เป็น ควรอ่าน ส่วนเกย์รับที่ทำแท้งบ่อยๆ ก็น่าจะไม่รู้สึกแปลกอะไร แค่การทำดีท็อกซ์นี้จะล้างได้ลึกมากๆ ลึกแบบอ๊อกๆ ไปเลยจ้ะ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การทำ Detox คือ การสวนล้างลำไส้ด้วยการใส่สายยางปล่อยน้ำเข้าไปทางทวาร ให้น้ำนั้นชำระล้างอุจจาระ พิษ และของเสียต่างๆ ที่สะสมไว้ให้ออกจากลำไส้ให้หมด พอพูดถึงการใส่สายยางทางทวาร หลายคนอาจตกใจกลัว ขอบอกเลยว่า กลัวเหมือนกัน 555+ 

ขออนุญาตข้ามขั้นตอนการซื้อแพ็กเกจผ่าน HD ไปนะ ใครสงสัยยังไง ลองแอดไลน์ไปถามที่ @hdcoth จะได้ส่วนลดมากกว่าวอล์คอินที่โรงพยาบาลเอง

พอมาถึงโรงพยาบาลยันฮี พนักงานก็จะให้กรอกประวัติทำบัตรผู้ป่วย นั่งรอสักพักพยาบาลจะเรียกไปซักประวัติ ชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง วัดความดัน และรอพบคุณหมอ ซึ่งก็ไม่นาน คุณหมอจะอธิบายรายละเอียดการทำ Detox คร่าวๆ รายละเอียดวิชาการลองเซิร์จหาดู ขี้เกียจก้อปมาวาง 555+

เอาเป็นว่า การทำดีท็อกซ์จะใช้ตัวสายยางเล็กๆ เสียบก้นเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว การปล่อยน้ำจะไม่ใช่การอัดแรงดัน ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นอันตราย น้ำจะถูกปล่อยให้ไหลเข้ามาในทวารแบบเบาๆ แล้วให้เราเบ่งขับถ่ายตามปกติได้เลย

อันนี้แหละมั้งที่หลายคนกลัว (เราก็กลัว) คือเจ้าสายยางนี้ หรือที่เรียกว่า “หัวสวน Detox” หลายคนอาจคิดว่า ใส่สายยางปล่อยน้ำเข้าไป ละปล่อยออกทางไหน ต้องเสียบเข้าๆ ออกๆ มั้ย บอกเลยจ้ะว่า ไม่!!! ปล่อยน้ำออกทั้งๆ ที่สายยางคาตรูดแบบนั้นแหละ และก็ไม่ต้องกลัวว่าน้องอุนจิจะย้อนกลับ เพราะสายยางเป็นระบบป้องกันน้ำไหลย้อนกลับจ้ะ

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าหูรูดจะพัง เพราะท่อไม่ได้แข็ง แต่เป็นท่ออ่อน มีความยืดหยุ่น ผลิตมาเพื่อการล้างลำไส้ และทำ Detox โดยเฉพาะ  

บรรยากาศในห้องเหมือนห้องพักเดี่ยวคนไข้ทั่วไปตามโรงพยาบาล มีโซฟาสำหรับญาติ มีม่านกั้นระหว่างเตียงทำ Detox กับญาติ มีโต๊ะวางของส่วนตัวข้างเตียง มีตู้เก็บของ ทีวี และห้องน้ำในตัว 

พยาบาลจะให้เราเปลี่ยนชุด เป็นเสื้อคลุม แล้วให้ถอดกางเกงกับกางเกงในออก แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง เอาก้นกับขาวางที่มุมตามภาพ แล้วพยาบาลก็จะเอาผ้ามาคลุมท่อนล่างเราเอาไว้ และอธิบายรายละเอียดขั้นตอนอีกรอบ

จากนั้นก็จะเอาแว็กซ์จ้วงทาที่สายยาง แล้วเสียบเข้ามาในก้นประมาณ 1 นิ้ว หลายคนอาจจะเขินพยาบาล แต่ไม่ต้องกลัว เพราะพยาบาลไม่ได้เปิดผ้ามองก้นเราแน่นอน แต่อาศัยความชำนาญในการเสียบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนนี้อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เสียบเข้ามาในร่างกาย

ทิ้งไว้สักพักพอประมาณพยาบาลก็อธิบายเรื่องการปล่อยน้ำ ซึ่งในครั้งแรกจะเป็นน้ำอุ่นผสมกับน้ำยาสวนทวาร ช่วยในการระบาย (ครั้งต่อๆ ไปจะเป็นน้ำยาตัวอื่น) ซึ่งเจ้าตู้ตรงหน้าจะมีมาตรวัดเอาไว้ให้เราทำภารกิจ โดยน้ำทั้งหมดจะมี 25 ลิตร เราจะต้องทำจนน้ำถึง 0 ลิตรให้ได้

จากนั้นพยาบาลก็จะเปิดวาล์วน้ำอยู่ที่ระดับ 2 ลองปล่อยน้ำเข้ามาแล้วให้เราลองเบ่งขับถ่าย ซึ่งตอนปล่อยน้ำเข้ามาเราไม่รู้สึกอะไร อาจจะเพราะน้ำไหลช้ามาก พยาบาลก็ให้เราลองเบ่ง แต่นึกออกมั้ยว่ามันเหมือนการขับถ่ายต่อหน้าคนอื่น มันเลยไม่ออก พยาบาลก็เหมือนจะรู้เลยแจ้งว่า ถ้าเขินพยาบาลจะออกไปรอข้างนอก 5 นาทีแล้วกลับเข้ามาดูการเบ่งใหม่

พอพยาบาลออกไป เราก็ลองเบ่งแรงๆ 🌊 ซึ่งปกติการขับถ่ายในชีวิตประจำวันคือการนั่งบนชักโครก แต่พอต้องมานอนบนเตียงประมาณ 45 องศา แล้วเบ่งขับถ่าย สมองมันสั่งการว่า “ยังไงก็เลอะ ยังไงก็เปื้อน” เราก็เลยดึงเสื้อขึ้น ให้ผ้าคลุมแค่ท่อนล่างอย่างเดียวแล้ว ระหว่างนี้รู้สึกได้เลยว่ามีน้ำ 🌊 ในลำไส้เยอะแล้ว เพราะมันหน่วงๆ จุกๆ อึดอัด ก็เลยลองเบ่ง

เบ่งอีกครั้งก็ยังไม่ออก กลัวว่าเจ้าสายยางจะหลุด กลัวว่าจะขับถ่ายออกมาหมด ก็เลยนึกเสียว่า ช่างมัน ไม่หลุดหรอก ยังไงก็ต้องถ่าย เลอะก็ไม่เป็นไรมีห้องน้ำ แล้วก็ลองเบ่งอีกรอบก็มีของเสียไหลออกมาตามคาด ขอเรียกของเสียเหล่านั้นว่า “น้องอุนจิ 💩💩💩” 

“น้องอุนจิ 💩” ไหลลงท่อที่เรามองไม่เห็น แต่ตรงตู้น้ำมีกระจกให้ส่องดูการเดินทางของน้อง เราก็เลยเห็นหน้าตาน้อง💩ว่ามันบูดเบี้ยวแค่ไหน น้องน่าจะกำลังอารมณ์เสีย น้องไหลไปตามท่อใสๆ 🌊 แล้ววนกลับมาด้านข้าง เราก็ยิ้มโล่งอก เพราะพอได้เบ่งแล้วก็รู้สึกโล่ง ไม่ต้องกลัวเห็นภาพน้องนะ เราแค่ถ่ายภาพสมมติเฉยๆ ตอนถ่ายนี่ยังไม่ได้ทำ Detox จ้า

พอน้องจากไปแล้วรู้จะสึกโล่งแปปนึง แต่ไม่ทัน 5 วินาที ก็รู้สึกหน่วงๆ อึดอัดอีกแล้ว และก็เบ่งอีกรอบ 🌊 น้องอุนจิ 💩 เซ็ตใหม่ก็ลืมตาออกมาดูโลกภายนอก และน้องก็ว่ายน้ำ🌊จากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรพยาบาลก็เข้ามาอีกรอบ แล้วอธิบายว่า อยากให้อั้นเอาไว้ประมาณ 10 วินาที เพื่อให้น้ำไหลเข้าไปในลำไส้เยอะๆ แล้วก็ให้เบ่งแรงๆ 🌊 น้องจะได้ออกมาหมด 

จากนั้นพยาบาลก็ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว หากมีปัญหาตรงไหน หรือไม่ไหวให้ปิดคันโยกและกดปุ่มเรียกพยาบาลได้ตลอดเวลา 

ความรู้สึกส่วนตัวระหว่างทำ มันค่อนข้างอึดอัด เพราะน้ำจะปล่อยมาเรื่อยๆ สลับกับหยุดพักให้เราเบ่งขับถ่าย ซึ่งในช่วงแรกๆ น้องอุนจิก็ออกมาเยอะพอสมควร แต่ผ่านไปสักพักน้องก็ไม่มาแล้ว มีแต่น้องน้ำ ที่เข้าไปและออกมาตามแรงเบ่ง

พอน้ำเหลือ 10 ลิตรตามเส้น พยาบาลก็ให้เรากดเรียก และเค้าก็เข้ามาปิดน้ำ ถามอาการว่ารู้สึกยังไงบ้าง ขับถ่ายดีไหม และก็ขออนุญาตนวดท้อง เหมือนกระตุ้นให้น้ำที่อยู่ค้างในลำไส้ได้เซาะเอาตะกรันออกจากผนังลำไส้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งหลังจากพยาบาลออกไป เราลองเบ่งดู ก็มีน้องอุนจิ💩ออกมาเพิ่มเติมนิดหน่อย พอน้ำหมดเรารีบกดเรียกพยาบาลอย่างไว

พยาบาลเข้ามาก็ถอดสายท่อที่เสียบก้นเราออกไป และแจ้งว่าให้เข้าไปขับถ่ายอีกครั้งในห้องน้ำ จากนั้นให้ออกไปวัดความดัน ซึ่งพอพยาบาลออกไปเราก็เบ่งแรงๆ อีกครั้งก่อนลุกจากเตียง พอหันไปมองก็ไม่มีคราบอะไรหลงเหลืออยู่ น้องอุนจิได้จากเราไปหมดไส้แล้ว แต่พอเข้าไปในห้องน้ำ แล้วลองเบ่งขับถ่ายตามท่าทางปกติ กลับมีน้ำที่ตกค้างในลำไส้เยอะพอสมควร เบ่งถ่ายสักครู่ก็ชำระล้างทำความสะอาด และออกมาเก็บของเพื่อไปวัดความดันด้านนอก

หลังจากวัดความดันเสร็จ พยาบาลก็จะแจ้งวันนัดสำหรับครั้งถัดไป ซึ่งระยะเวลาที่ดีในการทำ Detox ควรห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ เราสามารถทำนัดที่นี่ได้เลย จากนั้นพยาบาลจะพาไปที่จุดชำระค่าบริการ ซึ่งแพ็กเกจตัวที่เราซื้อผ่าน HD เป็นค่าทำ Dotox ส่วนต่างค่าบริการ ค่าบัตรคนไข้ จะต้องมาชำระที่นี่ จากนั้นก็กลับบ้านได้

หลังทำทันทีรู้สึกได้เลยว่าตัวมันลอยๆ โล่งๆ เหมือนตัวเราเบาขึ้น ของเสียถูกขับออก รู้สึกสบายท้องโล่งท้องมากๆ แฮปปี้ แม้ว่าตอนทำจะอึดอัดนิดหน่อย แต่พอทำเสร็จแล้วมันโอเคเลย สบายท้องมากๆ

สรุปการทำ Detox ครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที รู้สึกแฮปปี้ และก็ได้ซื้อคอร์สทำอีก 5 ครั้ง เพราะอยากจะดูความเปลี่ยนแปลงว่าหากทำเกิน 3 ครั้งตามที่คุณหมอบอก มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรกับร่างกายเราบ้าง

คำแนะนำระหว่างล้างลำไส้

  1. การล้างลำไส้เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด โดยใช้น้ำสะอาดและไม่มีแรงดันของน้ำ
  2. เมื่อแพทย์หรือพยาบาลเปิดน้ำ ท่านจะรู้สึกถึงน้ำอุ่นไหลเข้าช่องท้องอย่างช้าๆ
  3. เวลาที่ท่านรู้สึกปวดถ่าย ท่านสามารถถ่ายได้ทันทีตามความต้องการ โดยไม่ต้องอั้นไว้
  4. หากท่านต้องการความเป็นส่วนตัว ท่านสามารถแจ้งพยาบาลให้รออยู่นอกห้อง และกดออดเรียกเมื่อต้องการพยาบาลได้
  5. ท่านสามารถมองเห็นของเสีย พิษ และตะกรันต่างๆ โดยมองทางกระจกข้างหน้าท่าน
  6. หากท่านมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดท้อง ท่านสามารถปิดวาล์วน้ำที่อยู่ข้างตัวท่านได้ทันที และพักสักครู่อาการเหล่านั้นจะหายไป
  7. เมื่อเสร็จจากการสวนล้างลำไส้แล้ว ท่านสามารถยกสะโพกขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ท่อสวนหลุดออกจากทวารหนักเอง และให้ท่านนอนเพื่อขับถ่ายน้ำ และของเสียต่อไปจนหมด จึงทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่จัดไว้ให้
  8. หลังจากทำความสะอาดแล้ว ท่านสามารถลุกเข้าห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดเพิ่มเติม พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้า
  9. ก่อนล้างลำไส้ ไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ทั้งสิ้น ท่านสามารถล้างลำไส้ได้ทุกเวลา เช่นเดียวกับการขับถ่ายปกติของร่างกาย
  10. ระหว่างการล้างลำไส้ จะไม่ก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หรือสูญเสียแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกาย เนื่องจากแพทย์ได้ใช้น้ำเกลือแร่ในการสวนล้างลำไส้
  11. หลังจากการล้างลำไส้ ให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ซุป ผัก และผลไม้มากขึ้น และท่านสามารถกลับบ้านหรือทำงานได้ตามปกติทันที
  12. หลังการล้างลำไส้ ท่านจะมีอาการปกติ รู้สึกโล่งและสบายขึ้น ไม่รู้สึกแน่นท้อง ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น อาจมีอาการปวดปัสสาวะหรือปวดถ่ายอีก 1-2 ครั้งในวันเดียวกัน และอาจมีแก๊สบ้างในบางเวลา
  13. การล้างลำไส้เป็นการขจัดของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อันเป็นเหตุให้เกิดมีพิษในร่างกาย และโรคต่างๆ ที่ท่านประสบอยู่ จึงขอให้ท่านหมั่นทำการล้างลำไส้ตามที่แพทย์นัด เพื่อป้องกันและรักษาโรคที่ท่านเป็นอยู่

“ร่างกายของท่านได้สะสมอุจจาระ พิษ และตะกรันของเสียต่างๆ ไว้ในลำไส้เป็นเวลาหลายปี จึงต้องล้างลำไส้หลายครั้ง เพื่อนำเอาของเสียเหล่านี้ออกจากลำไส้ให้หมดไป อายุจะได้ยืนยาว”

สำหรับใครที่จะมาทำ Detox ที่โรงพยาบาลยันฮี ก็มาได้ไม่ยาก เพราะเดินทางง่ายด้วยรถไฟฟ้าลงที่สถานีบางอ้อ เดินนิดเดียวถึงเลย หรือหากใครอยากเปรียบเทียบราคาทำ Detox ของโรงพยาบาลอื่นๆ บน HDmall.co.th ก็คลิก ดูที่นี่ หรือถามแอดมินที่ไลน์ @HDcoth ได้จ้า

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ใช้สิทธิประกันสังคม ขูดหินปูนไม่ต้องสำรองจ่าย

เคยไหม เวลาพูดกับใครไม่กล้าอ้าปากเต็มที่ หรือไม่กล้าให้ลมปากของเราพุ่งออกไปข้างหน้า ต้องคอยพกสเปรย์ดับกลิ่นปากตลอดเวลา นั่นคือความกังวลใจของใครหลายๆ คนที่แก้ปัญหาไม่ยากเลย

ปัญหากลิ่นปากบางส่วนเกิดจากหินปูนที่สะสมในปากของเรา ซึ่งจริงๆ มันก็คือเศษอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วแปรงฟันออกไม่หมด นานวันเข้ามันก็จะเกาะตามซอกฟัน ซอกเหงือก วันเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นตะกอนแข็ง เกาะที่ผิวฟัน ซอกฟัน ขอบฟัน ซอกเหงือก กลายเป็น “หินปูน” ในที่สุด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

หากปล่อยไว้นานๆ หินปูนที่เกาะอยู่ก็จะเหลือง และถ้าปล่อยไว้นานอีกก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และสุดท้ายก็สีดำในที่สุด ซึ่งเจ้าหินปูนนี่แหละ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก และโรคทางช่องปากอื่นๆ ได้ ดังนั้น เอามันออกเถอะ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อสุขภาพช่องปาก และกำจัดกลิ่นปาก ไปขูดหินปูนกันเถอะนะ พลีสสสสสส (ที่ไม่ได้แปลว่านักบวช)

ใช้สิทธิประกันสังคม ขูดหินปูน ใครทำได้บ้าง?

สำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 (33 คือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป 39 คือคนที่อยู่ในมาตรา 33 แล้วลาออก แต่รักษาสิทธิประกันสังคมไว้โดยสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39) สามารถใช้สิทธิขูดหินปูนในวงเงิน 900 บาท ต่อปี โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

ถ้าอ่านแล้วงง ก็จำง่ายๆ หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานมาแล้วขั้นต่ำ 3 เดือน มีการหักเงินเดือนส่งประกันสังคม (บริษัทเป็นคนทำเรื่อง) อย่างน้อย 3 เดือน ก็ใช้สิทธิประกันสังคมขูดหินปูนในวงเงิน 900 บาทได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย 

บางคลินิกไม่ได้เข้าร่วม ก็จะต้องสำรองจ่ายแล้วไปเบิก ใครอยากศึกษาต่อเข้าไปอ่านรายละเอียดตรงนี้ >> ขั้นตอนการใช้สิทธิประกันสังคมเพื่อขูดหินปูน

หลายคนจ่ายประกันสังคมกันทุกเดือน แต่ไม่เคยไปใช้สิทธิเลย ปล่อยให้เสียเปล่าฟรีๆ รู้สึกเสียดายแทนมาก อยากให้ไปใช้สิทธิกัน เพราะการขูดหินปูนมันดีต่อสุขภาพช่องปากเราจริงๆ แถมยังมีส่วนลด 900 บาท

ที่เรียกว่าส่วนลดเพราะว่า บางคลินิกค่าขูดหินปูนมันมากกว่า 900 ไง ถ้ามันมากกว่าก็หักจากประกันสังคมไป 900 เช่น คลินิกทำฟันมีค่าขูดหินปูน 1,200 บาท ก็หักจากประกันสังคม 900 เท่ากับคุณจ่ายเพียง 300 บาท

ใครที่ไม่แน่ใจว่าใช้สิทธิประกันสังคมได้ไหม ก็ลองเช็คสิทธิตัวเองที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม คลิก

การจองแพ็กเกจขูดหินปูน โดยใช้สิทธิประกันสังคม

หลายคนคงเคยเห็นเวลาเดินผ่านคลินิกทำฟัน จะมีป้าย “ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ต้องสำรองจ่าย” ซึ่งบางคลินิกก็ไม่ได้ขึ้นป้ายไว้ เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปถาม แต่เราเป็นมนุษย์ขี้เกียจคนนึง 555+ ก็เลยไม่ถาม ไม่เข้า ขี้เกียจ

ด้วยความที่เราจองแพ็กเกจต่างๆ จาก HDmall.co.th เป็นประจำ ก็เลยเห็นว่ามีหมวดหมู่ ขูดหินปูน กับ ขูดหินปูน (สิทธิประกันสังคม) คือเว็บเค้าสกรีนไว้ให้แล้วว่าคลินิกไหนที่ใช้สิทธิประกันสังคมได้ แถมระบุเลยด้วยว่า “ไม่ต้องสำรองจ่าย”

นั่นหมายความว่า เราเลือกแพ็กเกจขูดหินปูนจากคลินิกต่างๆ และดูราคาได้เลย หากคลินิกไหนที่ราคามากกว่า 900 บาท เราก็จะรู้ได้เลย ง่ายมากๆ

วิธีนี้จะต้องชำระเงินที่คลินิก เพราะว่าแต่ละคนมีหินปูนไม่เท่ากัน ถ้าหินปูนคุณเยอะ ราคาขูดหินปูนมันก็ต้องมากกว่า 900 อยู่เป็นธรรมดา อย่าไปคิดเองว่าขูดหินปูนทุกที่ ทุกคน ราคาเท่ากัน นึกถึงหินปูนในช่องปากตัวเองด้วย สงสารหมอ 555+

หลังจากเลือกและเปรียบเทียบแพ็กเกจขูดหินปูน โดยใช้สิทธิประกันสังคม เราก็เลือกจองที่ BFC Dental (บ้านฟันสวย) เพราะมีสาขาบางนา ใกล้บ้านมาก

วิธีจองคิวก็ง่ายมาก แจ้งชื่อ นามสกุล เบอร์โทร และวันนัดให้กับแอดมินของ HD ทางไลน์ @HDcoth แล้วก็จะมีคูปองส่งมาจากทีม HD Booking 

ในนั้นจะมีข้อมูลการจองของเราละเอียดยิบ ใครที่จองแล้วยังไม่ได้คูปองก็ต้องรอจ้ะ เค้าให้รอรับคูปองใน 24 ชม. แต่ถ้าใกล้ถึงเวลานัดแล้วยังไม่ได้ก็ลองดูที่ “จดหมายขยะ” สักหน่อย อย่าเพิ่งรับบทนางวีน

อ่านต่อที่ https://hdmall.co.th/c/review-scaling-social-security-at-bfc-dental-by-porraphat-jutrakul

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องของการให้นม จากพ่อแม่ซุปตาร์

…เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนม ให้ลูกดื่มกิน… หลายคนคงคุ้นชินกับท่อนเพลงนี้จาก เพลง ค่าน้ำนม ที่แสดงถึงที่มาของนมแม่ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ที่กลั่นเลือดจากร่างกายในช่วงหลังคลอดให้กลายเป็นน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เหมาะกับลูกน้อยแรกเกิด ให้มีภูมิคุ้มสู่การเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เพราะนมแม่ คือวัคซีนหยดแรกที่จะช่วยปกป้องลูกน้อย และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับก้าวแรกของการเจริญเติบโต

การที่จะให้ลูกมีพัฒนาการสมวัย คุณแม่ต้องเข้าใจว่าแต่ละช่วงอายุ ลูกสามารถทำอะไรได้บ้าง และก็ดูแลให้เขาทำได้ ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ลูกมองหน้าแม่ คุยกับแม่ ฟังเสียงแม่ในระหว่างกินนม ซึ่งพอลูกโตขึ้นในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีการดูแลเรื่องพัฒนาการให้สมตามวัย

ลิซ่า-อลิซาเบธ กับความฟินในการให้นมลูก

“ตอนกลับบ้านมาเหนื่อยๆ เป็นนาทีทองของชีวิตมากที่ได้ให้นมลูก เราหายเหนื่อย แม่ฟิน ลูกฟิน วินวินมากเลย เป็นเวลาโรแมนติคของแม่ลูกมาก” 

ลิซ่า-อลิซาเบธ แซดเลอร์ ลีนานุไชย พิธีกร นางแบบ นักแสดงและผู้ประกาศ ในฐานะคุณแม่ลูกสอง เล่าด้วยรอยยิ้มถึงการให้นมลูก

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล การสบตาเขาทำให้เขามีความมั่นคงในจิตใจ เขารู้สึกว่าไม่มีใครทิ้งเค้า อยู่กับแม่แล้วเค้าปลอดภัย นอกจากนี้อย่าคิดว่าการอุ้มลูกบ่อยจะทำให้ลูกติด อยากให้อุ้มลูกบ่อยๆ เพราะเมื่อลูกโตเราจะไปขออุ้มตอนนั้นก็ไม่ได้แล้ว

ความสุขของครอบครัวคุนผลิน

“ข้อเสียอย่างเดียวที่เกิดจากนมแม่คือ ผมไม่รู้ว่านมจะมาเมื่อไหร่” 

อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน นักร้อง นักจัดรายการวิทยุ นักแสดง ในฐานะคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่าถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเพราะกลัวว่าลูกจะหิว เกิดเป็นภาวะเครียด แต่จะให้กำลังใจกับภรรยาตลอดเพราะไม่ต้องการให้เครียด และพยายามทำให้ภรรยาผ่อนคลาย

หลังจากภรรยาคลอดลูกแล้วพากลับมาบ้านก็ต้องการเลี้ยงด้วยตนเองไม่พึ่งพี่เลี้ยง ซึ่งวันนั้นลูกร้องทั้งคืน แต่ทุกครั้งที่ลูกร้องจะมองหน้าภรรยาและหัวเราะให้กัน สร้างความสุขให้กัน เพราะตราบใดที่ลูกไม่ป่วยก็ไม่เป็นห่วง

จ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์ ภรรยาของอั๋น ภูวนาท เล่าเสริมว่า 

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนมไม่พอ โดยจะรู้ทันทีเพราะลูกร้องหลังจากกินนมได้สักพัก จึงแก้ปัญหาด้วยการปั๊มนมเก็บเอาไว้สำรอง และเริ่มวัดว่าในแต่ละวันตนมีน้ำนมเท่าไหร่ และจะให้ลูกกินนมเท่าไหร่ เพราะไม่อยากให้ลูกกินนมเยอะเกินไปจะทำให้ลูกอาเจียน

ตู่ ภพธร กับการให้กำลังใจภรรยา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไม่เครียด คนที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเข้าใจด้วยว่าภรรยาเครียดเพราะอะไร เราจึงต้องทำให้บรรยากาศภายในบ้านแฮปปี้มากที่สุด” 

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ นักร้อง นักแสดง ในฐานะคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่าว่าทางด้านการจัดการไม่ได้ช่วยอะไร แต่ในแง่ของการให้กำลังจะอยู่ข้าง ๆ เต็มที่

กว่าจะให้นมลูกได้ แม่ต้องผ่านอะไรมากมาย ทั้งเจ็บ ทั้งกังวลว่าน้ำนมจะไม่ออก และอื่น ๆ มากมาย ตนจึงอยู่เป็นกำลังใจให้เท่านั้น และคอยรองรับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและฮอร์โมนของเขา ซึ่งจะต้องใจเย็นที่สุดในการให้กำลังใจ และเข้าใจภรรยา

ภาวะเครียดที่เกิดขึ้นกับคุณแม่มือใหม่อาจเกิดกับหลาย ๆ ครอบครัว โดยสิ่งสำคัญที่คุณพ่อสามารถช่วยได้คือการเป็นที่ระบายและรองรับอารมณ์ของคุณแม่อย่างเข้าใจ เพราะภารกิจใหญ่ในการเลี้ยงลูกในช่วงแรกเกิดคือการให้นมแม่ การอยู่เคียงข้าง คอยกุมมือให้กำลังใจและมอบความรัก ความสุขให้กันและกันจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อจะทำให้กับคุณแม่ได้

นอกเหนือจากความอิ่มที่ลูกได้รับ ยังได้ไออุ่นจากรักของแม่ที่โอบกอดลูกในขณะที่กินนมอีกด้วย เพราะนมแม่เปรียบเป็นรากแก้วของการวางรากฐานให้เด็กไทยมีต้นทุนชีวิตที่ดี หากชีวิตเปรียบเป็นการเรียนรู้ “นมแม่” ก็เปรียบเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

…ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรักอุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน…
เพราะนมแม่ คือรากฐานแห่งชีวิต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต และอินสตาแกรม

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
– อินสตาแกรม lizasadler
– อินสตาแกรม 2popetorn
– อินสตาแกรม unpuwanart
ข้อมูลบางส่วนจากคู่มือแม่ทำงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
งาน “นมแม่ รากฐานแห่งชีวิต Breastfeeding Foundation of Life โดย
– พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
– คุณลิซ่า-อลิซาเบธ แซดเลอร์ ลีนานุไชย
– คุณอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน
– คุณจ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์
– คุณตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ

อิ่มใจ กายสบาย สูงวัยยุคใหม่ต้องมีให้ครบ

เราถูกสอนตั้งแต่เล็กจนโตว่าถ้าอยากแข็งแรง “ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่” แต่ในปัจจุบันเพียงแค่นั้นคงไม่พอ ควรเพิ่มการออกกำลังกายและการสันทนาการเข้าไปเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งทางกายและใจ

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเลือกกินได้ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ แต่การกินเนื้อสัตว์มากจนเกินพอดีจะส่งผลเสียต่อร่างกาย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การดูแลสุขภาพด้วยอาหารการกินของผู้สูงอายุนอกจากจะต้องกินผักเยอะๆ แล้ว การดูแลรักษาฟันให้มีสุขภาพปากที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญ

“ถ้าจะกินอาหารให้อร่อยจะต้องมีฟันที่แข็งแรง วิธีดูแลฟันแบบง่ายๆ คือการแปรงฟันทุกเช้า-เย็น ไม่ใช่แค่แปรงฟันตอนอายุเยอะ อย่ามัวแต่ย้ำเตือนให้กินผักแต่ไม่ดูแลสุขภาพฟันเลย”

นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหารที่ดีแล้ว สุขภาพจะดีขึ้นต้องพึ่งพาเรื่องของการออกกำลังกายไปควบคู่กัน

“ไม่มีใครสุขภาพดีด้วยการกินอาหารดีอย่างเดียว หรือออกกำลังกายอย่างเดียว ทั้งสองอย่างจะต้องผสมผสานกัน”

การออกกำลังกายสามารถช่วยในเรื่องของสมรรถภาพของปอดและหัวใจ ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยในเรื่องของการยืดเหยียด ป้องกันการปวดหลังหรือกล้ามเนื้อ และช่วยในการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

“นอกจากนี้การออกกำลังกายควรปรับให้เป็นในรูปแบบกิจกรรม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และเกิดความสนุก”

สำหรับวัยรุ่น หรือวัยทำงาน สิ่งที่มักจะทำเป็นประจำในช่วงวันหยุดคือ นอนตื่นสายและพักผ่อนอยู่บ้าน ในขณะที่ผู้สูงอายุชอบตื่นเช้าและต้องการเข้าร่วมสังคม โดยนายวิศาล กองเงิน ผู้อำนวยการกองนันทนาการกรุงเทพมหานคร ได้จัดพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างสุขจากการพูดคุย เสริมสร้างสติปัญญา โดยใช้หลัก 5 ส. ดังนี้

  • สุขกายด้านเคลื่อนไหว เน้นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายตามสภาพกำลังของตนเอง
  • สุขภาพด้านจิตใจ ผ่านดนตรีบำบัด สนทนาธรรม กิจกรรมไหว้พระต่าง ๆ
  • สุขอารมณ์ ให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมที่คลายเครียด เช่น ร้องเพลงคาราโอเกะ ฝึกวาดรูป ฝึกทำกิจกรรมที่สามารถต่อยอดไปเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น การทำการบูร เป็นต้น
  • สุขสังคม การตั้งเครือข่ายผู้สูงอายุทำจิตอาสาบริเวณชุมชนต่าง ๆ
  • สุขปัญหา มีการสอนให้ผู้สูงอายุเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก เป็นต้น

สรุป

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจะต้องหมั่นกินอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณการกินในสัดส่วนที่พอดี และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงจะทำให้ผู้สูงอายุมีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่สมบูรณ์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ

ปัญหาละเมิดสิทธิกายใจในสังคมสูงวัย

ในปี 2560 ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17 ของประชากรทั้งหมด โดยคาดว่าไม่เกิน 4 ปี ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และปัญหาที่ตามมาคือการละเมิดสิทธิในกลุ่มผู้สูงอายุโดยคนในครอบครัวตนเอง

จำนวนผู้สูงอายุและความรุนแรงของการละเมิดสิทธิรุนแรงมากขึ้นทุกปี สังคมจึงควรตระหนักถึงการละเมิดสิทธิในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวแต่เป็นปัญหาที่สังคมและคนรอบข้างควรเข้าใจและให้ความช่วยเหลือ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.พส.) กล่าวถึง ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและคนในครอบครัวเปลี่ยนไปทำให้ปรับตัวไม่ทันจึงเกิดเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

นอกจากนี้สิ่งที่จำเป็นต้องดูแลเมื่อผู้สูงอายุอยู่คนเดียวคือการทำให้วัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวกลับคืนมา การทำงานกับผู้สูงอายุต้องขับเคลื่อนในครอบครัว ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าไปสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันการถูกฟ้องกลับ

“ความเปราะบางทางธรรมชาติที่ผู้สูงอายุเลี่ยงไม่ได้ คือ โรคประจำตัว ทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น นอกจากนี้ความเปราะบางทางธรรมชาติภายในตัวทำให้เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิในทุก ๆ ด้าน”

ดร.ภัทรพร คงบุญ จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวถึงงานวิจัย 6 ชิ้นที่พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถูกละเมิดสิทธิภายในครอบครัว โดยกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว โสด ไม่มีลูกหลาน แต่มีความเจ็บป่วย เมื่อใช้ชีวิตไปถึงจุดเปลี่ยนจะทำให้รู้สึกอ่อนแอและต้องการที่พึ่ง บางรายอาจหาทางออกด้วยการแต่งงานใหม่หรือรับบุตรบุญธรรม โดยช่องว่างขนาดใหญ่ที่พบคือ ขาดกลไกการเฝ้าระวัง เพราะสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุถูกละเมิดสิทธิคือ ทรัพย์สิน ทำร้ายจิตใจ ร่างกาย ตลอดจน ละทิ้ง เพิกเฉย ไม่ได้มีความเป็นอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี

ควรส่งเสริมการป้องกัน โดยจัดอบรมให้มีผู้เฝ้าระวังคอยช่วยเหลือ มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อในอนาคตจะสามารถนำมาใช้ และต้องทำไปพร้อม ๆ กับมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคม และมาตรการการศึกษาที่มีอยู่ ในขณะที่มาตรการเชิงรับได้เสนอให้มี One Stop Service ให้ผู้สูงอายุมาขอคำปรึกษาได้ในทุกเรื่อง และมีเจ้าหน้าคอยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสิ่งสำคัญคือการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน

ในมุมของผู้สูงอายุวัย 83 ปี นางนวลจันทร์ โพทา เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุในชุมชนของตนเองว่า ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงอยู่ต้องร่วมมือกัน และอย่ามองว่าเด็กต้องเลี้ยงดูผู้ใหญ่ เพราะที่จริงแล้วผู้สูงอายุก็สามารถดูแลกันเองได้ ซึ่งตนอยากให้เกิดการรวมตัวกันของแต่ละชุมชนในกลุ่มผู้สูงอายุ คอยผลัดเปลี่ยนเวรกันดูแลยามเจ็บป่วย

“ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนต้องการความช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ยังแข็งแรงควรรวมตัวกันทำสิ่งดี ๆ ให้กัน และการรวมพลังของผู้สูงอายุในชุมชนจะทำให้เกิดความแข็งแรงอีกด้วย”

สรุป

ปัจจัยสำคัญเพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุในปัจจุบันคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สังคม ให้เกิดเป็นระบบการคุ้มครอบกับผู้สูงอายุ การเสนอให้ปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการดูแลทรัพย์สินของผู้สูงอายุ รวมไปถึงการคุ้มครองผู้เฝ้าระวังในชุมชน การเตรียมความพร้อมกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากเวทีเสวนาสาธารณะเรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ : ปัญหาและการจัดการ

บทความน่าอ่านต่อ

วิธีกำจัดขนในที่ลับ

การกำจัดขนในที่ลับของตัวเองในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การกำจัดขนแบบผิดวิธีการนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ได้ เคล็ดลับวิธีการตกแต่งขนของน้องชายจะช่วยให้ทุกคนฝ่าวิกฤตนั้นไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ขนบริเวณอวัยวะเพศหรือหมอย เป็นขนที่หลายคนนิยมตัดแต่งให้เข้ารูปสวยงาม ไม่รกจนเกินไป เพื่อความสะอาด ความสะดวกสบายในกิจกรรมทางเพศ หรือเพื่อให้การใส่ชุดว่ายน้ำออกมาดูดี แต่ธรรมชาติของขน ยิ่งโกนก็ยิ่งขึ้น การโกนขนลับ หรือตกแต่งให้สวยงามอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการบาดเจ็บจากมีดโกนได้

ประโยชน์ของหมอย

มนุษย์ทุกคนถูกสร้างให้มีขนหมอยกันทุกคนนั่นเพราะมันช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเราในหลายอย่างดังนี้

1 ขนป้องกันการบาดเจ็บ

ขนหมอยช่วยป้องกันและลดอาการระคายเคืองผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและโดยรอบ เพราะผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีความบอบบาง ขนหมอยจะช่วยลดการเสียดสีไม่ให้อวัยวะเพศถูกับกางเกงโดยตรง หรือกระแทกขณะทำกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

2 ขนระงับกลิ่น

หลายคนอาจคิดว่าขนเป็นตัวส่งกลิ่นให้กับอวัยเพศ แต่ความจริงแล้ว ขนหมอยจะเป็นตัวกักเก็บและป้องกันกลิ่นอับชื้นอันไม่พึงประสงค์บริเวณอวัยวะเพศไม่ให้ส่งกลิ่นออกมานอกกางเกง โดยขนจะกักเก็บกลิ่นให้อยู่กับมันไม่แผ่ขยายออกนั่นเอง

3 ขนเป็นเกราะกันเชื้อโรค

สำหรับผู้หญิง ขนหมอยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค เป็นเหมือนประตูด่านสำคัญที่กักเก็บฝุ่นละอองไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในบริเวณช่องคลอดได้โดยง่าย

4 ขนทำให้แข็งแรง

ขนหมอยสำหรับผู้ชายเปรียบเสมือนผ้าห่ม ที่คอยห่อหุ้มเก็บรักษาอุณหภูมิให้บริเวณอวัยวะเพศมีความอบอุ่น และช่วยให้อสุจิมีความแข็งแรง

การโกนหมอยอย่างถูกวิธี

ค่านิยมการโกนขนบริเวณนี้จะช่วยให้หลายคนรู้สึกว่าสะอาด แต่ปัญหาเวลาขนที่กำลังจะขึ้นส่งผลให้เกิดอาการคัน และเป็นสาเหตุของการเกาจนเกิดการบาดเจ็บที่ผิวหนัง อย่างไรก็ตามการตกแต่งขนในที่ลับแบบถูกวิธีทำได้ดังนี้

1 เล็มให้เรียบร้อย

สำหรับใครที่อยากจะโกนให้เกลี้ยง อันดับแรกควรจะเล็มให้เรียบร้อยเสียก่อน อย่าใจร้อนใช้มีดโกนในทันทีเพราะอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ มีดโกนอาจจะบาด หรือหมอยอาจพันใบมีด การเล็มให้สั้นจะช่วยให้โกนออกง่ายขึ้น

2 อาบน้ำเย็นก่อนโกน

การทำความสะอาดด้วยน้ำเย็นจะช่วยให้ผิวตึง และทำให้โกนง่าย การอาบน้ำก่อนหรือจะโกนขณะอาบน้ำจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการบาดได้ และหากใช้เจลโกนขนแบบใส จะช่วยทำให้เรามองเห็นว่าโกนไปถึงช่วงไหนแล้ว จากนั้นปิดท้ายด้วยการใช้อาฟเตอร์เชฟ เหมือนเวลาเราโกนหนวดก็จะยิ่งดี

3 เล็มขนให้ใกล้เคียงกัน

หลายคนอาจจะไม่ชอบการโกนให้สั้นเตียน แต่เลือกที่จะตกแต่งด้วยการตัดเล็ม ซึ่งนอกจากจะเล็มขนตรงน้องชายแล้ว การเล็มขนหน้าอกหรือหน้าท้องให้มีความยาวที่ไล่เลี่ยกันก็ถือเป็นการเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย แถมยังไม่รู้สึกระคายเคืองขณะขนใหม่กำลังขึ้นอีกด้วย

4 เล็มขนให้เป็นกิจวัตร

เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการคันหลังโกน หรือในช่วงที่ขนกำลังขึ้นใหม่ ๆ การโกนเป็นประจำก็จะช่วยไม่ให้เกิดอาการคันได้

5 ใช้แว๊กซ์เป็นตัวช่วย

หากคุณคิดว่าการโกนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป การแว๊กซ์ขนในที่ลับก็เป็นอีกทางเลือกในการกำจัดขนที่รวดเร็วและสะอาดดี

สรุป

การโกนหมอยเป็นค่านิยมส่วนบุคคล หากต้องการจะโกนหมอยจะต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายกับผิวหนังของตนเอง และดูแลรักษาความสะอาดให้ดี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ที่มา : peechai.com
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ

Photo-by-Siora-Photography-on-UnsplashIllustration by Porraphat.com

5 ปฏิบัติการ เลี้ยงลูกให้เป็นหนอนหนังสือ

“พี่จะทำยังให้ลูกของพี่รักการอ่านดี? เพราะพี่ก็ไม่ชอบที่จะอ่าน” คำถามจากพี่สาวที่กำลังตั้งครรภ์ฉุกให้คิดตามว่า ‘หากพ่อแม่ที่ไม่ชอบอ่าน แต่ต้องการจะให้ลูกน้อยรักการอ่าน ควรจะทำอย่างไร?’

สิ่งที่ได้ตอบกลับไปคือการเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง แม้ว่า ปรภ จะเติบโตมากับคุณยายและไม่มีพ่อแม่คอยอ่านหนังสือให้ฟัง แต่คุณป้าเป็นผู้ที่จุดพลังแห่งการอ่านด้วยการหยิบยื่นหนังสือเล่มแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด หลังจากได้เริ่มอ่านก็รู้สึกรักและหลงใหลในหนังสือจึงเริ่มหาเรื่องที่สนใจมาอ่านด้วยตนเอง

เมื่อครอบครัวเห็นถึงความรักการอ่าน จึงเริ่มเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการพาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ ซึ่งการสนับสนุนจากครอบครัวที่ไม่ได้รักการอ่านทำให้สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านด้วยตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Brina-Blum-on-Unsplash

“ลองหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังดูสิ เพราะหนังสือนิทานถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ผ่านภาพ ผ่านข้อคิดเตือนใจ และยังแฝงไปด้วยความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กรู้จักความเมตตา มีน้ำใจ รู้จักให้อภัย” 

ข้อแนะนำนี้มาจากการพูดคุยกับ ‘พี่เจ’ นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็ก ผู้ใหญ่ต้องอ่านให้เด็กฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะเด็กทารกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือน และเสียงที่เด็กได้ยินมากที่สุดคือเสียงจากพ่อแม่ หากในช่วงเวลานี้ พ่อและแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกน้อยฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน ก็จะทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนตั้งแต่เล็กจนโต

“การอ่านเป็นอาหารสมอง ช่วยให้เด็กคิดเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ได้เสพศิลปะผ่านหนังสือนิทาน ผ่านภาพมีความงดงาม และเนื้อเรื่อง
ถ้อยคำสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม” 

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

การรู้หนังสือแรกเริ่ม (early literacy) คือสิ่งที่เด็กรับรู้เกี่ยวกับการอ่านและเขียน ก่อนที่เด็กปฐมวัยจะอ่านหรือเขียนได้ เมื่อเด็กน้อยมีทักษะการรู้หนังสือเบื้องต้นที่แข็งแรง เขาก็พร้อมสู่การเรียนรู้ที่จะ ‘อ่านหนังสือ’ ต่อไป

จากประสบการณ์ของตนเอง ที่พ่อแม่ไม่ได้ปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ต้น แต่การรู้หนังสือและหันมาสนใจการอ่านอย่างจริงจัง ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘การอ่านคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้’ หากเราอ่านออก เขียนได้ การเรียนรู้ด้วยตนเองก็สามารถดำเนินได้ต่อไป แต่ผู้ที่จะมาจุดประกายให้เด็กรู้จักหนังสือ รู้จักการอ่านเขียน บุคคลแรกควรเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash2

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอ 5 ปฏิบัติการ สู่การเป็นหนอนหนังสือ เพราะการรู้หนังสือของเด็ก เริ่มที่การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้เด็กเริ่มอ่าน แต่ก่อนจะชวนลูกอ่านหนังสือมีปฏิบัติการต่างๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้

1 พูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิด

ควรหมั่นสบสายตาและแสดงการโต้ตอบกับเด็ก เมื่อทารกหรือเด็กวัยเตาะแตะทำเสียงใด ๆ ตอบ ให้แสดงการโต้ตอบในเชิงบวก พูดคุยด้วยภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าลูกจะไม่เข้าใจ แต่การสื่อสารอย่างเริงร่าจะทำให้เด็กน้อยซึมซับอารมณ์ของเรา

Photo-by-Ben-Mullins-on-Unsplash

2 เล่นร่วมกับเด็ก

ไม่มีของเล่นใดจะดีไปกว่าการที่ผู้ใหญ่ร่วมเล่นด้วย การเล่นซ่อนหา เล่นสมมติ ต่อบล็อก ระบายสี เล่นรถ รวมถึงการเล่นนอกบ้าน การเล่นต่าง ๆ นี้จะช่วยพัฒนาทักษะเริ่มต้นอ่านเขียนของเด็กได้หลากหลาย และครอบครัวคือเพื่อนวัยเด็กที่ดีที่สุด

3 ร้องเพลงกับลูก

เพลงกล่อมเด็กจะช่วยสร้างความผูกพันในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแรกเริ่มที่สำคัญหลายด้าน การร้องเพลง ฟังเพลงด้วยกัน รวมถึงเต้นตามจังหวะจะช่วยสร้างเสริมจิตใจที่ดีงามของเด็ก

Photo-by-Picsea-on-Unsplash.jpg

4 อ่านหนังสือภาพให้ลูกฟัง

ถ้าหนูน้อยยังนั่งไม่ได้หรือไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ขณะที่เราอ่านหนังสือให้ฟังก็อย่ากังวล เด็กเล็กสามารถฟังในขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่มให้จบทีเดียว แต่อ่านในช่วงสั้น ๆ หลาย ๆ ที และหลาย ๆ ที่ก็ยังได้ เช่น ตอนอาบน้ำก็อ่านหนังสือที่ลอยในน้ำได้ นั่งรออาหารในร้าน ก่อนนอน และอย่าลืมว่าต้องมีเวลาอ่านนิทานเป็นกิจวัตรแห่งความสุขหรรษาร่วมกันอยู่เสมอ

5 แสดงให้ลูกเห็นถึง ‘โลก’ รอบตัว

ชักชวนด้วยการชี้ไปที่สี รูปทรง ตัวอักษรและรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อธิบายสิ่งต่างๆ อย่างอ่อนโยน ไม่ช้าไม่นานเด็กน้อยจะเป็นผู้ชี้สิ่งเหล่านั้นกลับมาบอกเรา

Photo-by-Melanie-Medina-on-Unsplash.jpg

เด็กที่มีทักษะทางภาษาดีจะมีความจำที่ดีกว่า เพราะสามารถเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลเป็นภาษาที่ดีได้เป็นระบบมากกว่า ที่สำคัญที่สุดคือ การที่พ่อแม่ใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัว เด็กจะรู้สึกถึงความรักและความผูกพันจากพ่อแม่ ทำให้เขาเป็นคนมีความมั่นใจ และมีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองต่อไปในอนาคต

Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

สรุป

บทบาทที่สำคัญของผู้ใหญ่คือ การสร้างประสบการณ์เริ่มต้นด้านบวกต่อหนังสือให้กับเด็ก นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของการรู้หนังสือแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย และนี่คือปฐมบทของการอ่านเขียนที่จะพัฒนาไปในภายภาคหน้าของเด็กน้อย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์ห้องสมุดเด็กปฐมวัย ยุทธวิธีสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

บทความน่าอ่านต่อ

เคล็ดลับความสุข เพียงแค่ทำให้ง่ายเหมือนเด็ก

หลายคนคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “อยากกลับไปเป็นเด็กเจ็บสุดก็แค่หกล้ม” เพราะในชีวิตวัยทำงานที่มีแต่ความเครียด กดดัน และสารพัดปัญหาทำให้เราคิดที่จะกลับไปเป็นวัยเด็กอีกครั้ง หลีกหนีปัญหา ขจัดความเครียดที่มี ซึ่งในความจริงแล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เราขาดวิธีการสร้างความสุขในใจให้กับตัวเอง

กิจกรรม Book Talk โดย สสส. ในหัวข้อ “สุขง่ายได้เหมือนเด็ก ๆ” ที่ชวนผู้ใหญ่มาเปิดมุมมอง รับพลัง และฟังเรื่องราวจากเด็ก 10 ขวบ น้องพราว ปภาดา ตันติวันทกุล และน้องคิมซุน อนาคิณทร์ ศรีภัทรวิทย์ ที่มาส่งพลังความสุขและชวนให้กลับไปค้นพบความเป็นเด็กในตัวเองอีกครั้ง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

“ความสุขของหนูคือการอ่านหนังสือ ร้องเพลง เล่นชิงช้า และเล่นน้ำฝนค่ะ”

น้องพราว เล่าความสุขของตัวเองต่อว่า ตอนอยู่ที่บ้านตนมักจะอ่านหนังสือนิทานให้น้องฟัง แม้ว่าน้องจะเพิ่งสามขวบ พูดคุยโต้ตอบไม่ได้ น้องพราวก็ตั้งใจอ่านอย่างขะมักเขม้น เพราะได้รับการปลูกฝังที่ดีจากคุณแม่ผ่านการอ่านในวัยเด็กเช่นกัน

การที่เด็กได้ยินเสียงแม่ทุกวันจะรู้สึกอบอุ่นใจและจำเสียงได้ เป็นหนึ่งหนทางในการติดตั้งความไฝ่รู้ในการอ่านให้กับเด็กๆ ตั้งแต่แรกเกิด นอกจากนี้ “การอ่าน” ยังเป็นกระบวนการที่สามารถทำได้ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องแม่อีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมน้องพราวจึงเติบโตมาพร้อมกับนิสัยรักการอ่าน และยังพร้อมที่จะปลูกฝังนิสัยนี้ให้กับน้องของเธอ

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

เช่นเดียวกับ น้องคิมซุน นักแสดงเด็กผู้ชื่นชอบการพับกระดาษ ก็มีความสุขจากการอ่าน โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์หรือแผนที่ เพราะการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ การรับประทานอาหาร เครื่องแต่งกาย ความเป็นอยู่ของคนในแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ทำให้น้องคิมซุนมีความสุข ซึ่งประเทศที่อยากไปมากที่สุดคือประเทศรัสเซีย เพราะอยากดูหมีขาวและปราสาทที่อยู่ภูเขา

สำหรับคำแนะนำวิธีการสร้างความสุขจากการอ่านของน้องคิมซุนได้บอกเราว่า “อ่านหนังสืออะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็สร้างความสุขได้ถ้าเราชอบ”

นอกจากการอ่านแล้ว น้องคิมซุน ยังสร้างความสุขด้วยการ “พับกระดาษ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสุขง่าย ๆ ที่ทำเป็นประจำ โดยจุดเริ่มต้นของการหัดพับกระดาษคือการเรียนรู้จากหนังสือ และเปิดดูคลิปวิดีโอในอินเทอร์เน็ต ซึ่งการพับกระดาษถือเป็นการฝึกวินัย และเป็นทักษะในระบบโครงสร้างเชิงคณิตศาสตร์ การฝึกทำซ้ำบ่อย ๆ และประสบความสำเร็จจะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และต้องการทำต่อไปเรื่อย ๆ

Photo-by-Clever-Visuals-on-Unsplash

สรุป

ความสุขหาได้ง่ายๆ ไม่ต้องคิดไกลเพราะมันอยู่ใกล้ เพียงแค่เราไม่คิดเยอะเราก็จะพบความสุขที่อยู่ข้างในตัวเราเอง น้องคิมซุนได้ส่งท้ายด้วยวิธีการสร้างความสุขแบบเด็ก ๆ ว่า “อยากให้พี่ ๆ ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น ขอแค่เรามีความสุขก็พอ” ในขณะที่วิธีการของน้องพราวคือ การปล่อยตัวเองไปสบาย ๆ ไม่ต้องเครียด เจอปัญหาอะไรก็ลุยและสู้ไปกับมัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากงาน Book Talk สสส.
โดยน้องคิมซุน อนาคิณทร์ ศรีภัทรวิทย์
และน้องพราว ปภาดา ตันติวันทกุล

บทความน่าอ่านต่อ

เมื่อลูกถามว่า เซ็กส์คืออะไร

“แม่ครับ มีเซ็กส์คืออะไรครับ” คำถามนี้อาจระเบิดความตกใจของคุณแม่หรือคุณพ่อหลายๆ คน เพราะมันยากที่จะตอบ ยิ่งด้วยวัฒนธรรมไทยที่มองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยมีครอบครัวไหนกล้าที่จะพูดเรื่องนี้กับลูกน้อยตรงๆ หากยังไม่ถึงวัยอันควร แต่หากเจอคำถามแบบนี้จากลูกน้อยไป คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะทำอย่างไร?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ตัวอย่างบทสนนาของครอบครัวที่เหมาะแก่การเป็นกรณีศึกษาให้กับหลายครอบครัว ที่จู่ๆ วันหนึ่งลูกน้อยได้ตั้งคำถามที่พ่อแม่กระอักกระอ่วนในการตอบ

เรื่องราวของ ดช. มิลาน ที่จู่ๆ ก็อยากจะตั้งคำถามกับคุณแม่ โดยมี ดญ. โมนา แอบชำเลืองรอฟังคำตอบอยู่ข้างๆ

ด.ช.มิลาน : แม่ครับ มีเซ็กส์คืออะไรครับ?
คุณแม่ : หนูได้ยินมาจากไหนหรือคะ
ด.ช.มิลาน : จากคลิปละครใน YouTube ครับ

มิลานหนุ่มน้อยวัยย่าง 10 ขวบ เพิ่งดูละครในปีนี้เป็นครั้งแรก เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวไม่มีใครดูละคร ดูแต่ข่าว สารคดี หนังฝรั่ง

คุณแม่ : มีเซ็กส์ ก็คือการผสมพันธุ์กันของมนุษย์ค่ะมิลาน
ด.ญ.โมนา : เห็นมั้ย เรานึกแล้ว ต้องเหมือนผสมพันธุ์
ด.ช.มิลาน : แล้วคนจะทำแบบนั้นยังไงอ่าครับแม่
คุณแม่ : หนูรู้ใช่มั้ย การผสมพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิต ต่างๆ นานาบนโลกนี้ ธรรมชาติสร้างมาเพื่อ ผลิตทายาท เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ แต่วิธีการผสมพันธุ์ การหาคู่ครอง ความเยอะ ความตะกละตะกลาม ในการมีเซ็กส์ของสิ่งมีชีวิต นั้นต่างกันมาก

“เมื่อถึงวัยหนึ่ง ที่มนุษย์สามารถมีลูกได้ ฝ่ายหญิงพร้อมจะตั้งครรภ์ได้ ฝ่ายชายพร้อมจะ ปล่อยน้ำเชื้ออสุจิไปให้ฝ่ายหญิงคนไหนตั้งครรภ์ก็ได้ ตอนนี้เราจะเรียกว่า เป็นวัยเจริญพันธุ์ ธรรมชาติจะทำให้มนุษย์ มีความอยากที่จะผสมพันธุ์ หรือที่หนูได้ยินมาว่าอยากมีเซ็กส์นั่นแหละ”

คุณแม่ทิ้งช่วงหยุดเล่า ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการลองคิดตาม

คุณแม่ : แต่ เอ๊ะ วันหนึ่งธรรมชาติบอกว่า มิลาน เธอมีลูกได้แล้วนะ เธอต้องมีเซ็กส์ ถ้ามิลานไปชอบนางสาวเอ อยากมีสัมพันธ์กับนางสาวเอ เราไปตะปบหน้าเขา ข่วนเขา ต่อยเขา กัดคอเขา แบบสิงโตอยากผสมพันธุ์ได้ไหมคะ
ดช.มิลาน : ไม่ได้ครับ
คุณแม่ : อืม หรือว่ามิลาน อยากจะเปลี่ยนสาวๆ ปีละหลายคน มีผู้หญิงเยอะแยะเลย แบบกระต่ายป่าเปลี่ยนคู่เยอะๆ ได้ตัวผู้กันเยอะๆ ได้ตัวเมียกันเยอะๆ เปลี่ยนทุกปี จนจำหน้าคู่เดทคู่นอนในปีเก่าๆ ไม่ได้ ดีไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ดีครับ
คุณแม่ : หรือเอาแบบลิง โบโนโบดีน้า การทักทายก็ใช้การผสมพันธุ์กัน โกรธกันก็ผสมพันธุ์กัน เบื่อๆ เซ็งๆ ก็ผสมพันธุ์กัน มองหน้าคิดไรไม่ออกก็ผสมพันธุ์กัน เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต คือเอาแต่ผสมพันธุ์กัน ดีไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ดีครับ

คุณแม่ :ใช่แล้วมิลาน

“เพราะคนไม่ใช่สัตว์ เราไม่เหมือนสัตว์ เราจึงทำแบบสัตว์ไม่ได้ การมีเซ็กส์ของมนุษย์ เป็นไปโดยสัญชาติญาณ อาจจะเพื่อความสุข หรือปลดปล่อยสนองความต้องการ หรือทำเพื่ออะไรสักอย่างที่เป็นแรงขับมาจากภายใน มากกว่าเพียงแค่อยากจะมีลูก แต่มนุษย์บางคนควบคุมตนเองไม่ได้ ถูกสัญชาติญาณเรียกร้อง ว่าต้องผสมพันธุ์ให้ได้ เดี๋ยวนี้เลยนะตอนนี้เลยนะ ทำให้บางคนต้องมีลูกตอนอายุ 12 ท้องป่องตอน 14 มีเบบี๋ตอน 15 เป็นหม่าม้า ตอน 13 เราท้องโย้ตอนเรียนดีไหมคะ เก๋ไหม เท่ห์ไหม”

ด.ช.มิลาน : ไม่ครับ 
ด.ญ.โมนา : ไม่ค่ะ
คุณแม่ : มีลูกเร็ว ๆ ไม่ดีหรือคะ จะได้ออกจาก รร. เร็ว ๆ เพราะเด็ก ๆ ขี้เกียจเรียน จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน

ด.ญ.โมนา : ไม่ดีค่ะ ถ้าเราไม่ได้ไปโรงเรียน เราก็ไม่ได้เรียนหนังสือ เราก็ไม่มีความรู้ ไม่ได้ไปทำงานดี ๆ ที่เราชอบเราอยากทำ เราก็ต้องไปทำงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้ ทำงานเหม็นเหม็น ทำงานสกปรก ที่ไม่มีใครอยากทำค่ะ
คุณแม่ : เมื่อเรามีสัญชาติญาณในการผสมพันธุ์เกิดขึ้น เราควรทำตามสัญชาติญาณเลยไหมคะ เราอยากผสมพันธุ์กับเด็ก 3 ขวบทำได้ไหมคะ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับ
คุณแม่ : เราอยากผสมพันธุ์กับพ่อแม่พี่น้องตัวเองทำได้ไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับและไม่อยากทำด้วย
คุณแม่ : เราอยากทำร้ายคนอื่นเพื่อให้เราได้ผสมพันธุ์ไหมคะ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับ 
คุณแม่ : เมื่อถึงวันหนึ่งเวลาหนึ่งพวกหนู ต้องได้รู้จัก ได้เจอกับสัญชาติญาณเหล่านี้…

“เมื่อถึงวันนั้น ขอให้หนูนึกถึงแม่ หากหนูบังคับตัวเองไม่ได้ อยากทำตามสัญชาติญาณด้านมืดของมนุษย์ หนูจงนึกถึงแม่..ถามแม่…บอกแม่ เล่าให้แม่ฟัง แม่ช่วยหนูได้ทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าหนูจะไปเจอคนแบบ ช้าง จิงโจ้ สิงโต ไดโนเสาร์ หมูในเล้า กระต่ายป่า ลิงโบโนโบ แม่จะเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ นางฟ้าแม่ทูนหัวช่วยหนูเอง แม่รักหนูนะคะ ฝันดีค่ะลูก”

จากบทสนทนาของครอบครัวนี้ สังเกตได้อย่างหนึ่งเลยว่า คุณแม่ได้อบรบเลี้ยงดูสั่งสอนลูกๆ มาเป็นอย่างดี ทำให้เด็กมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่ฉลาดเช่นนั้น แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านอยู่ล่ะครับ คิดอย่างไรกันบ้าง

ที่มา : Facebook : Phawinee Buraphawithidham
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ

เล่นอย่างไรให้ดี เรื่องที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้

เมื่อนึกถึงคำว่า “เล่น” ของเด็ก ในมุมมองของผู้ใหญ่มักจะคิดถึงการเล่นที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น เล่นวิดีโอเกม เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การเล่นของเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองควรปล่อยผ่าน แต่ควรใส่ใจว่าเด็กต้องการอะไร เล่นเพื่ออะไร และที่สำคัญ เด็กได้อะไรจากการเล่น  

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การเลี้ยงลูก การสอนลูก และการเล่นกับลูก เป็นสิ่งที่ไม่มีตำราไหนบอกวิธีการเอาไว้อย่างชัดเจน รูปแบบของการเลี้ยงลูกมักจะขึ้นกับประสบการณ์ของพ่อแม่แต่ละคน ซึ่งไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ดังที่พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวแบบติดตลกเอาไว้ว่า 

“ถ้าเลี้ยงแล้วไม่ตาย ก็แปลว่าเลี้ยงเป็น”

สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงลูกคือ “การเล่นกับลูก” ซึ่งการเล่นในที่นี้ไม่ใช่การยื่นแท็บเล็ตให้ลูกไปจิ้มเล่น แต่เป็นการเล่นแบบเข้าใจ 

ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย อธิบายต่อว่า พ่อแม่จะต้องสังเกต และทำความเข้าใจพัฒนาการการเล่นของเด็กตั้งแต่แรกเกิด 

เด็กแรกเกิดจะเล่นกับตัวเอง เล่นกับสิ่งรอบตัว เช่น การมองตุ๊กตาโมบาย ก็ถือเป็นการเล่น ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี เด็กจะเริ่มพัฒนาสู่การเล่นร่วมกับผู้อื่น ชอบเล่นนอกบ้าน เล่นทราย เล่นน้ำ ปั่นจักยานสามล้อ ต่อบล็อก วาดรูประบายสี ดูการ์ตูน เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เล่นได้ไม่นาน

เมื่อเด็กอยู่ในช่วง 4-5 ปี จะมีการเล่นในลักษณะร่วมมือกัน เช่น แบ่งบทบาทกันเป็นหมอ-คนไข้ และมีการสลับบทบาทกันเล่นด้วย และจะชอบเล่นสิ่งที่ชอบ สนุกและมีความสุขกับการเล่นสิ่งนั้น ๆ ได้เป็นเวลานานมากขึ้น

มาที่เด็กวัย 6-7 ปี ที่เข้าสู่การเรียนในระดับประถมศึกษา เริ่มเรียนรู้พฤติกรรมการเข้าสังคมได้ดี มีวัฒนธรรมและมารยาททางสังคม ต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน ซึ่งการที่เด็กสามารถเล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม จะทำให้เด็กรู้จักการปรับตัวเมื่ออยู่กับคนอื่น และเรียนที่จะเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี

ดร.วรนาท ฝากทิ้งท้ายอีกว่า การเข้าใจ และสังเกต พฤติกรรม และพัฒนาการการเล่นของลูก จะทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกของตนเองมีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งหากลูกมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขเพื่อให้ลูกสามารถกลับมามีพัฒนาการที่สมวัยได้อีกครั้ง และจะเป็นการสร้างรากฐานที่ดีต่อการเติบโตขึ้นในอนาคต

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคาดหวังให้ลูกเติบโตมาเป็นคนเก่งเป็นคนดี มีสุขภาพจิตที่ดีและสุขภาพกายที่แข็งแรง แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ครอบครัวคือบุคลากรสำคัญที่จะช่วยกันเสริมสร้างทักษะต่าง ๆ ให้เกิดกับลูกน้อย

“หัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกคือ ไม่ได้สอนลูกในตอนโต แต่ควรสอนในช่วง 2-3 ปีแรก เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคง เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง และมีความไว้วางใจผู้อื่นเพื่อให้สามารถเข้าสังคมได้”

รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความพร้อมของพ่อแม่ที่ควรมี 6 ข้อ ได้แก่

  • ความพร้อมด้านร่างกาย
  • ความพร้อมด้านเวลา
  • ความพร้อมด้านการเงิน
  • ความพร้อมด้านความรู้
  • ความพร้อมด้านทักษะในการเลี้ยงลูก
  • ความพร้อมด้านจิตใจ

สรุป

หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดีคือ ต้องให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก และยังต้องฝึกวินัยให้เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งการเลี้ยงลูกให้มีวินัยต้องฝึกตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากการฝึกให้นอนเป็นเวลา เป็นต้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ให้ข้อมูลโดย
• พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 
• ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย 
• รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ