ใช้สิทธิประกันสังคม ขูดหินปูนไม่ต้องสำรองจ่าย

เคยไหม เวลาพูดกับใครไม่กล้าอ้าปากเต็มที่ หรือไม่กล้าให้ลมปากของเราพุ่งออกไปข้างหน้า ต้องคอยพกสเปรย์ดับกลิ่นปากตลอดเวลา นั่นคือความกังวลใจของใครหลายๆ คนที่แก้ปัญหาไม่ยากเลย

ปัญหากลิ่นปากบางส่วนเกิดจากหินปูนที่สะสมในปากของเรา ซึ่งจริงๆ มันก็คือเศษอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วแปรงฟันออกไม่หมด นานวันเข้ามันก็จะเกาะตามซอกฟัน ซอกเหงือก วันเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นตะกอนแข็ง เกาะที่ผิวฟัน ซอกฟัน ขอบฟัน ซอกเหงือก กลายเป็น “หินปูน” ในที่สุด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

หากปล่อยไว้นานๆ หินปูนที่เกาะอยู่ก็จะเหลือง และถ้าปล่อยไว้นานอีกก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และสุดท้ายก็สีดำในที่สุด ซึ่งเจ้าหินปูนนี่แหละ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก และโรคทางช่องปากอื่นๆ ได้ ดังนั้น เอามันออกเถอะ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อสุขภาพช่องปาก และกำจัดกลิ่นปาก ไปขูดหินปูนกันเถอะนะ พลีสสสสสส (ที่ไม่ได้แปลว่านักบวช)

ใช้สิทธิประกันสังคม ขูดหินปูน ใครทำได้บ้าง?

สำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 (33 คือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป 39 คือคนที่อยู่ในมาตรา 33 แล้วลาออก แต่รักษาสิทธิประกันสังคมไว้โดยสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39) สามารถใช้สิทธิขูดหินปูนในวงเงิน 900 บาท ต่อปี โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

ถ้าอ่านแล้วงง ก็จำง่ายๆ หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานมาแล้วขั้นต่ำ 3 เดือน มีการหักเงินเดือนส่งประกันสังคม (บริษัทเป็นคนทำเรื่อง) อย่างน้อย 3 เดือน ก็ใช้สิทธิประกันสังคมขูดหินปูนในวงเงิน 900 บาทได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย 

บางคลินิกไม่ได้เข้าร่วม ก็จะต้องสำรองจ่ายแล้วไปเบิก ใครอยากศึกษาต่อเข้าไปอ่านรายละเอียดตรงนี้ >> ขั้นตอนการใช้สิทธิประกันสังคมเพื่อขูดหินปูน

หลายคนจ่ายประกันสังคมกันทุกเดือน แต่ไม่เคยไปใช้สิทธิเลย ปล่อยให้เสียเปล่าฟรีๆ รู้สึกเสียดายแทนมาก อยากให้ไปใช้สิทธิกัน เพราะการขูดหินปูนมันดีต่อสุขภาพช่องปากเราจริงๆ แถมยังมีส่วนลด 900 บาท

ที่เรียกว่าส่วนลดเพราะว่า บางคลินิกค่าขูดหินปูนมันมากกว่า 900 ไง ถ้ามันมากกว่าก็หักจากประกันสังคมไป 900 เช่น คลินิกทำฟันมีค่าขูดหินปูน 1,200 บาท ก็หักจากประกันสังคม 900 เท่ากับคุณจ่ายเพียง 300 บาท

ใครที่ไม่แน่ใจว่าใช้สิทธิประกันสังคมได้ไหม ก็ลองเช็คสิทธิตัวเองที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม คลิก

การจองแพ็กเกจขูดหินปูน โดยใช้สิทธิประกันสังคม

หลายคนคงเคยเห็นเวลาเดินผ่านคลินิกทำฟัน จะมีป้าย “ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ต้องสำรองจ่าย” ซึ่งบางคลินิกก็ไม่ได้ขึ้นป้ายไว้ เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปถาม แต่เราเป็นมนุษย์ขี้เกียจคนนึง 555+ ก็เลยไม่ถาม ไม่เข้า ขี้เกียจ

ด้วยความที่เราจองแพ็กเกจต่างๆ จาก HDmall.co.th เป็นประจำ ก็เลยเห็นว่ามีหมวดหมู่ ขูดหินปูน กับ ขูดหินปูน (สิทธิประกันสังคม) คือเว็บเค้าสกรีนไว้ให้แล้วว่าคลินิกไหนที่ใช้สิทธิประกันสังคมได้ แถมระบุเลยด้วยว่า “ไม่ต้องสำรองจ่าย”

นั่นหมายความว่า เราเลือกแพ็กเกจขูดหินปูนจากคลินิกต่างๆ และดูราคาได้เลย หากคลินิกไหนที่ราคามากกว่า 900 บาท เราก็จะรู้ได้เลย ง่ายมากๆ

วิธีนี้จะต้องชำระเงินที่คลินิก เพราะว่าแต่ละคนมีหินปูนไม่เท่ากัน ถ้าหินปูนคุณเยอะ ราคาขูดหินปูนมันก็ต้องมากกว่า 900 อยู่เป็นธรรมดา อย่าไปคิดเองว่าขูดหินปูนทุกที่ ทุกคน ราคาเท่ากัน นึกถึงหินปูนในช่องปากตัวเองด้วย สงสารหมอ 555+

หลังจากเลือกและเปรียบเทียบแพ็กเกจขูดหินปูน โดยใช้สิทธิประกันสังคม เราก็เลือกจองที่ BFC Dental (บ้านฟันสวย) เพราะมีสาขาบางนา ใกล้บ้านมาก

วิธีจองคิวก็ง่ายมาก แจ้งชื่อ นามสกุล เบอร์โทร และวันนัดให้กับแอดมินของ HD ทางไลน์ @HDcoth แล้วก็จะมีคูปองส่งมาจากทีม HD Booking 

ในนั้นจะมีข้อมูลการจองของเราละเอียดยิบ ใครที่จองแล้วยังไม่ได้คูปองก็ต้องรอจ้ะ เค้าให้รอรับคูปองใน 24 ชม. แต่ถ้าใกล้ถึงเวลานัดแล้วยังไม่ได้ก็ลองดูที่ “จดหมายขยะ” สักหน่อย อย่าเพิ่งรับบทนางวีน

อ่านต่อที่ https://hdmall.co.th/c/review-scaling-social-security-at-bfc-dental-by-porraphat-jutrakul

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

5 งานเกย์ไพรด์ที่เจ๋งที่สุดในโลก

อยากจะลองไปสัมผัสกับงานพาเหรดอันแสนจะสนุกสนานของชาว LGBT ดูสักครั้ง วันนี้บทความของเราได้รวบรวม 5 สุดยอดงานเกย์ไพร์ดจากทั่วโลกทั้งในยุโรปและเอเชียมาให้ได้ทราบกัน

งานเกย์ไพรด์หรืองานพาเหรดของชาวเกย์ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของชาว LGBT เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการรวมตัวกันของชาวเกย์ทั่วโลก เพื่อแสดงความมีตัวตนและการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคและความเท่าเทียมในสังคม บทความของเราวันนี้จะมาพูดถึง 5 สุดยอดงานเกยไพรด์ที่ว่ากันว่าเจ๋งและน่าสนใจมากที่สุดในตอนนี้

1.ที่แรกที่เราจะกล่าวถึงคือ มหานครนิวยอร์ค ที่เป็นเมืองต้นกำเนิดของเกย์ไพรด์ โดยจะมีการจัดงานขึ้นทุกอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน และเป็นผู้ร่วมเดิมขบวนพาเหรดมากที่สุดถึง 4 ล้านคนและยังเป็นงานที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก งานได้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดการจราจลสโตนวออล์หรือการกวาดล้างเกย์ในบาร์ที่ชื่อว่า สโตนวอลล์ อิน ซึ่งเป็นบาร์สำหรับบุคคลรักร่วมเพศที่มีชื่อเสียง โดยตำรวจมักจะใช้ความรุนแรงในการจับกุมมาโดยตลอด หลังจากที่ชาวเกย์ต้องทนรับสภาพมาเป็นเวลานาน ก็ถึงเวลาที่สมควรเกิดการเปลี่ยนแปลง การเดินขบวนประท้วงที่นำขบวนโดย มาช่า จอห์นสัน ก็ได้เกิดขึ้นและได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวจากการรวมตัวกันของเกย์ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดในอเมริกาตั้งแต่นั้นมา 

2.อันดับสองคือที่เป็นเกย์ไพรด์ที่สุดในยุโรปคือที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน Fiestas De Orgullo Gay จะถูกจัดขึ้นในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน โดยมีผู้เข้าร่วมในแต่ละปีเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านคน การจัดงานครั้งแรกมีขึ้นเมื่อปี 1979 หลังจากการเสียชีวิตของนายพลฟรังโก้ ผู้นำเผด็จการของสเปน สเปนได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการปกครอง สิทธิ เสรีภาพของและประชาชน จนทุกวันนี้สเปนได้กลายประเทศหนึ่งที่มีกฎหมายเกี่ยวกับเพศที่สามที่ก้าวหน้าที่สุด และการแต่งงานของเพศเดียวกันก็ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

3.อันดับสามที่เราจะพูดถึงก็คือ เกย์ไพรด์ที่เมือง ซิดนีย์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าซิดนี่ย์แล้วที่นี่ก็มีครบครัน ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ไนท์ไลฟ์ คาสิโนที่มีทั้งเล่นในบ่อนจริงและแบบคาสิโนออนไลน์ และอื่นๆให้เลือกเล่น ซึ่งงานพาเหรดชาวเกย์ของที่นี่ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวยและมีสีสันมากที่สุด โดยทุกปีจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนของที่นั่น Sydney Mardi จัดขึ้นครั้งแรกปี 1978 และมีผู้ร่วมงานเพียง 500 คน จนถึงวันนี้มีขบวนพาเหรดดึงดูดผู้คนจากทุกที่มารวมกันมากถึง 5 แสนคน และยังมีคนดังเข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็น ไคลี่ย์ มิโนค จอร์จ ไมเคิ่ล และ แชร์ เพื่อสร้างสีสันให้กับงานทุกปี

4.คราวนี้เรามาดูอันดับที่ 4 ที่ถึงคราวประเทศในแถบเอเชียก็คือ งานเกย์ไพร์ดที่ไต้หวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ใหญ่มากมายเท่าไหร่ แต่ก็เป็นงานที่ชาว LGBT ในเอเชียให้ความสนใจและร่วมงานมากที่สุดในเอเชีย โดยไต้หวันซึ่งเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่การแต่งงานของเพศเดียวกันนั้นได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ในขณะที่ประเทศในเอเชียแระเทศอื่นๆยังไม่ให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายตัวนี้เท่าที่ควรจะเป็น งานได้เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2003 และมีการทำสถิติผู้เข้าร่วมมากที่สุดในปี 2018 กว่า 150000 คนเลยทีเดียว

5.อันดับสุดท้ายที่มีความสนุกสนานไม่ท้ายสุดก็คือ งานเกย์ไพร์ดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฏาคม โดยมีผู้เข้าร่วมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านคนเลยทีเดียว ขบวนจะเดินไปตามถนนช็อปปิ้งที่สำคัญต่างๆใจกลางเมืองลอนดอน อย่างไรก็ตามงานเกย์ไพร์ดของลอนดอนถูกวิจารญ์ว่ามีความเป็นการค้ามากไปและผิดกับวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในตอนแรกที่ต้องการให้เป็นการแสดงพลังและความสามัคคีของชาว LGBT นอกจากที่ลอนดอนแล้ว งานเกย์ไพร์ดอีกงานหนึ่งในยูเคที่มีชื่อเสียงมากขึ้นทุกปี ก็คือที่เมืองไบร์ทตัน เมืองชายทะเลที่เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเมืองเกย์ที่สุดในสหราชอาณาจักร ดดยจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี 

เลิกบุหรี่ทั่วไทยฯ หยุดโรค NCDs

โครงการ “3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน” มุ่งหวังที่จะอาศัยกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีประจำอยู่ทุกหมู่บ้านจำนวนประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศ มาเชิญชวน ท้าชวน ให้กำลังใจและช่วยเหลือให้คนสูบบุหรี่คิดเลิกสูบให้ได้ปีละหนึ่งคน ต่ออาสาสมัครหนึ่งคน รวมสามปีก็จะได้คนเลิกสูบสามล้านคน

การลดอัตราของนักสูบหน้าใหม่ก็สำคัญ เพราะการที่จะทำให้ผู้ที่สูบอยู่แล้วเลิกสูบเป็นเรื่องที่ยาก แต่การปลูกฝังให้เด็กไทยเห็นโทษของบุหรี่ และไม่สูบบุหรี่แต่เด็กเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้เลย 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในการสร้างเสริมสุขภาพให้คนไทยปลอดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ว่า ได้ใช้บุหรี่เป็นประเด็นหลักในการรณรงค์ เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุหลักในการเกิดโรค NCDs ต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบเส้นเลือดและหัวใจอักเสบ โดยการใช้กุศโลบาย เพื่อให้เกิดการ “สร้าง นำ ซ่อม” หรือเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ การรณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้เป้าหมายในการทำงานในอีก 1 ปีข้างหน้าคือ การชวนผู้ที่ติดบุหรี่ไม่หนักมากให้เลิกบุหรี่ด้วยการให้ยืมพลังใจ โดยมีลูก ครอบครัวและ อสม.เป็นพลังใจ ซึ่งเป็นการใช้ใจของคนรอบข้างเข้ามาช่วยดูแลและมอบกำลังใจเพื่อให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

“เรารณรงค์ด้วยวิธีการธุรกิจขายตรง คือการให้จิตอาสาชวนคนในครอบครัวมาเลิกบุหรี่ รักใครให้ชวนมาฟังข้อมูลความรู้ในการรณรงค์ให้เลิกบุหรี่ด้วยกัน”

จากการสำรวจพบปัญหาคนสูบบุหรี่มาเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้รณรงค์ชักชวนให้คนในชุมชนหันมาเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการขายตรง ให้คนในชุมชนชวนญาติ เพื่อน หรือคนรักเข้าร่วมกิจกรรม มีการให้ความรู้จากภาคีเครือข่ายเลิกบุหรี่ต่าง ๆ และให้คนที่เคยเลิกบุหรี่มาเป็นบุคคลต้นแบบ เสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ด้วยความสมัครใจสามารถเลิกได้อย่างถาวร

“คนในชุมชนหันมาเลิกบุหรี่ เพราะคำว่า เทิดไท้องค์ราชัน” คนในชุมชนส่วนใหญ่ป่วยด้วย โรคปอด ซึ่งเกิดจากการสูบบุหรี่ติดต่อกัน จึงได้รณรงค์เลิกบุหรี่แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ ต่อมาจึงใช้ครอบครัวเป็นตัวช่วยในการรณรงค์ ให้คนในชุมชนเลิกบุหรี่เพื่อสุขภาพของตนเอง เพื่อลูก เพื่อครอบครัว เพื่ออนาคต ทำให้เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น นอกจากนี้โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ยังทำให้คนในชุมชนหันมาให้ความสนใจในการเลิกบุหรี่เพราะต้องการทำความดีถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ quitforking.com หรือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ติดต่อได้ที่ 1600 สายด่วน เลิกบุหรี่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เพิ่มกิจกรรมทางกาย ง่ายๆ เพียงแค่เดิน

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันเราต้องทำความรู้จักกับศัพท์ใหม่ นั่นคือคำว่า “กิจกรรมทางกาย” ที่นับรวมทุก ๆ กิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเราได้เคลื่อนไหว ออกแรง ทั้งระดับเบา ปานกลาง และหนัก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศโดยสถาบันวิจัยและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ในปี 2557 กลุ่มวัยเด็กมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 63.2 ในขณะที่กลุ่มวัยอื่นมีอัตราเพิ่มขึ้น

“กระแสวิ่ง กระแสการหันมาออกกำลังกายอยู่กับวัยทำงาน แต่ในอดีตเด็กทุกคนอยากจะออกกำลังกาย เลิกเรียนแล้วไม่อยากกลับบ้าน อยากเล่นต่อ แต่ปัจจุบันเด็กอยากรีบกลับบ้าน เพื่อเล่นเกม ปัญหาคือ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกดีกับการขยับร่างกาย”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กไทย ในขณะที่วัยทำงานพร้อมจะจ่ายเงินจ้างโค้ช ซื้อรองเท้า เพื่อจะทำให้ตัวเองได้ขยับ แต่วัยเด็กที่ควรขยับกลับไม่ได้ขยับ โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนให้เกิดการกิจกรรมทางกายให้เกิดขึ้นกับเด็ก

กิจกรรมทางกาย หรือ Physical Activities ความหมายทางวิชาการคือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถ้าได้กระทำสม่ำเสมอจะเป็นพฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพ และมีผลต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย แต่หากจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย กิจกรรมทางกายก็คือ การขยับทุกอย่างตั้งแต่เราตื่นจนถึงเราเข้านอน หรือถ้าจะให้อธิบายให้ง่ายเข้าไปอีก กิจกรรมทางกายก็คือ “การขยับ” นั่นเอง

กิจกรรมทางกายแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ

  • กิจกรรมทางกายระดับเบา เช่น การยืน การเดินในระยะทางสั้น ๆ การทำงานบ้าน
  • กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว การปั่นจักรยาน คือกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยปานกลาง มีระดับชีพจร 120-150 ครั้ง ระหว่างทำกิจกรรมยังสามารถพูดเป็นประโยคได้
  • กิจกรรมทางกายระดับหนัก เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การเล่นกีฬา คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป โดยที่ระหว่างทำกิจกรรมไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้

นอกจากกิจกรรมทั้ง 3 ระดับแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำทีเรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior ) เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การนั่งคุยกับเพื่อน การนั่งหรือนอนดูโทรทัศน์ ที่ไม่รวมการนอนหลับ ซึ่งพฤติกรรมเนือยนิ่งส่งผลกระทบต่อเด็กไทยและมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปี ข้างหน้า จะมีเด็กทไยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน

เด็กที่เป็นโรคอ้วน นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NSDs มากกว่าเด็กปกติ และยังมีผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับเด็กที่โรงเรียนจึงเป็นการดี เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก เพียงสอดแทรกการเคลื่อนไหวในช่วงสั้น ๆ เพียง 3-5 นาที ก่อนเริ่มเรียน หรือระหว่างชั่วโมงเรียน หรือช่วงพักเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนและมีการจดจำที่ดีขึ้น

การส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างง่าย ๆ แต่ทำเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัย ซึ่ง “โรงเรียน” เป็นหน่วยงานที่เกื้อหนุนในการปลูกฝังทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีในการดำเนินชีวิตให้กับเด็ก “กิจกรรมรักเดิน” จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่โรงเรียนสามารถนำไปใช้เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดจากความเนือยนิ่งของเด็กไทยได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนภายในห้องมีดังนี้

กิจกรรมรักษาความสะอาด

  1. ยกเก้าอี้ไปไว้ด้านข้าง ๆ ห้อง แล้วจินตนาการว่ามีเส้นอยู่ตรงกลางห้อง
  2. นำวัตถุนิ่ม ๆ เช่น บอลฟองน้ำ กระดาษใช้แล้วขยำเป็นก้อนกลม ให้นักเรียนถือไว้ขว้าง
  3. แบ่งนักเรียนเป็นสองฝั่ง ให้นักเรียนเริ่มต้นขว้างข้ามเส้นกลางห้อง เป้าหมายคือ ขว้างออกไปยังด้านตรงข้าม
  4. เมื่อครู่สั่งว่า “หมดเวลา” ฝ่ายที่สะอาดที่สุด (มีขยะน้อยกว่า) เป็นฝ่ายชนะ แต่ละครั้งใช้เวลา 2-3 นาที

กิจกรรมเขียนชื่อนักเรียน

  1. สมมติให้นิ้วชี้เป็นปากกาหรือดินสอ ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวใหญ่ ๆ ในอากาศ
  2. ใช้อวัยวะส่วนอื่นแทนปากกาหรือดินสอบ้าง เช่น ข้อศอก หัวเข่า หัวแม่เท้า เอว สะโพก ก้น ศีรษะ อย่าลืมว่าต้องเปลี่ยนข้างกันบ้าง

กิจกรรมสัญชาตญาณสัตว์

เรียกนักเรียนออกมาคนหนึ่ง ให้ขานชื่อสัตว์แล้วให้เพื่อนทำท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์ชนิดนั้น ให้นักเรียนเปลี่ยนกันเป็นผู้นำไปรอบ ๆ ห้อง จนกว่านักเรียนทุกคนได้ขานชื่อสัตว์ครบทุกคน

การมีกิจกรรมทางกายต้องเริ่มจากวัยเด็กสู่ทุกช่วงวัย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยั่งยืน และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

“โรงเรียนรักเดิน” ปลุกกิจกรรมทางกายให้เยาวชนไทย

กิจกรรมทางกาย หมายถึง การขยับร่างกายหรือเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเบา ระดับปานกลาง และระดับหนัก ซึ่งจากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ พบว่า ปี 2555 เด็กไทยมีกิจกรรมทางกายร้อยละ 67.6 และลดลงในปี 2557 เหลือร้อยละ 63.2 และคาดการณ์ว่าในอีก 3 ปี จะมีเด็กไทยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ปัญหาสำคัญที่เด็กไทยกำลังพบเจอ คือ ไม่เดินและไม่ขยับ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นที่เห็นผลชัดคือ การเรียนรู้และสุขภาพไม่แข็งแรง ส่วนระยะยาวก็จะนำมาสู่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในขณะนี้มีคำใหม่เกิดขึ้นคือ ‘กิจกรรมทางกาย’ หมายถึง อะไรที่เกิดการเคลื่อนไหว แล้วได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เรียกว่ากิจกรรมทางกาย

สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้า จึงเกิดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง ไม่มีการขยับร่างกายที่เพียงพอ สมองไม่เกิดการพัฒนา อยากให้ทุกคนคิดว่าภารกิจเราไม่ใช่แค่ให้เด็กหันมาออกกำลังกาย แต่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นภารกิจกอบกู้ประเทศไทย เพราะระบบสาธารณสุขกำลังจะล่มสลาย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ป่วย

ข้อมูลจากงานวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นพบว่า การมีกิจกรรมทางกายระหว่างชั่วโมงเรียน จะเพิ่มสมาธิ เพิ่มความสนใจให้กับนักเรียน ส่งผลให้ความทรงจำของเด็กดีขึ้น เกิดวินัยในการทำกิจกรรม ลดพฤติกรรมไม่ดี รวมไปถึงการทำให้เด็กโตไปมีความสามารถรอบด้าน ดังนั้นสิ่งที่โรงเรียนจะต้องทำคือการสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ให้กับผู้ปกครองได้รับทราบ และคุณครูจะต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้ และสิ่งสำคัญคือ ห้ามใช้การออกกำลังกายเป็นการทำโทษนักเรียนเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดทัศนคติแย่เกี่ยวกับการขยับ ส่งผลให้โตไปแล้วไม่ชอบออกกำลังกาย

เมื่อปี 2557 ได้มีการจัดโครงการ “โรงเรียนรักเดินสะสมก้าว ประเทศไทย” และจัดกิจกรรม “โรงเรียนรักเดิน” เพื่อใช้เป็นงานต้นแบบส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดเป็นต้นแบบโรงเรียนรักเดินจำนวน 16 โรงเรียน

ภายหลังกิจกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้น ได้มีการจัดทำ “คู่มือกิจกรรมโรงเรียนรักเดิน” เพื่อใช้เป็นแนวทางให้แก่โรงเรียนอื่น ๆ เพื่อสร้างกิจกรรมภายในโรงเรียนตามความเหมาะสม ภายใต้บริบทของพื้นที่ รวมถึงรณรงค์ให้เยาวชนมีความเข้าใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำกิจกรรมทางกายเพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง ชุมชน และประเทศต่อไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Unseen Switzerland: เบิร์นที่ไม่เคยถูกลืม

หากพูดถึงประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) จะต้องติด 1 ใน 3 ที่ทุกคนนึกถึง…ภาพในห้วงความคิดคือเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมะ ความสวยงามของทุ่งดอกไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม และเมื่อถามถึงเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักคงหนีไม่พ้นสถานที่ทัวร์นิยม ลูเซิร์น (Luzern)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพการโฆษณาที่บริษัททัวร์นิยมใช้มักเป็นภาพของ Kapellbrücke สะพานไม้และหอคอยกลางน้ำอันเป็นจุดเด่นและถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้ กอปรกับลูเซิร์นเป็นเมืองที่มีแหล่งละลายทรัพย์ทำให้บริษัททัวร์จากทั่วโลกนิยมพาลูกทัวร์มาลงทำให้หลายคนรู้จักเมืองลูเซิร์นมากกว่าเมืองหลวงที่แท้จริงของสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวงที่ถูกลืม เป็นคำที่หลายคนนิยามเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศอันสวยงามและมีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกลับมีเมืองหลวงที่ขาดจุดเด่นนั้นไป นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยไม่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์ ต้นฉบับของการเดินทางถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำที่คุ้นหูว่า “เมืองหลวงที่ถูกลืม” บันทึกเป็นเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เมืองที่ถูกลืมกลับมีชื่อเสียงอีกครั้ง

Bern หรือ กรุงเบิร์น เมืองหลวงที่ถูกลืมของสวิตเซอร์แลนด์ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาเมืองเก่าแห่งยุโรป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเขตเมืองเก่าที่ผ่านสงครามโลกมาทั้งสองครั้งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) และสถาบัน ECA International ยังจัดอันดับให้เบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในยุโรปคู่กับกรุงโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2019 – 2020 อีกด้วย

ประวัติของเมืองหลวงที่ถูกลืมเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย จากเมืองหลวงที่ถูกลืมอันเงียบสงบกลับกลายเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืม เพราะความสวยงามของเมืองเก่าที่หลายคนพบเห็นยิ่งทำให้กรุงเบิร์นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่บริษัททัวร์ต้องเพิ่มเมืองแห่งนี้ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในสวิตเซอร์แลนด์

Bär Graben

ภาพจำที่หลายคนมักเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ เมื่อไปเยือนเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืมหนีไม่พ้นกับ บ่อหมี (Bär Graben) ที่อยู่คู่เมืองมาแต่เริ่ม (Bern พ้องมาจาก Bär ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าหมี) ด้วยความที่เจ้าเมืองในอดีตประกาศว่าจะตั้งชื่อเมืองตามชื่อสัตว์สายพันธุ์แรกที่เจอ “หมี” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองไปโดยปริยาย

นอกจากบ่อหมีแล้ว กรุงเบิร์นยังมีจุดน่าสนใจอยู่หลายแห่ง รวมถึงจุด Unseen ที่หลายคนไม่คาดคิดซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีมนต์เสน่ห์แห่งอดีตสะท้อนผ่านอิฐของตัวอาคาร พื้นถนน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

Bundeshaus

Unseen สถานที่แรกอยู่ที่ อาคารรัฐสภาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Bundeshaus) เพราะอาคารแห่งนี้เป็นที่ทำการระดับประเทศ แต่กลับเปิดให้ผู้คนสามารถเดินเข้าไปในบริเวณโดยรอบได้ รวมถึงมีม้านั่งและจุดพักผ่อนให้กับผู้คนที่เข้ามาได้ผ่อนคลาย เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมที่หลายคนไม่คาดคิด เพราะอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงทำให้สามารถมองเห็นวิวของเมืองเก่าได้อย่างชัดเจน จึงถือเป็นสถานที่ Unseen ที่อาจจะไม่อยู่ในลิสต์ทัวร์นิยม 

ด้านหน้าของอาคารรัฐสภาฯ เป็นจัตุรัสกว้างและลานน้ำพุที่เรียกว่า Bundesplatz อีกฟากฝั่งเป็น ที่ทำการธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Schweizerische Nationalbank) เป็นอีกจุดที่มีสวยงามและมีความสำคัญ เพราะนอกจากลานน้ำพุแล้วในวันหยุดจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นตลาดดอกไม้ที่กลางลานจตุรัส จึงทำให้ลานแห่งนี้กลายเป็นอีกจุดที่หลายคนควรแวะเวียนมาบันทึกการเดินทางก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

Käfigturm

เดินเข้ามายังส่วนเมืองเก่าถัดจากถนนเส้นหลักควรเริ่มต้นที่ Prison Tower หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า Käfigturm ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากร แต่ในปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย

Käfigturm ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานและการบูรณาการหลายต่อหลายครั้ง การเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง รวมถึงใช้เป็นจุดรวมพลกรณีมีเหตุการด่วน ในปัจจุบันทางเดินลอดหอหอยมีรางสำหรับรถรางให้ผ่านด้านล่าง เกิดเป็นอีกภาพที่สวยงาม ผสานอาคารในอดีตและเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกันถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

Zytglogge

นอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน Käfigturm ยังมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่น เพราะทุก ๆ ต้นชั่วโมงจะมีการแสดงเต้นระบำโดยตุ๊กตาที่อยู่ด้านข้าง ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมายืนรอรับชมโชว์น่ารัก ๆ นี้ โดยนาฬิกาจะเริ่มเต้นระบำเป็นวงกลม 4 นาทีก่อนถึงชั่วโมงถัดไป ใครที่อยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวสามารถ คลิก เพื่อชมคลิปได้เลย

Kindlifressenbrunnen

ตรอกด้านข้างบริเวณใกล้ ๆ กับ Käfigturm จะพบกับจุด Unseen ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้คือ Kindlifressenbrunnen หรือน้ำพุยักษ์กินเด็ก เมืองแห่งนี้มีน้ำพุสาธารณะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ในจุดนี้มีรูปปั้นที่โด่งดังประดับอยู่ทำให้กลายเป็นอีกจุดพิเศษที่ผู้คนแวะเวียนกันมาถ่ายภาพ

รูปปั้นบนยอดน้ำพุแห่งนี้แรกเริ่มมีชื่อว่า Platzbrunnen แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Kindlifressen ที่แปลว่า ตัวกินเด็ก สื่อถึงยักษ์ที่อยู่ปลายยอดของน้ำพุที่กำลังจับเด็กกิน เพื่อต้องการให้เด็กรู้ว่าหากไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะมียักษ์มาจับไปกิน คล้ายกับในนิทานหลอกเด็กนั่นเอง

Einstein-Haus

กลับมาบนถนนเส้นเดียวกับ Käfigturm มีบ้านพักชั่วคราวของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือที่เรียกว่า Einstein-Haus เคยเป็นสถานที่พักพิงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (1903-1905) และในปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่นักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางมาเพื่อเข้าชม เพราะสถานที่มีภาพถ่ายและผลงานบางส่วนของเขา โดยค่าเข้าชมจะอยู่ที่ 6 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 180 บาท สามารถตรวจสอบตารางวันเวลาเปิดเข้าชมได้ที่ einstein-bern.ch

Berner Münster

เดินต่อไปบนถนนเดียวกันจะเจอเข้ากับมหาวิหารแห่งกรุงเบิร์น (Münster St. Vinzenz หรือ Berner Münster) ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีความสำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ โดยสถานที่แห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและขึ้นไปยังระเบียงของหอคอยได้ โดยมีค่าเข้าอยู่ที่  5 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 150 บาท

โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างแค่ตัวโบสถ์ถึง 150 ปี และได้ถูกต่อเติมให้มีหอคอยอันเป็นจุดชมวิวแห่งกรุงเบิร์น โดยมีบันไดวนทั้งสิ้น 285 ขั้น เรียกได้ว่า เดินวนไปจนเวียนหัวเลยทีเดียว สำหรับทางขึ้นหอคอยจะเป็นลักษณะทางเดินที่แคบและชัน ทำให้การขึ้นไปชมค่อนข้างจะลำบากและใช้เวลานาน 

แม้ว่าการเดินขึ้นมาจะค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อได้มาเห็นวิวที่มองจากระเบียงหอคอยแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะวิวจากหอคอยเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอีกมุมที่มองไปยังอาคารรัฐสภาฯ และสามารถเดินวนได้ 360 องศา แต่สำหรับระเบียงบนหอคอยแห่งนี้มีความกว้างเพียงพอสำหรับหนึ่งคนยืน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวความสูงเพราะจะต้องยืนชิดกับขอบระเบียงที่มีความสูงมาก ๆ เตือนแล้วนะ!!!

นอกเหนือจากสถานที่ข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่คู่ควรแก่การไปเช็คอิน เพราะคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ การรักษาเมืองที่มีมาแต่โบราณให้อยู่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กรุงเบิร์นเป็นเมืองหลวงที่คู่ควรแก่การรักษา หากท่านใดได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่าลืมตั้งให้กรุงเบิร์นเป็นเป้าหมายหลักของคุณด้วยนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองที่ไม่เคยถูกลืมนั้นมีกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ครุกกรุ่นและเรียกร้องให้ผู้คนศึกษาอยู่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ปิดเทอมสร้างสรรค์ เปิดหน้าต่างสู่การเรียนรู้

ปัญหาของผู้ปกครองในช่วงปิดเทอมคือ “สามเดือนนี้ จะให้ลูกทำอะไร?” จากผลสำรวจในปี 2561 พบว่า กิจกรรมที่เด็ก เยาวชน ตั้งใจจะทำในช่วงปิดเทอม 3 อันดับแรก คือ เล่นมือถือ อินเตอร์เน็ต 71% ตามด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด 53% และหางานพิเศษทำ 46% นั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการจริงหรือ?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

กิจกรรม “ปิดเทอมสร้างสรรค์” เป็นกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ในทุกพื้นที่นี้ เรียกว่า “พื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ และกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมาะสมกับช่วงวัย ทั้งด้านสุขภาพ กาย สังคม จิต และปัญญา ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อเป็นรากฐานของไทยแลนด์ 4.0

การจัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมในพื้นที่สร้างสรรค์ ช่วยสร้างให้เด็กมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และมุ่งหวังให้เป็น 3 เดือนแห่งการปิดเทอมที่มีประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

“ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่สำคัญ เป็นช่วงเวลาว่างของเด็กเยาวชน ที่ออกจากการเรียนการศึกษาชั่วคราว และเป็นเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหากิจกรรมหรือสถานที่ที่รองรับบุตรหลานเพื่อให้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์”

จากผลสำรวจของ ยูรีพอร์ต (U-Report) ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟในระหว่างปี 2560 – 2561 พบว่า เยาวชนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย ขณะที่ 35% รู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย และมีเพียง 12% ที่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากได้ทราบช่องทางการเข้าถึง เด็กเยาวชนจึงอยากให้รัฐบาลได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กเยาวชนให้มากที่สุดถึง 42% และ 1 ใน 3 อยากมีส่วนร่วมในการสร่างสรรค์ในชุมชน

จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนได้มีการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และมีสุขภาวะทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดี การสนับสนุนให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การจัดกิจกรรมให้เด็กออกกำลังกายตามความถนัดของตนเองทั้งในเวลาปกติและในช่วงปิดเทอมจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรสนับสนุน

เพื่อทำให้ปิดเทอม เป็นปิดเทอมที่สร้างสรรค์แก่เด็ก ๆ พ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชวนลูกหลานให้ออกจากกรอบสี่เหลี่ยมของสมาร์ตโฟน อย่างน้อยก็ในช่วงปิดเทอมให้มาใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้กิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ทั้งหมดถูกรวบรวมเอาไว้ในเว็บไซต์ “www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com หรือ Facebook: ปิดเทอมสร้างสรรค์” เพื่อให้เด็กและเยาวชน ผู้ปกครองเข้าถึงได้ง่าย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ

เคยถามตัวเองไหมว่า แต่ละวันเราสร้างขยะมากน้อยแค่ไหน? การไม่สร้างขยะคือคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาขยะ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนสร้างขยะกันทุกวัน แล้วอะไรคือทางออกของปัญหานี้?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นิทรรศการหมุนเวียน “Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ” นิทรรศการที่จะชวนสำรวจพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดขยะ และนำเสนอทางออกของปัญหานี้ พร้อมตัวอย่างนวัตกรรมการจัดการขยะตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ เพื่อย้อนกลับมาถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเริ่ม “ลดการสร้างขยะ” และ “จัดการขยะ” เสียที

“เรื่องขยะไม่ใช่เรื่องใหม่ และเราผลักดันเรื่องนี้กันมาไม่ต่ำกว่า 3 ทศวรรษ พอถึงจุดที่เรารับรู้ว่าปัญหานี้เริ่มโถมทับสังคมจนอยู่เฉยไม่ได้ เราจึงต้องกลับมาจุดประกายในเรื่องของปัญหาขยะอีกครั้งหนึ่ง”

ขยะที่มากเกินและการจำกัดขยะที่ไม่ถูกวิธีส่งผลกระทบต่อโลก ทำให้เกิดความแปรปรวนกับสภาพอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติต่าง ๆ ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้พัฒนาสู่การเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ยิ่งทำให้มีการผลิตขยะมากขึ้นตามมา และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย

“สำหรับนิทรรศการ ‘Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะ’ จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งกระตุ้น แต่คงไม่เพียงพอ เพราะทุกคนต้องช่วยกันผลักดันช่วยให้ประเทศไทยลดขยะ และสร้างสุขภาวะจากการลดปัญหาจากขยะต่อไป โดยหวังว่าทุกคนจะช่วยกัน”

นิทรรศการหมุนเวียนเรื่องนี้ ต้องการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เข้าชม ได้มาเรียนรู้ ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ขยะล้นโลกในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ 1. Waste Land ที่จะทำให้เห็นในเรื่องของการ Check & Shock ให้กับผู้เข้าชมรู้ว่า พฤติกรรมของขยะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน ร้านค้า สำนักงาน ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเรามีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดขยะได้อย่างไร 2. Waste Game & Waste Movie ที่จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ปัญหาขยะในปัจจุบัน และวิธีการแยกขยะประเภทต่าง ๆ 3. Waste Wow แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่เกิดจากการนำขยะมารีไซเคิลในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อลดขยะโดยเฉพาะ และ 4. Waste World จุดแสดงการเรียนรู้ต้นแบบวิธีการจัดการขยะในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน องค์กร ไปจนถึงระดับประเทศ

โดยนิทรรศการนี้จะแสดงให้เห็นการจัดการแยกขยะ การนำกลับมาใช้ในรูปแบบที่หลากหลาย ไปจนถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ และการผลักดันนโยบายระดับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากปัญหาจากขยะ

“หากมีการจัดการขยะทางต้นทางแล้ว ปลายทางก็ต้องจัดการด้วยเช่นกัน” หากรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกขยะ แต่ทางสำนักงานเขตนำขยะที่เก็บมารวมเอาไว้ที่เดียวกันก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงอยากเสนอให้หน่วยงานที่จัดเก็บขยะจ่ายเงินค่าขยะที่ถูกแยกประเภท แทนการเก็บค่าบริการจากชุมชน แต่หากบ้านไหนไม่คัดแยกขยะค่อยเก็บค่าบริการ ซึ่งทางเขตก็สามารถนำขยะที่คัดแยกแล้วมาจัดการต่อได้ แต่กระบวนการนี้ต้องไม่มีคำว่าผิดกฎหมาย เพื่อการกำจัดขยะสู่ Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะอย่างแท้จริง

สรุป

การจัดการขยะควรเริ่มตั้งแต่ต้นทาง คือ จากตัวเรา ลดการสร้างขยะเกินความจำเป็น ใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ รวมไปถึงการงดรับถุงพลาสติก นอกจากนี้การจัดการของหน่วยงานจัดการขยะก็ควรช่วยกันจัดการที่ปลายทางด้วย เพื่อให้ขยะที่ถูกคัดแยกมาจากต้นทาง ไม่เสียเปล่า

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพโดย สสส.

“วิชาชีวิต” ภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนยุคใหม่

สิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่งในห้องเรียน ไม่ได้สอนว่ากระสุนนัดแรกที่ยิงออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต วิชาชีวิตจึงเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนรับมือกับปัญหาได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“ก่อนที่จะพูดถึงวิชาการด้านอื่น ๆ ทักษะชีวิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้เราดำรงชีวิต และมีชีวิตรอดจากปัญหา หรืออะไรก็ตามในยุคปัจจุบัน” 

เด็กและเยาวชนเป็นวัยของการแสวงหาอัตลักษณ์ของตนเอง พวกเขาจะมองหาต้นแบบของผู้ใหญ่ที่ตนเองต้องการจะเป็น และยังเป็นวัยแห่งความท้าทาย การที่ผู้ใหญ่คอยห้ามในสิ่งต่าง ๆ ยิ่งทำให้เด็กไม่เชื่อฟัง ซึ่งภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่พบในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ทักษะชีวิตที่เคยเรียนในอดีตจึงไม่ใช่ประสบการณ์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้และรับมือได้ในวันนี้

“ป้ารู้ไหมครับ ถ้าหากสมัยที่ผมเป็นนักเรียน แล้วได้เรียนวิชาชีวิต ได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้รู้ปัญหาของสังคมอย่างจริงจังเหมือนที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ผมจะไม่ติดคุกแน่ นี่คือคำพูดของเด็ก ๆ ที่พูดกับป้า”

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการสอนวิชาชีวิตว่า การเรียนรู้ในเรื่องแวดล้อมรอบตัว ข่าวสารสังคมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี โดยให้เด็กในบ้านวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ รวมถึงการดูภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์ การตัดสินใจทางเลือก การวิเคราะห์ผลของการตัดสินใจนั้นว่าจะส่งผลอะไรต่อไปในชีวิต

เด็ก ๆ ได้บอกกับตนว่า หากได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก่อนวันที่กระทำความผิด พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่กระทำแบบนั้น ซึ่งบ้านกาญจนาภิเษกเป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำ มีหน้าที่เยียวยาในปลายเหตุ แต่โรงเรียนและบ้านคือต้นน้ำ ถ้าหากนำวิชาชีวิตไปอยู่ที่ต้นน้ำได้ จะก่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่มักจะให้ความหมายว่า เยาวชนคืออนาคต อนาคตจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดให้กับเด็ก แต่หากเปลี่ยนความหมายให้เยาวชนคือปัจจุบันด้วย ผู้ใหญ่จะต้องหันกลับมามองว่า ณ วันนี้ได้เปิดพื้นที่อะไรให้กับเด็กและเยาวชนบ้าง ถ้าหากยังไม่เปิดจะสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใด ด้วยเครื่องมือไหน ซึ่งวันเยาวชนไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่มาคิดอะไรให้กับเด็ก แต่ควรเป็นวันที่มีการเริ่มต้นในนโยบายใหม่ ๆ เช่น ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้เข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และเปล่งเสียงด้วยตัวเองว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร

น้องบี (นามสมมติ) จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าถึงอดีตที่โตมากับสภาพแวดล้อมของการพนัน ทำให้ตนมีนิสัยรักสนุกจากการเสี่ยงดวง โดยเริ่มออกปล้นเพื่อหาเงินมาเล่นพนันจนต้องมาอยู่ในสถานพินิจว่า หลังจากได้เรียนวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาฯ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจคนในครอบครัว ได้เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองต้องแก้ไข จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความต้องการดูแลคนข้างหลัง ดูแลพ่อแม่ เพราะในวันที่เข้าสถานพินิจ มีเพียงพ่อแม่ที่ยังสนใจเขาอยู่

น้องเอ (นามสมมติ) อดีตเด็กติดเกม เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในอดีตที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ตนเคยติดเกมและตั้งใจที่จะเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ โดยเล่นเกมติดต่อกันนานที่สุดเป็นเวลา 3 วัน หารายได้จากการเล่นเกม ส่งผลกระทบให้ไม่อยากเข้าสังคม เพราะเมื่ออยู่ในสังคมคนรอบข้างมักมองว่าตนเป็นเด็กเกเร เด็กติดเกม ยิ่งทำให้ตนหันเข้าสู่โลกแห่งความเสมือน เสพติดการเล่นเกมและมีเพียงสังคมในเกมที่คอยรับฟังปัญหา

จนกระทั่งถูกคนแถวบ้านชวนออกไปทำกิจกรรมในชุมชน จึงเริ่มออกมาสู่โลกที่มีผู้คน ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างมองตนเองในทางที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกมาทำในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ และอยากจะฝากบอกกับคนที่ติดเกมว่า ควรเล่นให้พอดี อย่าเล่นเกมจนลืมคนรอบข้าง อย่ามองแต่ข้อดีโดยไม่ได้มองว่ามันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ควรให้เวลากับทุกสิ่งทุกอย่าง และควรหาความพอดีของการเล่นเกมให้เจอ นี่แหละคือวิชาชีวิตที่ตนเองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดกลับตัวกลับใจได้ทัน หรือหากคิดได้ก็อาจจะสายเกินไป เพราะการกระทำความผิดนั้นง่ายเพียงนิดเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นยากเกินจะคาดเดา วิชาชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดในสังคมให้กับเด็กไทยยุคใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน เด็กและเยาวชนควรมีภูมิต้านทานที่อย่างน้อยจะช่วยให้เด็กฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากกระทำของตนเอง

สรุป

เพราะทุกคนไม่ได้มีแต่ด้านมืด แต่ยังมีด้านสว่างที่รอให้มีใครมาจุดประกาย แต่อย่าทำในวันที่สายเกินไป การเรียนรู้ทักษะวิชาชีวิตจะช่วยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สว่าง ก่อนที่ความมืดจะครอบงำสติ และช่วยชี้ทางออกให้กับทุกปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

กรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้” แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สสส. กทม. ม.สยาม และเขตในพื้นที่ และที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะอย่างสมบูรณ์แบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากเกณฑ์มาตรฐานโลกที่ระบุเอาไว้ว่า ควรมีพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากร 9.0 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งเขตภาษีเจริญ มีพื้นที่สีเขียวเพียง 0.2 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น จึงเกิดเป็นโจทย์ในการทำสวนสุขภาวะแห่งนี้

สาเหตุที่คนในกรุงเทพฯ มีสุขภาพไม่ดีเป็นเพราะสภาพแวดล้อม เนื่องจากไม่มีพื้นที่ที่เอื้อต่อสุขภาวะ ไม่มีที่สำหรับเดิน วิ่ง และหายใจ ต้นไม้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการฟอกออกซิเจน ทำให้มีแต่มลพิษ จึงได้ทำการสำรวจ 2067 ชุมชน 50 เขต พบว่า มีพื้นที่รกร้างและสุ่มเสี่ยงเกือบ 50% และ 62% พบว่ามีพื้นที่รกร้างและเปลี่ยว ซึ่งเป็นที่มั่วสุมอีกด้วย

“มีการร้องเรียนถึงความสกปรกผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งพอมาดูก็พบว่าสกปรกจริง ๆ” จุดเริ่มต้นของการเข้ามาดูแลพัฒนาพื้นที่รกร้าง ซึ่งคนในชุมชนได้มีการจัดการพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เกิดการร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่ช่วยกันจัดการให้พื้นที่รกร้างหลังม.สยาม กลายเป็นสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

การออกแบบสวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกเพศทุกวัยสามารถใช้งานได้พร้อมกันผ่านการเรียนรู้ 7 ประเภทคือ การมองเห็น กายภาพ การใช้คำ การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละคน แต่ละเวลา ทำให้ทุกคนในบ้านมีพื้นที่ใช้งานตามความประสงค์ได้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เตะบอล เล่นหมากฮอส และเรียนรู้การใช้เสียงจากการเคาะ ซึ่งนอกจากที่สวนพื้นสุขภาวะที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรคำนึงต่อไปคือ การจะทำเกิดความยั่งยืน โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนให้ช่วยกันรักษา และพัฒนาต่อไป

“การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะจำเป็นจะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยาก”

สรุป

ทุกคนสามารถสร้างสวนสุขภาวะได้ แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้สวนที่เกิดขึ้นมาอยู่ต่อไป ซึ่งเบื้องต้นคนในชุมชนต้องเข้ามาช่วยกันรักษาร่วมกัน และยังได้ชื่นชมคนในชุมชนแห่งนี้ที่สามารถร่วมมือกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และอยากให้คนในชุมชนรักกันไปจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ