“วิชาชีวิต” ภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนยุคใหม่

สิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่งในห้องเรียน ไม่ได้สอนว่ากระสุนนัดแรกที่ยิงออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต วิชาชีวิตจึงเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนรับมือกับปัญหาได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“ก่อนที่จะพูดถึงวิชาการด้านอื่น ๆ ทักษะชีวิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้เราดำรงชีวิต และมีชีวิตรอดจากปัญหา หรืออะไรก็ตามในยุคปัจจุบัน” 

เด็กและเยาวชนเป็นวัยของการแสวงหาอัตลักษณ์ของตนเอง พวกเขาจะมองหาต้นแบบของผู้ใหญ่ที่ตนเองต้องการจะเป็น และยังเป็นวัยแห่งความท้าทาย การที่ผู้ใหญ่คอยห้ามในสิ่งต่าง ๆ ยิ่งทำให้เด็กไม่เชื่อฟัง ซึ่งภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่พบในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ทักษะชีวิตที่เคยเรียนในอดีตจึงไม่ใช่ประสบการณ์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้และรับมือได้ในวันนี้

“ป้ารู้ไหมครับ ถ้าหากสมัยที่ผมเป็นนักเรียน แล้วได้เรียนวิชาชีวิต ได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้รู้ปัญหาของสังคมอย่างจริงจังเหมือนที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ผมจะไม่ติดคุกแน่ นี่คือคำพูดของเด็ก ๆ ที่พูดกับป้า”

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการสอนวิชาชีวิตว่า การเรียนรู้ในเรื่องแวดล้อมรอบตัว ข่าวสารสังคมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี โดยให้เด็กในบ้านวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ รวมถึงการดูภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์ การตัดสินใจทางเลือก การวิเคราะห์ผลของการตัดสินใจนั้นว่าจะส่งผลอะไรต่อไปในชีวิต

เด็ก ๆ ได้บอกกับตนว่า หากได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก่อนวันที่กระทำความผิด พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่กระทำแบบนั้น ซึ่งบ้านกาญจนาภิเษกเป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำ มีหน้าที่เยียวยาในปลายเหตุ แต่โรงเรียนและบ้านคือต้นน้ำ ถ้าหากนำวิชาชีวิตไปอยู่ที่ต้นน้ำได้ จะก่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่มักจะให้ความหมายว่า เยาวชนคืออนาคต อนาคตจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดให้กับเด็ก แต่หากเปลี่ยนความหมายให้เยาวชนคือปัจจุบันด้วย ผู้ใหญ่จะต้องหันกลับมามองว่า ณ วันนี้ได้เปิดพื้นที่อะไรให้กับเด็กและเยาวชนบ้าง ถ้าหากยังไม่เปิดจะสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใด ด้วยเครื่องมือไหน ซึ่งวันเยาวชนไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่มาคิดอะไรให้กับเด็ก แต่ควรเป็นวันที่มีการเริ่มต้นในนโยบายใหม่ ๆ เช่น ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้เข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และเปล่งเสียงด้วยตัวเองว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร

น้องบี (นามสมมติ) จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าถึงอดีตที่โตมากับสภาพแวดล้อมของการพนัน ทำให้ตนมีนิสัยรักสนุกจากการเสี่ยงดวง โดยเริ่มออกปล้นเพื่อหาเงินมาเล่นพนันจนต้องมาอยู่ในสถานพินิจว่า หลังจากได้เรียนวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาฯ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจคนในครอบครัว ได้เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองต้องแก้ไข จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความต้องการดูแลคนข้างหลัง ดูแลพ่อแม่ เพราะในวันที่เข้าสถานพินิจ มีเพียงพ่อแม่ที่ยังสนใจเขาอยู่

น้องเอ (นามสมมติ) อดีตเด็กติดเกม เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในอดีตที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ตนเคยติดเกมและตั้งใจที่จะเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ โดยเล่นเกมติดต่อกันนานที่สุดเป็นเวลา 3 วัน หารายได้จากการเล่นเกม ส่งผลกระทบให้ไม่อยากเข้าสังคม เพราะเมื่ออยู่ในสังคมคนรอบข้างมักมองว่าตนเป็นเด็กเกเร เด็กติดเกม ยิ่งทำให้ตนหันเข้าสู่โลกแห่งความเสมือน เสพติดการเล่นเกมและมีเพียงสังคมในเกมที่คอยรับฟังปัญหา

จนกระทั่งถูกคนแถวบ้านชวนออกไปทำกิจกรรมในชุมชน จึงเริ่มออกมาสู่โลกที่มีผู้คน ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างมองตนเองในทางที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกมาทำในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ และอยากจะฝากบอกกับคนที่ติดเกมว่า ควรเล่นให้พอดี อย่าเล่นเกมจนลืมคนรอบข้าง อย่ามองแต่ข้อดีโดยไม่ได้มองว่ามันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ควรให้เวลากับทุกสิ่งทุกอย่าง และควรหาความพอดีของการเล่นเกมให้เจอ นี่แหละคือวิชาชีวิตที่ตนเองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดกลับตัวกลับใจได้ทัน หรือหากคิดได้ก็อาจจะสายเกินไป เพราะการกระทำความผิดนั้นง่ายเพียงนิดเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นยากเกินจะคาดเดา วิชาชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดในสังคมให้กับเด็กไทยยุคใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน เด็กและเยาวชนควรมีภูมิต้านทานที่อย่างน้อยจะช่วยให้เด็กฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากกระทำของตนเอง

สรุป

เพราะทุกคนไม่ได้มีแต่ด้านมืด แต่ยังมีด้านสว่างที่รอให้มีใครมาจุดประกาย แต่อย่าทำในวันที่สายเกินไป การเรียนรู้ทักษะวิชาชีวิตจะช่วยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สว่าง ก่อนที่ความมืดจะครอบงำสติ และช่วยชี้ทางออกให้กับทุกปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

กรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้” แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สสส. กทม. ม.สยาม และเขตในพื้นที่ และที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะอย่างสมบูรณ์แบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากเกณฑ์มาตรฐานโลกที่ระบุเอาไว้ว่า ควรมีพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากร 9.0 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งเขตภาษีเจริญ มีพื้นที่สีเขียวเพียง 0.2 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น จึงเกิดเป็นโจทย์ในการทำสวนสุขภาวะแห่งนี้

สาเหตุที่คนในกรุงเทพฯ มีสุขภาพไม่ดีเป็นเพราะสภาพแวดล้อม เนื่องจากไม่มีพื้นที่ที่เอื้อต่อสุขภาวะ ไม่มีที่สำหรับเดิน วิ่ง และหายใจ ต้นไม้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการฟอกออกซิเจน ทำให้มีแต่มลพิษ จึงได้ทำการสำรวจ 2067 ชุมชน 50 เขต พบว่า มีพื้นที่รกร้างและสุ่มเสี่ยงเกือบ 50% และ 62% พบว่ามีพื้นที่รกร้างและเปลี่ยว ซึ่งเป็นที่มั่วสุมอีกด้วย

“มีการร้องเรียนถึงความสกปรกผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งพอมาดูก็พบว่าสกปรกจริง ๆ” จุดเริ่มต้นของการเข้ามาดูแลพัฒนาพื้นที่รกร้าง ซึ่งคนในชุมชนได้มีการจัดการพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เกิดการร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่ช่วยกันจัดการให้พื้นที่รกร้างหลังม.สยาม กลายเป็นสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

การออกแบบสวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกเพศทุกวัยสามารถใช้งานได้พร้อมกันผ่านการเรียนรู้ 7 ประเภทคือ การมองเห็น กายภาพ การใช้คำ การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละคน แต่ละเวลา ทำให้ทุกคนในบ้านมีพื้นที่ใช้งานตามความประสงค์ได้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เตะบอล เล่นหมากฮอส และเรียนรู้การใช้เสียงจากการเคาะ ซึ่งนอกจากที่สวนพื้นสุขภาวะที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรคำนึงต่อไปคือ การจะทำเกิดความยั่งยืน โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนให้ช่วยกันรักษา และพัฒนาต่อไป

“การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะจำเป็นจะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยาก”

สรุป

ทุกคนสามารถสร้างสวนสุขภาวะได้ แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้สวนที่เกิดขึ้นมาอยู่ต่อไป ซึ่งเบื้องต้นคนในชุมชนต้องเข้ามาช่วยกันรักษาร่วมกัน และยังได้ชื่นชมคนในชุมชนแห่งนี้ที่สามารถร่วมมือกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และอยากให้คนในชุมชนรักกันไปจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘สวนสุขภาวะ – ห้องสมุดกำแพง’ แห่งการเรียนรู้

จากพื้นที่ที่ไม่มีใครเหลียวแล มีเพียงขยะกองโตเป็นภัยอันตรายของชุมชน แต่ด้วยการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นจุดสะท้อนความเข้มแข็งของการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่าย พื้นที่แห่งนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดได้กลายเป็น “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

กรุงเทพมหานครได้มีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง” ณ พื้นที่สุขภาวะหลัง ม. สยาม รุ่งฟ้า 36 เขตภาษีเจริญ โดยเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ตามอัธยาศัย เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

ที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันดูแลสวนแห่งนี้ เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมก็จะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และเมื่อคนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ ก็จะเกิดความรัก และการดูแลรักษา เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเรียกได้ว่าเป็นประชารัฐเต็มรูปแบบ ซึ่งสวนแห่งนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจจากหลาย ๆ ฝ่ายและด้วยความร่วมมือของประชาชนจะทำให้สวนแห่งนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืนและถาวร

การทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธีการออกกำลังกาย การขยับร่างกาย แต่เพียงเท่านี้อาจไม่พอ ควรมีพื้นที่ให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิต มาร่วมกันทำกิจกรรม และเมื่อทำกิจกรรมร่วมกันจะเกิดเป็นกิจกรรมทางสังคม เกิดความสัมพันธ์เชิงสังคมและพัฒนาต่อไปในเรื่องของสติปัญญา และจิตใจในเบื้องลึกต่อไป

“สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งนี้ เป็นพื้นที่สุขภาวะชุมชนในเขต กทม. ที่ส่งเสริมสุขภาวะทุกมิติ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ทั้ง 7 รูปแบบ ได้แก่ ด้านกายภาพ การมองเห็น การพูด การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสร้างสุขภาวะที่ดีของคนเมืองกรุงต่อไป”

“การที่เราจะรักษาสุขภาพของประชาชนได้นั้น ไม่ใช่ว่าต้องมีโรงพยาบาลมาก ๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่อีกทางคือ เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนจะมีสุขภาพแข็งแรง โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล”

การสร้างสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งนี้โดยมุ่งหวังให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงให้กับประชาชน โดยกว่าจะประสบความสำเร็จในวันนี้ ตนได้มองพื้นที่รกร้างแห่งนี้เป็นห้องทดลองที่มีชีวิต การเรียนรู้ที่แท้จริงจะต้องสามารถประยุกต์ให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่นและสังคมได้ ชุมชนแลtสังคมก็เปรียบเสมือนห้องทดลองของมหาวิทยาลัย จึงได้ใช้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่เพื่อเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ และร่วมกันทำงานกับชุมชนและสังคม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของคนในชุมชน เพราะหากไม่มีชุมชนก็ไม่อาจสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้

สรุป

ทั้งนี้สวนพื้นที่สุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง เป็นพื้นที่สุขภาพที่เป็นความภาคภูมิใจของคนในชุมชน และที่สำคัญคือประชาชนในพื้นที่เขตภาษีเจริญที่มีเจตนารมณ์ ความมุ่งมั่นที่ช่วยกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ชีวิตของคนไร้บ้าน

“อยู่ข้างนอกไม่ได้สบาย ตัวใครตัวมัน ใครป่วยตายก็ตัวใครตัวมัน แต่พอมาอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันก็เหมือนเป็นครอบครัว เกิดเป็นความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อต่อกัน เลยเป็นพี่เป็นน้อง และทำให้ความเป็นอยู่ดีกว่าตอนที่อยู่ข้างนอก”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ นายกสมาคมคนไร้บ้าน เล่าจุดเริ่มต้นของตนเองว่า เดิมทีตนประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างชั่วคราว แต่โดนนายจ้างกลั่นแกล้งจึงตกงาน จึงพักอาศัยกับพี่น้อง แต่ด้วยความที่ตนเป็นพี่คนโตจึงไม่ต้องการเป็นภาระของน้อง ๆ เลยตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะแถวสนามหลวง

ต่อมาได้เข้าร่วมกับศูนย์คนไร้บ้านแห่งแรกที่ตลิ่งชัน จนพี่น้องคนไร้บ้านยกให้เป็นตัวแทนเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลในการผลักดันเพื่อก่อสร้างศูนย์คนไร้บ้านที่บางกอกน้อย และต่อมาต้องการขยายศูนย์คนไร้บ้านไปช่วยเหลือคนไร้บ้านทั่วประเทศจึงจัดทีมที่เรียกว่า “การเดินกาแฟ” เพื่อสำรวจพื้นที่ในจังหวัดใหญ่ 3 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ จึงพบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีคนไร้บ้านมากถึง 166 คน จึงต้องการผลักดันให้เกิดศูนย์คนไร้บ้านที่จังหวัดเชียงใหม่จนสำเร็จและกลายเป็นบ้านเตื่อมฝันในทุกวันนี้ แต่การจะทำสัญญาก่อสร้างจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ทำให้ต้องก่อตั้งสมาคมคนไร้บ้านขึ้น และพี่น้องได้ลงความเห็นให้ตนเป็นนายกสมาคมคนไร้บ้านในที่สุด

นายนรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ ประธานเครือข่ายคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงชีวิตของการเป็นคนไร้บ้านว่า หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ มาได้ 40 กว่าปี ก็ตัดสินใจออกจากบ้านมาเชียงใหม่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่น้อง ซึ่งก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตนพยายามหาอาชีพที่เหมาะสมในการสร้างรายได้ของตนเอง แต่มองไม่เห็นอนาคต

ต่อมาได้พบกับกลุ่มคนไร้บ้านจาก กทม.ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของที่อยู่อาศัย จึงเข้ามาร่วมกับเครือข่ายคนไร้บ้าน เพราะมองว่าจะต้องเข้าสังคมเพื่อให้ตนเองก้าวหน้าและมีอนาคต

“สังคมเครือข่ายของคนไร้บ้านทำให้ผมเจริญเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะทางความคิด มีอาชีพที่เป็นที่ยอมรับ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 11 ปีที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และการเปิดศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์” นายนรินทร์ ทิ้งท้ายด้วยความซาบซึ้ง

จำนวนคนไร้บ้านจะไม่เพิ่มขึ้น หากเราใส่ใจดูแลคนในบ้าน และป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อใช้ในการอาศัยอยู่เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ซึ่งต้องมีที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องร่างกายจากอันตรายต่างๆ ศูนย์ฟื้นฟูสำหรับคนไร้บ้านจึงเป็นสถานที่รองรับเพื่อให้พวกเขาสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘บ้านเตื่อมฝัน’ เติมชีวิตคนไร้บ้าน

กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะหลายคนอาจมองว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนปกติที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ฯลฯ จนทำให้ออกจากบ้านมาเพื่อเผชิญกับโลกเพียงลำพัง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การใช้ชีวิตบนพื้นที่สาธารณะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องหวาดระแวงกับการถูกทำร้าย ถูกขับไล่ บวกกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตทำให้กลุ่มคนไร้บ้านไม่สามารถนอนหลับได้อย่างปลอดภัย

“คนไร้บ้านไม่ได้ขี้เกียจ หรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด มีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต” นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงาน สสส. ที่ทำการสำรวจสถานะทางสุขภาพของคนไร้บ้าน พบว่า มีปัญหาการติดเหล้าร้อยละ 64 ซึ่งกลุ่มคนทั่วไปแค่ร้อยละ 30 ทั้งๆ ที่คนไร้บ้านขาดรายได้ และยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

การอยู่ในพื้นที่สาธารณะนาน ยิ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค ไม่ว่าจะโรคปอด หรือโรคติดเชื้อต่างๆ สสส.จึงเข้ามาร่วมทำโมเดล ที่จะทำให้คนทั่วไปเข้าสู่ภาวะคนไร้บ้านให้สั้นที่สุด และกลับคืนสู่สังคมปกติโดยเร็ว ด้วยการพัฒนาศักยภาพ การต่อยอดทักษะอาชีพตามความถนัดของแต่ละคน เพื่อให้สามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้เราเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสจะกลับมายืนอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่ทำให้ สสส. เข้ามาร่วมทำงานเรื่องของคนไร้บ้าน

จากผลการสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และขอนแก่น พบจำนวนคนไร้บ้าน 1,395 คน โดย จ.เชียงใหม่มีกลุ่มคนไร้บ้าน จำนวน 166 คน ล่าสุดลดเหลือ 75 คนโดยประมาณ ซึ่งตนไม่ต้องการรับสมาชิกคนไร้บ้านเพิ่ม แต่อยากช่วยให้พี่น้องคนไร้บ้านกลับสู่ครอบครัว สู่สังคม โดยพยายามสร้างเครือข่าย สร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้อง เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่ครอบครัว สังคม อย่างมีศักดิ์ศรี และป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ศูนย์ที่มีอยู่แล้วสร้างความอุ่นใจให้กับคนไร้บ้านที่เข้ามาอาศัยอยู่ และอยากให้หน่วยงานภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาและป้องกันคนไร้บ้านหน้าใหม่ด้วย

จากความสำเร็จในการก่อตั้งศูนย์ฟื้นฟูฯ ทำให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย นายนรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ ประธานเครือข่ายคนไร้บ้าน เล่าถึงความรู้สึกของการใช้ชีวิตแบบไร้บ้านมาเป็นเวลายาวนาน โดยการตัดสินใจเข้าร่วมเครือข่ายคนไร้บ้านเชียงใหม่ หลังจากที่ถูกชักชวนโดยกลุ่มคนไร้บ้าน กทม. ในขณะนั้น ทำให้จากเดิมอยู่อย่างไร้ความฝัน มีชีวิตอยู่ไปวันๆ แห้งแล้งในจิตใจ แต่วันนี้มีบ้าน มีที่อยู่ เป็นการเติมฝันทำให้หัวใจได้น้ำมีความชุ่มชื้น ทำให้จากคนไร้บ้านกลายเป็นคนที่มีเพื่อนและมิตรในทุกภาค

“บ้านเตื่อมฝัน” ที่แปลว่าเติมฝัน สามารถเติมเต็มมิตรภาพ เติมเต็มความสุข ความฝัน สร้างความหวัง สร้างอนาคตให้กับกลุ่มคนไร้บ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การเปิดศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่จะช่วยให้คนไร้บ้านได้พัฒนาทักษะอาชีพ สามารถเลี้ยงดูตนเอง และกลับสู่สังคมได้ในอนาคตต่อไป 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘ไร้บ้าน ไม่ไร้ฝัน’ เติมเต็มพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน

การสร้างบ้านบนพื้นที่ 330 ตารางวา อาจจะไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่สำหรับกลุ่มคนไร้บ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัย พื้นที่ขนาดนี้สามารถเติมเต็มความฝัน และฟื้นฟูจิตใจให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต่อไปในสังคมได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“บ้านเตื่อมฝัน ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่” ออกแบบภายใต้แนวคิด “ศูนย์ตั้งหลักชีวิตและศูนย์พัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนไร้บ้าน” และจะมีการดำเนินงานสร้างอีก 2 ศูนย์ที่ จ.ขอนแก่น และรังสิต ซึ่งจะมีรูปแบบการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน

สำหรับบ้านเตื่อมฝัน ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่เลขที่ 79/2 ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นสถานที่ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยจะให้หยิบยืมทุนและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ เมื่อมีรายได้ก็นำเงินมาคืนเพื่อให้เป็นทุนสำหรับคนไร้บ้านคนอื่นต่อไป

“ผมเชื่อว่า ถ้าไม่เจอปัญหาหนักผู้คนคงไม่หนีออกมาจากครอบครัวหรือชุมชนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องมีอะไรที่ทำให้เขาไม่สามารถอยู่ที่นั่นได้ แต่พอหลุดออกมานี่แหละคือสิ่งสำคัญ พวกเราจะเข้ามาหนุนเสริมยังไง ให้เขายืนอยู่ และกลับสู่สังคมใหม่ได้” นายสมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เล่าถึงเกณฑ์การเข้าพักบ้านเตื่อมฝันที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. ห้องชั่วคราวโดยคิดค่าใช้จ่ายรายวัน 10 บาท เพื่อมาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ จัดพื้นที่กว้างให้นอนร่วมกันโดยมีที่นอนและหมอนให้ยืมชั่วคราว

2. ห้องประจำ 350 บาท/เดือน จัดเป็นห้องที่มีฉากกั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว

3. ห้องมั่นคง 450 บาท/เดือน เป็นห้องที่มีผนังอิฐและประตูไม้กั้น

ราคาห้องประจำและห้องมั่นคงที่เกินมา 50 บาทจะนำเข้ากองทุนสวัสดิการให้แต่ละคนเก็บออมเอาไว้กรณีต้องการกลับคืนบ้านของตนเอง หรือออกจากศูนย์ฟื้นฟูฯ ไปสร้างครอบครัว 

สรุป

การเรียกที่นี่ว่า “ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน” เนื่องจากไม่ได้ดูแลในเรื่องของที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาศักยภาพของคนไร้บ้าน โดยเบื้องต้นได้มีการเสริมสร้างทักษะกลุ่มอาชีพช่าง เกษตร และเบเกอรี่ และภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยในการเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งของคนไร้บ้าน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เคล็ดลับฟื้นฟูสุขภาพ ของ ‘มัม ลาโคนิค’

จากปัญหาสุขภาพกายที่รุมเร้า ที่เกิดจากการไม่ค่อยดูแลตัวเอง จัดระเบียบชีวิตไม่ดี พักผ่อนน้อย และยังไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี ส่งผลให้ป่วยหนัก เช่น ไตเสื่อม น้ำท่วมปอด ก้านหัวใจโต และนิ่วในถุงน้ำดี จนถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสภาพผอมซูบจนแทบไม่มีใครจำได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นอกจากเสียงทุ้มๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักร้องคุณภาพเสียงทรงพลัง มัม ลาโคนิค นักร้อง นักแสดง การฟื้นตัวจากอาการป่วยของ มัม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่า มีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพอย่างไรให้กลับมาฟื้นตัว และดูสดใสเปล่งปลั่งเช่นนี้

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีในวันนี้ มัม ลาโคนิค ที่หลายๆ คนจะคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะนักแสดงที่สร้างความสนุกให้กับผู้ชม และในฐานะเจ้าของเพลง “ความลับ” จากอัลบั้ม Be My Guest ได้อัพเดตเรื่องราวสุขภาพ ว่า ตอนนี้สุขภาพทั้งกายและใจของตนเองเป็นปกติดี โดยมีเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพคือ การตั้งกฎระเบียบให้ชีวิตของตัวเองมีวินัยมากขึ้น ไม่ปล่อยปละละเลย หมั่นออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็รู้ว่าทำแล้วดี แค่ต้องเริ่มทำมันก็เท่านั้นเอง

มัม ลาโคนิค เล่าถึงวิธีรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงคงที่ด้วยการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง เดินเร็ว และหากมีเวลาจะพยายามเข้าฟิตเนสเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่คนเรามีร่างกายที่แข็งแรงนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่ง มัม ได้รับกำลังใจที่ดีจากตัวเองและคนรอบข้าง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันโรคร้ายต่างๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมีคติในการใช้ชีวิต คือ การคิดบวก เป็นคติที่ใช้ในการดำรงชีวิตเป็นประจำ โดยปล่อยวางในทุกสิ่ง ไม่เก็บไปคิดให้เสียสุขภาพจิต และตั้งตนอยู่ในการเป็นคนดี คิดดี ทำดี ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปฏิบัติอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ มัม ยังเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายง่ายๆ ด้วย การวิ่ง เพราะทำให้การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง  มีอารมณ์ที่แจ่มใส สดชื่น และนอกจากนี้ มัม ยังได้เข้าร่วมโครงการวิ่งสายสัมพันธ์ ณ เชียงของ สองฝั่งโขง ซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีของประเทศไทยและลาว และยังเป็นการวิ่งครั้งแรกของ มัม อีกด้วย

การดูแลสุขภาพให้ดีทั้งกายและใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เคล็ดลับเยียวยาผู้ติดการพนัน

แม้ว่าฟุตบอลโลกจะจบลงไปแล้ว แต่การทำงานเพื่อหยุดพนันยังต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากผลกระทบของปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงของเทศกาลฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาที่เกี่ยวกับการพนันอื่น ๆ ที่ยังต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ยังมีเยาวชนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เล่นการพนันผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะการเล่นพนันฟุตบอลเป็นกิจกรรมที่ไม่นิยมเล่นคนเดียว แต่นิยมเล่นเป็นสังคมและกลุ่มเพื่อน ในขณะที่การเล่นพนันผ่านช่องทางออนไลน์เปรียบเหมือนการเล่นคนเดียว แม้ว่าจะทันสมัยกว่าแต่เยาวชนบางส่วนชอบเล่นแบบหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้น้อยจะจับกลุ่มและพนันร่วมกัน

นอกจากการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์แล้ว ยังมีการเล่นพนันออนไลน์ในรูปแบบอื่นอีก เช่น การเล่นไพ่ออนไลน์ ที่มีสัดส่วนไล่เลี่ยกับการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ และถึงแม้ว่าเกมการแข่งขันจะจบ แต่การพนันยังไม่จบ เพราะว่าผู้เล่นพนันยังมีหนี้สินที่ต้องชดใช้คืน โดยสถิติจากเทศกาลฟุตบอลยูโรครั้งที่แล้วพบว่า เยาวชนเป็นหนี้เฉลี่ย 2 พันบาทต่อคน และแก้ปัญหาโดยการขอพ่อแม่ แต่ไม่บอกเหตุผลที่แท้จริง หรืออาจนำทรัพย์สินที่มีไปแลกเปลี่ยนเพื่อชดใช้หนี้

“การจัดการปัญหาของการเล่นพนันไม่ใช่เรื่องเฉพาะกิจในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่ปัญหาของการพนันมีอยู่ตลอดทั้งปี เพียงแต่ว่าเทศกาลจะทำให้คนหันมาสนใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหา

วิธีการช่วยเหลือผู้ติดพนันบอลด้วยความรัก หรือเทคนิค L-O-V-E

  • L – listening การรับฟังอย่างใส่ใจและฟังอย่างไม่ตัดสิน
  • O – open-ended question ถามถึงผลที่ตมมาทั้งก่อนและหลังการเล่นการพนัน รวมถึงผลเสียที่ตามมาจากการเล่นพนัน
  • V – pros VS cons พูดคุยถึงข้อดีและข้อเสียของการพนันว่ามีอะไรบ้าง
  • E – efficacy ให้กำลังใจที่เปรียบเสมือนการสนับสนุนให้ผู้ที่เล่นการพนันเชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถเลิกเล่นการพนันได้

โฆษณาแฝงอยู่ตามสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ไลน์ และยูทูป ที่เป็นช่องทางแรกที่จะนำไปสู่เว็บไซต์พนันโดยตรง และได้ฝากข้อเสนอไปถึงสามภาคส่วนได้แก่ 1. ภาครัฐ ควรปรับปรุงกฎหมายให้มีความก้าวทัน และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 2. ภาคประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อรู้เท่าทันบุตรหลาน และร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังให้กับเจ้าหน้าที่ และ 3. ภาคสื่อมวลชน ควรนำเสนอข่าวผลกระทบที่เกิดจากการพนันอย่างมีจริยธรรม ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

สรุป

ปัญหาที่เกิดจากการพนันก็ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้ติดพนันต่อไป เนื่องจากมีผู้ติดหนี้สินที่เกิดจากการพนัน รวมไปถึงสภาพจิตใจของเยาวชนไทยเสพติดพนันที่ต้องได้รับการเยียวยา ดังนั้นถึงแม้ว่าฟุตบอลโลกจะจบ แต่การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ยังคงต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้เยาวชนและสังคมไทยปลอดภัยจากภัยพนัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ชวนเยาวชนตระหนักพนันบอล

 ‘กีฬา ๆ เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน’ กีฬาฟุตบอลถือเป็นหนึ่งกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเทศกาลฟุตบอลโลกที่แฟนกีฬาทุกคนรอคอย และติดตามผลการแข่งขันมากมาย แต่ภัยร้ายที่แฝงมากับเทศกาลใหญ่นั่นคือการพนัน ที่จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

 โลกอินเทอร์เน็ตทำให้มีการพัฒนา ที่เราเข้าถึงได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา ทำให้ชีวิตของคนในสังคมได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของอินเทอร์เน็ตมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน เรื่องของโทษหรือว่าสิ่งที่อาจเป็นอันตรายก็มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

การพนันออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟนที่รวดเร็ว รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการพนันผ่านทางโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น

จากการสำรวจสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการเล่นพนัน ประจำปี 2560 พบว่า คนไทย ร้อยละ 75.2 หรือเกือบ 40 ล้านคน เคยเล่นการพนัน โดยมีจำนวนผู้ที่เล่นพนันฟุตบอลราว 2.5 ล้านคน เป็นกลุ่มเยาวชน อายุ 15-25 ปี กว่า 6 แสนคน และมีนักพนันหน้าใหม่ที่เริ่มเล่นการพนันครั้งแรกในปีที่ผ่านมาถึง 1.1 แสนคน

การลดปัจจัยจากการพนันของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติที่พบว่า ในช่วงปี 55-59 การพนันออนไลน์ที่เด็กวัยรุ่นนิยมมากที่สุดคือฟุตบอล โดยในระหว่างปี 58-59 ได้มีเว็บไซต์การพนันมากถึง 213,000 เว็บไซต์ ทำให้เด็กและเยาวชนไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงใหญ่ เนื่องจากการเข้าถึงง่าย และเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้สถานการณ์การเล่นพนันของเด็กมัธยมต้นพบว่า เด็กม.1 ถึง ม.3 รู้จักการเล่นพนันจากคนในครอบครัว ชุมชน และญาติ โดย 1 ใน 4 บอกว่า รู้สึกอยากเล่นพนันเมื่อเห็นผู้ใหญ่เล่น ซึ่งปัญหาของการพนันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงิน แต่สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของการถูกโกง เจ้ามือจ่ายเงินไม่ครบ นำไปสู่ความเครียด เสียการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ การทะเลาะวิวาท จนไปถึงการขู่กรรโชก และปัญหาครอบครัวในที่สุด

ฟุตบอลโลก เป็นเทศกาลกีฬาใหญ่ที่มาทุก 4 ปี และมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าขึ้น ทำให้การพนันฟุตบอลในรูปแบบเดิมพัฒนาเข้าสู่การพนันออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่การพนัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดหรือยุคไหนก็คือการพนัน ที่นำไปสู่ปัญหาทางสังคม หากทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของปัญหา และร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจังจะเกิดเป็นพลังในการผลักดันให้การป้องกันสำเร็จผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เมืองลับแล ผนึกกำลังแก้ปัญหาอุบัติเหตุ

สาเหตุของผู้เสียชีวิตในประเทศไทยสามอันดับแรก ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และอุบัติเหตุ แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับคนวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะกับเพศชาย และ 1 ใน 3 กลายเป็นผู้พิการ ซึ่งเกือบครึ่งของผู้พิการเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำให้ปัญหาจากอุบัติเหตุจึงหนักไม่แพ้โรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

สำนักงานกองทุนสนับสนุนสุขภาพ (สสส.) นำโดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ร่วมกับ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อดูการจัดการแก้ไขและป้องกันปัญหาที่เกิดจากอุบัติเหตุ โดยนายพีระศักดิ์ ได้กล่าวว่า มีหน่วยงานราชการที่ทำงานในเรื่องอุบัติเหตุมากมาย แต่ขาดความเชื่อมโยงหรือการบูรณาการร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายต่างทำงานตามวัตถุประสงค์ของตนเอง

บทบาทของ สสส. ที่เข้ามาช่วยเชื่อมประสานเกิดเป็นโครงการต่าง ๆ มากมาย โดยในจังหวัดอุตรดิตถ์ได้สร้างความรู้ในหลาย ๆ ที่ เช่น การเป็นต้นแบบของการดูแลเด็กเล็กที่มีอัตราสวมหมวกนิรภัยสูงกว่าจังหวัดอื่น ผ่านการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กอรุณรุ่งที่ปลูกฝังให้เด็กเล็กสวมหมวกนิรภัย การแก้ปัญหาเพื่อลดอุบัติเหตุที่สี่แยกหนองบัว รวมไปถึงการป้องกันอุบัติเหตุในหมู่บ้านหนองคำฮ้อย

โดยในหมู่บ้านหนองคำฮ้อยจะมีการประชุมทุกวันที่ 9 ของเดือน เพื่อนำปัญหาต่าง ๆ มาพูดคุยและร่วมกันเสนอทางออกร่วมกัน รวมทั้งติดตามปัญหาต่าง ๆ รายงานความคืบหน้าของการแก้ปัญหา หากมีเรื่องที่สามารถแก้ไขเองได้ ผู้คนในหมู่บ้านจะช่วยกันจัดการปัญหา แต่หากเรื่องไหนต้องใช้งบประมาณก็จะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การป้องกันปัญหาอุบัติเหตุโดยการจัดตั้งด่านประชาชนขึ้นเพื่อคอยเตือนผู้คนในหมู่บ้านที่ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวก กรณีผู้ขับขี่มีอาการมึนเมาจะให้นั่งพักจนมีสติก่อนจะโทรเรียกญาติมารับกลับ นอกจากนี้ยังมีมาตรการเคาะประตูบ้านที่คอยตรวจเยี่ยมคนในชุมชน คอยให้ความรู้ในเรื่องโรคระบาด รวมไปถึงการย้ำเตือนให้สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ และระมัดระวังในอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในจุดเสี่ยงอีกด้วย

“สี่แยกหนองบัวเป็นจุดเสี่ยงที่มีอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตบ่อยครั้ง เกิดจากลักษณะของสี่แยกที่เป็นจุดตัดของถนนคั่นกลางระหว่างชุมชนหนองบัว และชุมชนสมานมิตร และยังเป็นทางลาดชัน จึงแก้ปัญหาด้วยการทำให้จุดตัดนั้นหายไป”

การแก้ปัญหาได้ติดตั้งไฟสัญญาณเตือน และนำเครื่องกั้นแบ่งช่องทางจราจรหรือที่เรียกว่าแบริเออร์มาวางกั้นเพื่อทำให้จุดตัดหรือสี่แยกหายไป แม้จะทำให้ความสะดวกสบายของการสัญจรระหว่างสองชุมชนจะหายไป แต่แทนที่ด้วยความปลอดภัย หลังจากกั้นแบริเออร์จำนวนของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ลดลง นอกจากนี้ยังได้กำหนดอัตราความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม.

แม้จะยังเกิดอุบัติเหตุในจุดดังกล่าว แต่เป็นเพราะความประมาทจากตัวผู้ขับขี่ที่ถือวิสาสะกลับรถจนสุดเขตแบริเออร์ หรือการพุ่งชนแบริเออร์ตรง ๆ จะยังเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถึงขั้นเสียชีวิต

ต้นแบบของสถาบันดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอรุณรุ่งได้จัดทำโครงการ “หนูน้อยร่วมใจ สวมหมวกนิรภัย” เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการสวมหมวกนิรภัยให้กับเด็กเล็ก โดยบรรจุให้หมวกนิรภัยเป็นอุปกรณ์หนึ่งในระเบียบของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ผู้ปกครองทุกคนจะต้องชำระค่าแรกเข้า

ครูผู้ดูแลเด็ก เล่าให้ฟังถึงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับหมวกนิรภัยที่จะบรรจุไว้ในหลักสูตร มาตรฐาน โดยใช้เรื่องของความปลอดภัยทางถนน และนำหมวกนิรภัยมาสอนวิธีการสวมใส่ที่ถูกต้อง บอกเล่าถึงผลกระทบหากไม่สวมหมวก ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครองที่ต้องช่วยกระตุ้นให้เด็กสวมใส่ และนำมาที่ศูนย์เด็กเล็กด้วยทุกครั้ง กรณีผู้ปกครองไม่ให้ความร่วมมือก็จะมีการพูดคุยถึงผลกระทบ และขอความร่วมมือในทุกครั้ง

ในมุมของผู้ปกครองเล่าให้ฟังถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกว่า หากวันไหนลืมหมวก ลูกจะเป็นคนที่คอยเตือน หรือวิ่งไปหยิบมาเอง ซึ่งในบางครั้งก็ใส่ด้วยตนเองก่อนออกจากบ้าน โดยเฉพาะหากเห็นใครที่กำลังจะขับมอเตอร์ไซค์ ลูกจะคอยเตือนให้สวมหมวกนิรภัยเสมอ ปกติขับรถยนต์มาส่งลูก แต่เนื่องจากนโบบายของทางศูนย์ฯ ที่ต้องถือหมวกมาด้วยก็จะนำมาด้วยทุกครั้ง

การขับเคลื่อน แก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน โดยปลูกฝังให้เด็กมีพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีต่อการสวมหมวกนิรภัย ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาว รวมไปถึงการทำงานของภาคประชาชนที่ร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ของตนเอง ถือเป็นการทำงานที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นต้นแบบในด้านการป้องกันอุบัติเหตุที่สามารถถอดบทเรียนไปสู่ระดับจังหวัด และครอบคลุมทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ