เทคนิคการช่วยตัวเองของผู้ชาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีผู้ชายคนไหน (หรือเกย์) ที่ไม่เคยช่วยตัวเอง ความสุขจากอารมณ์กามารย์ เป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคย แต่การน้อยคนที่จะรู้วิธีสร้างความสุขหรือยืดระยะเวลาความสุขนั้นให้ระเบิดออกจากข้างใน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
banner

การช่วยตัวเอง หรือชักว่าว กลายเป็นการพูดติดตลกขำขัน เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่พูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นการท้าทายความเป็นชาย และกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึงวิธีการอย่างถูกต้องกันจริงจัง

เราทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเองให้เสร็จอย่างรวดเร็ว และทำอย่างลับๆ ในช่วงวัยรุ่น แต่สิ่งที่เคยได้ผลกับเราในช่วงวัยนั้น อาจจะไม่ได้ผลกับเราในวัยปัจจุบัน

เมื่อเราโตขึ้น อายุมากขึ้น ร่างกายและรสนิยมทางเพศของแต่ละคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้เราต้องการแนวทางในการช่วยตัวเองเพื่อให้เหมาะกับคุณค่าและความต้องการของแต่ละคนในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ช่วยตัวเองอย่างรับรู้

ปัญหาใหญ่ที่ผู้ชายหลายคนมักผิดพลาดคือ การช่วยตัวเองด้วยความเร็วที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึกในระหว่างมีเซ็กส์จริงๆ คือปัญหาใหญ่ โดย Kinsey Institute เผยสถิติว่า 75% ของผู้ชายที่ช่วยตัวเอง มักจะเสร็จในระยะเวลา 2 นาที หรือน้อยกว่านั้น

การเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น หมายถึงความเร่งรีบที่ผู้ชายต้องการจะไปถึงจุดสุดยอดให้เร็วที่สุด จึงทำอย่างเร่งรีบ และโฟกัสแต่เส้นชัยเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจความรู้สึกระหว่างทางที่มีอะไรดีๆ อีกมากให้ดื่มด่ำ

การช่วยตัวเองอย่างรับรู้ หมายถึง การรู้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังทำอะไร และลิ้มรสความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยตัวเองจนใกล้ถึงจุดสุดยอด แล้วให้หยุดพัก และกลับมาทำต่อเพื่อเลี่ยงการถึงจุดสุดยอดอย่างเร่งรีบ

เทคนิคที่อยากนำเสนอคือ แทนที่จะหยุดพัก แต่ให้ลองเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนมือข้างที่ช่วยตัวเอง ลองโฟกัสลมหายใจ เปลี่ยนมุมการช่วยตัวเอง หรือกระตุ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ก็สามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ความจริงแล้ว เทคนิคการช่วยตัวเองไม่ใช่การสอนวิธีการชักว่าวให้นานขึ้น หรือให้ถึงจุดสุดยอดให้ดีขึ้น แต่เป็นการสอนให้ผู้ชายทุกคนปล่อยวางมาตรฐานและความคาดหวังของสังคมที่ควบคุมความพึงพอใจทางเพศของเรา

การช่วยตัวเองควรเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับอารมณ์และความรู้สึก ปล่อยวางความคาดหวัง และยอมให้ความรู้สึกนำทางไปสู่จุดสุดยอด เพราะการช่วยตัวเอง ควรเป็นการพาอารมณ์ไปยังจุดสุดยอด ไม่ใช่การเร่งรีบเพื่อให้เสร็จสมอารมณ์หมายเพียงอย่างเดียว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ถอดรหัสปัญหา รถรับส่งนักเรียน

รายงานของกระทรวงสาธารณสุขช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มเยาวชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 1,688 ราย ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการรถสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนหันไปใช้ทางเลือกในการเดินทางอื่น เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ “เดิน ขี่ ขับ ไปกลับ ปลอดภัย” (Play your part and share the road) โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย และภาคีเครือข่าย ได้จัด TED Talks ผสมผสานตลาดนัดความรู้ในหัวข้อ “กลไกการจัดการเพื่อรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ทั้งเชิงบวกและลบจากมุมมองที่หลากหลายจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนในการจัดการเรื่องรถรับ-ส่งนักเรียนให้เกิดความปลอดภัย

“ปัญหาหลักของรถรับ-ส่งนักเรียนคือ การขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดการ รถที่นำมาใช้ไม่ผ่านการตรวจสภาพตามที่กรมการขนส่งฯ กำหนด เพราะส่วนหนึ่งเป็นรถของชาวบ้านในพื้นที่ที่มีจิตอาสานำรถส่วนตัวมารับ-ส่งลูกหลานภายในหมู่บ้าน และไม่ได้มีรายได้หรือกำไรจากการรับ-ส่ง”

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนให้ถูกต้องอาจต้องใช้เงินลงทุกจำนวนมาก ประกอบกับการขนส่งสาธารณะที่มีไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่มีทางเลือกในการเดินทาง และหันไปการเดินทางในรูปแบบอื่น เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ที่เด็กยังมีความรู้เรื่องกฎระเบียบไม่เพียงพอ

“การขยายผลให้นักเรียนได้เข้าถึงสิทธิความเสมอภาคด้านการศึกษา และความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของรัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการดูแลคุ้มครองเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน” นายกมล กล่าว

ทางด้าน นายวัฒนดนัย ธนัญชัย นักวิจัยโครงการถอดบทเรียนรถรับ-ส่งนักเรียน กล่าวถึง องค์ประกอบหลักของปัญหาระบบรถรับ-ส่งนักเรียนเริ่มจากการเลือกรถให้บุตรหลานของผู้ปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงมาตรฐานการตรวจสอบ ในขณะที่รถรับ-ส่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน จึงได้สรุปออกมาเป็นเป็นโมเดลกลางดังนี้ 1) ประเมินสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล นำเสนอข้อมูลร่วมกัน ทั้งคนขับรถ ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง โรงเรียน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบปัญหาเดียวกัน

2) พัฒนาเครือข่าย โดยนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน 3) เพิ่มแรงเสริม ลดแรงต้านให้ความรู้ทั้งผู้ประกอบการ คนขับรถจะต้องรู้กฎจราจร และตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร 4) การบังคับใช้จริง เช่น การบังคับใช้กฎหมาย ให้คนขับรถรับ-ส่งรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ให้มีการให้ความรู้ซ้ำ 5) การประเมินผล เพื่อติดตามปัญหาอุปสรรคของการทำงาน เพื่อวางแผนแก้ไขต่อไปในอนาคต และ 6) การคืนข้อมูลให้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ โดยโรงเรียนสามารถนำไปเป็นนโยบายของแต่ละพื้นที่ต่อไป

ในมุมของคนทำงาน นางนงเยาว์ ผาสุก รองผู้อำนวยการโรงเรียนศีขรภูมิพิสัย จังหวัดสุรินทร์ ได้บอกเล่าถึงการจัดระบบรถรับ-ส่งนักเรียนด้วยโมเดล SPS Care คือ S – Survey สำรวจปัญหานักเรียนที่เดินทางมาโรงเรียน P – People จัดทีมทำงาน S – Safe ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น และ Care การเอาใจใจของเครือข่ายที่ต้องช่วยกันทำงาน

โดยเข้าไปคุยกับคนขับรถรับ-ส่งแบบกัลยาณมิตร จัดตั้งชมรมรถรับ-ส่งเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกันในการดูแลเด็ก ตั้งแต่การให้ความรู้ การจัดรถให้ได้มาตรฐาน การสร้างจิตสำนึกให้รู้หน้าที่ในการขับรถ รวมไปถึงการให้ครูตรวจดูนักเรียนตั้งแต่ลงจากรถ เป็นต้น

นอกจากนี้มีโครงการ “สานสัมพันธ์วันทำบุญอบอุ่นทั้งตำบล” ให้ครูกับนักเรียนร่วมไปทำบุญที่วัด ฟังพระการเทศน์เรื่องของการดูแลลูก การเดินทางอย่างปลอดภัย ถือเป็นการจัดระบบการทำงานแบบ บวร บ้าน วัด และโรงเรียนร่วมกัน

“รถรับ-ส่งนักเรียนถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราเอาเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติมาไว้ในรถของเรา”

นายสุริยัน ตื้อยศ เครือข่ายผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน ได้บอกเล่าการทำงานในจังหวัดเชียงราย ว่า การปัญหาของรถรับ-ส่งนักเรียนประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ 1) ผู้ประกอบการหรือผู้ขับรถที่จะต้องสร้างให้เป็นนักขับมืออาชีพ และสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนดูแลนักเรียนเหมือนลูกหลานตนเอง 2) ภาคีเครือข่ายที่จะต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน 3)
ผู้ปกครองและนักเรียนที่ต้องให้ความร่วมมือ 4) โรงเรียนจะต้องเป็นจุดศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“อยากให้ทุกคนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการศึกษา เพราะหากเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หรือโรงเรียนไม่มีเด็ก การมีโรงเรียนก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป” นายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนา ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและให้คำปรึกษา กองกฎหมาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนปลอดภัยดังนี้ 1) กำหนดให้โรงเรียนเป้นจุดจัดการรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย 2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีทางเลือกในการเดินทางไป-กลับโรงเรียนที่ทั่วถึงและมีมาตรฐานความปลอดภัยภายใต้ภารกิจของการศึกษา 3) จัดตั้งอนุกรรมการด้านความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ขึ้นในศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนส่วนกลางและทุกจังหวัด 4) ขนส่งจังหวัดร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำหนดปฏิทินและแนวทางในการจัดการรถรับส่งนักเรียนให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

รถรับ-ส่งนักเรียนเป็นบริการที่จะให้เด็กสามารถเดินทางมาเรียนได้อย่างปลอดภัย จึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้ “เด็กและเยาวชน” ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้อย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เทรนฟุตบอลตามยุคสมัย ที่พายอดทีมไปสู่แชมป์ ยู่ฟ่า แชมป์ เปียนส์ลีก

ผู้เขียน https://www.longzanam.com

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป หรือในชื่อเดิมว่า ยูโรเปี้ยนส์คัพ ถูกริเริ่มให้มีการแข่งขันขึ้นตั้งแต่ปี 1956 ซึ่งในสมัยนั้นการแข่งขันจะนำ แชมป์ลีกของแต่ละชาติมาแข่งขันกันแบบมินิทัวร์นาเมนต์ อีกทั้งรูปแบบ การเล่นและแท็กติก ก็ไม่มีความซับซ้อนไม่มีระบบที่แน่นอน เพียงแต่ใช้ วิธีการยืนคุมโซน ซึ่งตัวอย่างจากฟุตบอลอังกฤษ ก็ใช้วิธีห้อยหลัง 2 ตัว แดนกลาง 8 ตัว หน้าเป้า 2 ตัว ส่วนแท็กติกก็ไม่ซับซ้อน เมื่อได้บอลก็ โยนให้กองหน้าตัวเป้าเป็นพอ จนอาจกล่าวได้ว่าฟุตบอลในอดีตจะเน้น ทักษะความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นเป็นสำคัญ นั่นจึงทำให้เมื่อใดที่ แชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพต้องไปชิงแชมป์สโมสรโลก มักจะแพ้ยอดทีมจาก บราซิลเพราะในสมัยก่อนยังไม่มีโควต้านอกยุโรปเหมือนสมัยนี้ ทำให้ ยอดนักเตะระดับพระกาฬของบราซิลต้องสังกัดกับสโมสรในประเทศ ของตน

จวบจนเวลาผ่านไป โลกมีวิวัฒนาการขึ้นทุกด้าน วงการฟุตบอลก็ เป็นหนึ่งในนั้น ที่เริ่มมีการสร้างหลักสูตรอบรมวิชาชีพโค้ช เพื่อเน้นย้ำ กับระบบการเล่นและแท็กติกมาขึ้น เป็นการยกระดับมาตรฐานการ แข่งขันให้มากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีการเปิดโควต้านักเตะนอก ยุโรป ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ดาวดังจากทวีปอื่น ๆ จึงหลั่งไหล เข้ามาค้าแข้งกับยอดทีมในยุโรปและนั่นจึงทำให้การแข่งขันฟุตบอลชิง แชมป์สโมสรยุโรป หรือในชื่อใหม่ว่า ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก กลายเป็น ทัวร์นาเมนต์ที่รวบรวมยอดทีมและดาวเตะระดับพระกาฬของโลก ภาย ใต้การควบคุมของผู้จัดการทีมที่นำเทคนิคใหม่ๆเข้ามาใช้ในเกมการ แข่งขัน

อยากจะเป็นยอดทีมในช่วงยุคคาบเกี่ยวปี 2000 ต้องเล่นด้วยความ รัดกุมและเขี้ยวรากดิน

ในยุคคาบเกี่ยวระหว่างปี 2000 ฟุตบอลที่เน้นทักษะมาตลอด เริ่ม ถูกผสมด้วยแท็กติกที่เน้นการเล่นรัดกุมด้วยวางแนวรับให้มาก แบบไม่ อนุญาตให้แนวรุกฝ่ายตรงข้ามผ่านไปได้ ครองบอลเหนียวแน่นแล้วหา จังหวะโจมตีด้วยแนวรุกเพียง 3-4 คน เมื่อขึ้นนำจะแพ็กเกมรับให้แน่น ที่สุดเพื่อรอโต้กลับหรือปิดเกมเพื่อเน้นผลการแข่งขัน โดยจะมีลักษณะ ผังการเล่นคือ กองหลังสี่ตัว มีกองกลางตัวรับยืนหน้ากองหลัง มีหน้าต่ำ ที่คอยสวิตช์บอลจากซ้ายไปขวา จากหลังมาหน้า พร้อมทั้งต้องมีจุดเด่น ในการยิงไกลและการจ่ายบอลให้กองหน้าทำประตู

ซึ่งในยุคนั้นยอดทีมอย่างเรอัล มาดริด ได้ทุ่มเงินคว้าสตาร์จากทั่ว ทุกมุมโลกมากองรวมกันที่เบอร์นาบิว เสมือนทีมแห่งสหประชาชาติ พร้อมทั้งนำระบบฟุตบอลใหม่ ในผัง 4-1-3-2, 4-2-3-1 มาริเริ่มใช้แทน ระบบ 4-4-2 ซึ่งระบบวิธีการเล่นเช่นนี้เองทำให้ยอดทีมจากเมืองหลวง ของสเปนทะลุไปถึงการเป็นแชมป์เจ้ายุโรปถึง 3 สมัย ในช่วง 5 ปี ได้แก่ 1998 2000 และ 2002 แต่ในขณะเดียวยอดทีมร่วมยุคอย่าง ยูเวนตุส เอซีมิลาน อินเตอร์มิลาน ก็มีสไตล์การเล่นที่คล้ายกัน ทำให้ยอดทีมจาก ลีกอิตาลีสามารถเข้ารอบลึกๆ ในการแข่งขัน UCL ทุกแรมปี หรือที่ตกตะลึงมากที่สุดในโลกมนุษย์ คือทีมนอกสายตาอย่าง ปอร์โต้ ที่ห่างหาย จากแชมป์รายการนี้มานานถึงสองทศวรรษครึ่ง ก็สามารถคว้าแชมป์ UCL ได้ ด้วยการเล่นระบบ 4-3-1-2 ในแบบที่ว่าแนวรับต้องเขี้ยว รากดินด้วยการไม่อนุญาตให้แนวรุกฝ่ายตรงข้ามพาบอลเข้ามาในเขต โทษ ส่วนเกมรุกมีตัวบุก 3 ตัว ที่ต้องเร็วและจบสกอร์เฉียบคม ซึ่งการ คว้าแชมป์ UCL แบบตกตะลึงของปอร์โต้ ได้สร้างชื่อเสียงให้กุนซือ หนุ่มอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ดังกระฉ่อนไปทั่วโลกลูกหนังในเวลาต่อมา

ฟุตบอลตีกี้ ตาก้า นิวเคลียร์แห่งโลกลูกหนัง

ภายหลังจากที่บาร์เซโลน่าแต่งตั้งเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีม ในปี 2007 กุนซือวัยหนุ่มผู้นี้ได้ทำการรังสรรค์รูปแบบเล่นขึ้นมาที่มีชื่อ ว่า ตีกี้ ตาก้า ภายใต้ระบบผัง 4-3-3 ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ การดัน ผู้เล่นทุกคนเข้าไปอยู่ในแดนคู่แข่ง พร้อมการครองบอลเหนียวแน่น ถ่ายบอลไปมาอย่างรวดเร็ว ใช้ทักษะของผู้เล่นในแนวรุกเพื่อดึงตัว ประกบและจ่ายไปยังที่ว่างเพื่อทำประตู มีการสลับตำแหน่งไปมา ไม่มี การยืนตำแหน่งตายตัว ซึ่งการเล่นเช่นนี้ทำให้บาร์เซโลน่าถูกขนานนาม ว่า “ทีมมนุษย์ต่างดาว” เพราะไม่ว่าจะเจอทีมเล็กหรือใหญ่ ในฟุตบอล ลีกหรือฟุตบอลถ้วยสโมสรยุโรป พวกเขาก็ไล่ถล่มคู่แข่งอยู่เสมอ ทีม อย่างเรอัล มาดริด, บาเยิน มิวนิค ที่เป็นทีมยักษ์ใหญ่แห่งถ้วยยุโป ต่าง โดนบาร์ซ่าถลุงยับกระทั่งเป็นเรื่องปกติในเวลานั้น จนสามารถกล่าวได้ ว่าชื่อเสียงแห่งความโหดเหี้ยมของบาร์ซ่าทำให้ไม่มีใครอยากพบกับ พวกเขา หากจับสลากพบกับ “ทีมมนุษย์ต่างดาว” เมื่อใด คู่แข่งย่อม ต้องทำใจล่วงหน้าไว้ก่อน ว่าโอกาสจะผ่านบาร์ซ่าไปได้ค่อนข้างเลือน ลาง โดยการคุมทีมของเป๊ปกับบาร์ซ่า 5 ปี ฟาดแชมป์ UCL ไป 2 สมัย ซึ่ง 2 ครั้งที่ได้แชมป์นั้น รอบชิงได้วนมาพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ได้ชื่อว่ามีผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีมอยู่ แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้แม้จะปรับระบบให้รัดกุมแค่ ไหนก็ตาม

ฟุตบอลสไตล์ตีกี้ ตาก้า จึงกลายเป็นความอันตรายของคู่แข่งใน โลกของฟุตบอลเมื่อราว 10 ปีก่อน ซึ่งบาร์ซ่าเป็นทีมเดียวที่มีการเล่น ชัดเจนที่สุด แม้หลายทีมจะพยายามนำไปหลอกเลียนแบบแต่ก็ไม่เนียน ตาเท่าต้นตำหรับ ถึงอย่างไรก็ตาม ฟุตบอลตีกี้ ตาก้า ก็ถูกทำลายลง ด้วยน้ำมือของเชลซี ใน UCL ปี 2012 โดยที่บาร์ซ่าเล่นตามสไตล์ของ ตนเอง ขณะที่เชลซีใช้ผู้เล่นทั้งทีมยืนอัดในกรอบเขตโทษ ทำให้ทีม มนุษย์ต่างดาว ได้แต่ถ่ายบอลขวางสนาม ไม่สามารถต่อบอลเข้าไปใน แดนสุดท้ายได้เลย จากนั้นเมื่อบาร์ซ่าเสียบอล เชลซีก็ใช้วิธีการ โยนยาวที่แม่นยำไปยังบริเวณที่แนวรับบาร์ซ่าเติมขึ้นมา แล้วใช้ ความเร็ววิ่งฉีกหนีกองหลังบาร์ซ่า ทำให้กลายเป็นเกมที่พลิกล็อคมาก ที่สุดคู่หนึ่งและส่งให้เชลซีคว้าแชมป์ จนทำให้กล่าวขานได้ว่าฟุตบอลตี กี้ ตาก้า ได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับโลกลูกหนังเสมือนนิวเคลียร์ที่ใคร ได้โดนก็ต่างต้องศิโรราบ ก่อนจะถูกตีตกไปด้วยแท็กติกการเล่นเกมรับ ด้วยกองหลังซ้อนสองชั้นในเวลาอันรวดเร็ว

ฟุตบอล เฮฟวี่ เมทัล ภายใต้อิทธิพลระบบฟุตบอลเยอรมันสมัยใหม่ คือ ปรากฎการณ์ในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน

สไตล์ฟุตบอลของเยอรมัน ถูกเซตระบบขึ้นมาใหม่ แทนที่ระบบ ฟุตบอลแบบเดิม ๆ ที่ไม่สามารถสร้างความเสร็จให้แก่วงการฟุตบอล เยอรมัน ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ อีกทั้งยังสร้างความเบื่อหน่าย แก่สายตาผู้ชม ซึ่งระบบที่โค้ชชาวเยอรมันสมัยใหม่นิยม คือ ให้ผู้เล่น ทั้ง 11 คน มีส่วนร่วมกับเกม ไม่ว่าจะเกมรับ เกมรุกหรือการขึ้นเกม จน เยอร์เก้น คล็อปป์ กลายเป็นกุนซือที่โดดเด่นขึ้นมาจากการพา ไมซ์ 05 ให้อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดด้วยตัวผู้เล่นโนเนม จากนั้นได้โยกไปคุ มดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ลีก 2 สมัย หลังจากนั้นเจ้าตัวได้มาข้ามประเทศ มารับงานที่ลิเวอร์พูล พร้อมทั้งนำระบบฟุตบอลที่คล็อปปป์เรียกมันว่า “เฮฟวี่ เมทัล ฟุตบอล”ติดมาด้วย ซึ่งสื่อถึงความดุดัน เกรี้ยวกราด เหมือนเพลงเฮฟวี่ ที่เมื่อแปลเป็นภาษาฟุตบอลก็จะตีความหมายได้ว่า เน้นการเพรสซิ่งใส่คู่แข่งเพื่อบีบให้คู่แข่งเสียบอล เล่นเกมเร็ว บุกอย่าง รวดเร็ว

ระบบฟุตบอลเฮฟวี่ เมทัล หากเจาะลึกลงไปในราละเอียด จะเล่น กันในระบบ 4-3-3 กับ 4-2-3-1 มีลักษณะทั่วไปคือ ไม่มีกองหน้าเป้าที่ รอถล่มประตูในเขตโทษ กองหน้าซ้ายขวามีบทบาทลักษณะกึ่งปีก มีจุด เด่นที่ความเร็วในการพาบอลไปข้างหน้า แบ็คซ้ายและขวามีรูปแบบ การเล่นคล้ายปีกที่ต้องสนับสนุนเกมรุก ผู้รักษาประตูต้องเล่นบอลด้วย เท้าได้ดีเสมือนกกองหลังอีกคน ขณะที่ในด้านทักษะไม่จำเป็นต้องโดด เด่น ขอเพียงมีทักษะการรับส่งบอลที่แม่นยำและรวดเร็ว ในแง่แท็กติกผู้ เล่นแต่ละคนต้องมีความเข้าใจระบบและรูปแบบการเล่นสูงมาก ทำให้ผู้ เล่นใหม่ที่ลิเวอร์พูลซื้อเข้ามาหลายคนต้องใช้เวลาปรับตัวนาน เริ่ม ตั้งแต่การไล่เพรสซิ่งของแดนหน้ากับแดนกลางที่ต้องวิ่งทุกคน หากวิ่ง ผิดช่องแม้แต่คนเดียว แผนการกดดันคู่แข่งเสียทันที การขึ้นเกมบุกต้อง ใช้ความรวดเร็วเพื่อพาบอลไปข้างหน้า ไม่มีการจ่ายคืนหลังในจังหวะ เข้าทำเหมือนระบบฟุตบอลที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัย ที่ทำให้ลิเวอร์พูลยามเจอคู่แข่งในเวที UCL ไม่ว่าจะทีมเล็กหรือใหญ่ ก็ สามารถต่อกรได้อย่างไม่เป็นรอง จนสามารถฟันฝ่าไปถึงรอบชิงชนะ 2 ปีซ้อน ก่อนจะคว้าแชมป์มาได้ในปี 2019

ขณะที่อีกหนึ่งเครื่องยืนยันได้ถึงความทรงประสิทธิภาพของทรง ฟุตบอลเยอรมันสมัยใหม่ นั่นคือ ฮันซี ฟลิก ผู้ซึ่งอยู่เบื้องการคุมทัพทีม ชาติเยอรมันและสโมสรบาเยิน มิวนิค ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นบุคคล สำคัญที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในเกมฟุตบอล แม้จะไม่เคยคุมทีม ใหญ่ โดยการคุมทีมแบบขัดตาทัพของ ฮันซี ฟลิก ได้พลิกให้บาเยินกล ลับมาเป็นเสือผู้หิวกระหายอีกครั้ง จนถึงเกมที่สร้างชื่อแก่เจ้าตัวมาก ที่สุด คือ เกม UCL รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ถล่ม บาร์เซโลน่า 8-2 ซึ่งแท็ก ติกที่ฟลิกใช้ คือการเพรสซิ่ง บีบกดดันคู่แข่งจนเสียบอลหน้าเขตโทษ และเข้าทำเร็ว จนได้ประตูมาตุนถึง 8 ลูก ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แล้วจบลงด้วยชัยชนะเหนือยอดทีมจากฝรั่งเศส 1-0 คว้าแชมป์เจ้ายุโรปสมัยที่ 6 ทำให้เห็นได้ว่าแท็กติกของ ฟลิก กับ คล็อปป์ มีความคล้ายคลึงกันในแง่วิธีการ จนพาทีมประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้ในบั้นปลาย

จากที่ได้หยิบยกเทรนฟุตบอลที่ถูกเหล่ากุนซือนำมาใช้ เพื่อให้ทีม แข็แกร่งในการก้าวไปสู่แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ซึ่งจะเห็นได้แล้วว่า เทรนฟุตบอลใน 3 ช่วงเวลา มีความแตกต่างกันออกไป ไม่มีถูกไม่มีผิด ทุกสิ่งวัดกันด้วยผลงาน ทำให้กล่าวได้ว่าเทรนของโลกฟุตบอลคือการ เดินไปข้างหน้า วันนี้ทีมหนึ่งสร้างเทรนขึ้นมาเพื่อโจมตีคู่แข่งจนคว้า แชมป์ วันหน้าก็อาจมีทีมคู่แข่งสร้างวิธีการเล่นขึ้นมารับมือ เพื่อหักล้าง วิธีการเดิม ๆ ฉะนั้นทุกคนที่อยู่ในแวดวงฟุตบอลต้องหมั่นพัฒนาตัวเอง ตลอดเวลา เพราะหากยังคงยึดในแนวทางเดิม ๆ โลกของฟุตบอลก็จะ ค่อยๆขจัดบุคลากรที่แนวคิดล้าหลังในพ้นทางไปเอง

9 วิธี รักษาแผลใจ จากการอกหัก

9 วิธี รักษาแผลใจ จากการอกหัก

ความรัก เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีพลังมหาศาล สามารถทำให้คนมีพละกำลัง มีแรงใจเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ในอีกมุมหนึ่ง ความรักคือพิษร้าย ที่หากใครดื่มด่ำกับความรักด้วยความลุ่มหลง พิษของความรักจะสร้างแผลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้นั้นได้เลย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

หากเรายืนอยู่นอกกรอบความรัก เราจะสามารถให้กำลังใจเพื่อนที่อกหักได้ แต่ละคนจะมีวิธีเยียวยาเพื่อนในวิธีที่ต่างกัน บางคนจะพาเพื่อนไปเที่ยว บางคนจะคอยปลอบใจเพื่อนอยู่ข้างๆ หรือบางคนอาจจะรับบทนักเทศนาที่เทศจนกว่าเพื่อนจะหาย

แต่เมื่อการอกหักเกิดขึ้นกับตัวเอง มักจะเอาตัวไม่รอด นั่นเพราะการยืนอยู่ด้านนอกกรอบความรัก กับการเผชิญความจริงด้วยตนเอง มันสร้างความเจ็บปวดต่างกัน

คุณรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเยียวยาแผลใจได้ แต่ ณ ตอนนั้นคุณไม่มีแรงที่จะฟื้นฟูตัวเอง บทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีเยียวยาแผลใจให้กับทุกคนที่อยากจะยืนขึ้น และพร้อมเปิดรับทุกคนที่เข้ามา

1. ความรักไม่เคยไร้สาระ ไม่มีใครสำเร็จหรือล้มเหลว

ทุกความสัมพันธ์มีเรื่องราวของตัวเอง แม้ว่าจุดจบจะสร้างบาดแผล แต่ที่ผ่านมาคุณก็เคยสร้างเรื่องราวดีๆ ด้วยกัน อย่ามัวแต่มองจุดจบว่าความรักของคุณล้มเหลว เพราะความรักไม่มีจุดสิ้นสุด แต่ให้จำเรื่องราวดีๆ ที่เคยผ่านมาด้วยกัน และเดินก้าวไปต่อ สู่บทเรียนรักครั้งใหม่

2. อย่าส่อง!

อย่ายึดติดกับสิ่งที่เค้าเป็น การจากลาของความสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจ หากยังเจ็บปวด การแอบตามไปดูโซเชียลมีเดียไม่ได้ช่วยเยียวยาคุณได้ เพราะมันจะยิ่งทำให้เค้าอยู่ในใจของคุณ ทางที่ดีคุณควรบล็อกทุกโซเชียลมีเดียแล้วหันหลังให้กับอดีต

Man with smartphone
Man with smartphone

3. เปิดใจรับความเจ็บปวด อย่าพยายามมีความสุข

แผลที่ใจเป็นแผลที่ใหญ่ หากคุณไม่มองมัน หรือพยายามลืมมัน แผลจะสมานช้า อย่าลืมว่าแผลใหม่ยังสด ต้องการยารักษา คุณควรยอมรับว่าตอนนี้กำลังบาดเจ็บ และหาสิ่งเยียวยาให้จิตใจ ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง หรือหาสิ่งที่เติมเต็มกำลังใจให้กับตัวเอง

4. การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

การดูแลตัวเองจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น การรับประทานอาหารที่ดี (ไม่ได้หมายถึงอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เป็นชาบูหมูกระทะที่มีพลังในการเยียวยา) นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ไปพบเจอเพื่อนเก่าจะทำให้คุณฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

picture of two man on Silhouette

5. เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ที่จบลงจะแสดงให้เราเห็นรูปแบบของปัญหาที่เราเองเป็นผู้ก่อ หากมองย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่ควรแก้ไขเราสามารถนำมาใช้ในความรักครั้งถัดไปได้

6. อย่าพูดถึงแฟนเก่าอย่างเสียหาย

ไม่ว่าความรักของคุณจะสิ้นสุดอย่างชอกช้ำแค่ไหน คุณไม่ควรนำเรื่องราวของความสัมพันธ์นั้นไปย่ำยีกับใครต่อใคร อย่าเอาความรู้สึกแย่ไปลงโซเชียลมีเดีย หรือฝากไว้กับเพื่อน เพราะนอกจากมันจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น บางครั้งมันจะทำให้คุณเป็นคนที่จัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่เป็นอีกด้วย

2 Mens

7. อย่ากลัวถ้าจะต้องมีเดทหรือมีเซ็กส์

ระยะห่างระหว่างการจบความสัมพันธ์ หรือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ตัววัดว่ามันเป็นความรักที่ดี เพราะความรักครั้งใหม่ที่เข้ามารวดเร็วก็ช่วยเยียวยาคุณได้ และสร้างความมั่นใจให้คุณรู้สึกว่ายังมีคนต้องการคุณอยู่

8. ทิ้งช่องว่างของความสัมพันธ์แบบโรแมนติกออกไป

การรีเทิร์นกลับไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบเพื่อนกับแฟนเก่า ถือเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างหนึ่งที่คุณควรเก็บเอาไว้ เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่รู้จักจัดการการเลิกกันแบบสมบูรณ์แบบ และซื่อสัตย์แล้ว คุณยังได้เพื่อนที่รู้รายละเอียดในชีวิตมาเป็นที่ปรึกษาอีกคน และยังช่วยให้แผลใจสมานเร็วมากๆ

9. การเลิกกับแฟน ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำตัวไม่ดี

หลังจากเลิกกับแฟนหลายคนอาจจะมุ่งสู่ชีวิตเหลวแหลก เพื่อหาความสุขชั่วคราวมาทดแทน แต่มันไม่ใช่ความสุขแบบยั่งยืน เพราะคุณกำลังซ่อนบาดแผลเอาไว้ สุดท้ายคุณก็ยังลืมเขาไม่ได้ และยังอาจสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น คุณควรหาอะไรที่สร้างสรรค์ทำ หรือเปิดรับเพื่อนใหม่เผื่อจะเจอคนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็ได้

ทั้ง 9 ข้อนี้อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีที่สุด แต่มันขึ้นกับแต่ละคนว่าจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร เราทุกคนล้วนแต่เป็นครูให้กับตนเองผ่านประสบการณ์ชีวิต คำแนะนำของอีกคน อาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ดังนั้นประสบการณ์ชีวิตที่คือการเผชิญด้วยตนเอง และรับมือมันอย่างมีสติ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

รีวิว ทำดีท็อกซ์ ที่ รพ.ยันฮี การเดินทางของน้องอุนจิ

รู้จักการทำ Detox มานานมากกกกกก แต่ก็ไม่เคยลองทำสักที จนกระทั่งวันนี้ตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทำ Detox ของ โรงพยาบาลยันฮี ผ่าน HDmall.co.th ตื่นเต้นมากกก ใครอยากรู้รายละเอียดการทำ Detox ต้องอ่าน!!!!

เกย์รับทั้งหลายที่ทำแท้งไม่เป็น ควรอ่าน ส่วนเกย์รับที่ทำแท้งบ่อยๆ ก็น่าจะไม่รู้สึกแปลกอะไร แค่การทำดีท็อกซ์นี้จะล้างได้ลึกมากๆ ลึกแบบอ๊อกๆ ไปเลยจ้ะ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การทำ Detox คือ การสวนล้างลำไส้ด้วยการใส่สายยางปล่อยน้ำเข้าไปทางทวาร ให้น้ำนั้นชำระล้างอุจจาระ พิษ และของเสียต่างๆ ที่สะสมไว้ให้ออกจากลำไส้ให้หมด พอพูดถึงการใส่สายยางทางทวาร หลายคนอาจตกใจกลัว ขอบอกเลยว่า กลัวเหมือนกัน 555+ 

ขออนุญาตข้ามขั้นตอนการซื้อแพ็กเกจผ่าน HD ไปนะ ใครสงสัยยังไง ลองแอดไลน์ไปถามที่ @hdcoth จะได้ส่วนลดมากกว่าวอล์คอินที่โรงพยาบาลเอง

พอมาถึงโรงพยาบาลยันฮี พนักงานก็จะให้กรอกประวัติทำบัตรผู้ป่วย นั่งรอสักพักพยาบาลจะเรียกไปซักประวัติ ชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง วัดความดัน และรอพบคุณหมอ ซึ่งก็ไม่นาน คุณหมอจะอธิบายรายละเอียดการทำ Detox คร่าวๆ รายละเอียดวิชาการลองเซิร์จหาดู ขี้เกียจก้อปมาวาง 555+

เอาเป็นว่า การทำดีท็อกซ์จะใช้ตัวสายยางเล็กๆ เสียบก้นเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว การปล่อยน้ำจะไม่ใช่การอัดแรงดัน ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นอันตราย น้ำจะถูกปล่อยให้ไหลเข้ามาในทวารแบบเบาๆ แล้วให้เราเบ่งขับถ่ายตามปกติได้เลย

อันนี้แหละมั้งที่หลายคนกลัว (เราก็กลัว) คือเจ้าสายยางนี้ หรือที่เรียกว่า “หัวสวน Detox” หลายคนอาจคิดว่า ใส่สายยางปล่อยน้ำเข้าไป ละปล่อยออกทางไหน ต้องเสียบเข้าๆ ออกๆ มั้ย บอกเลยจ้ะว่า ไม่!!! ปล่อยน้ำออกทั้งๆ ที่สายยางคาตรูดแบบนั้นแหละ และก็ไม่ต้องกลัวว่าน้องอุนจิจะย้อนกลับ เพราะสายยางเป็นระบบป้องกันน้ำไหลย้อนกลับจ้ะ

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าหูรูดจะพัง เพราะท่อไม่ได้แข็ง แต่เป็นท่ออ่อน มีความยืดหยุ่น ผลิตมาเพื่อการล้างลำไส้ และทำ Detox โดยเฉพาะ  

บรรยากาศในห้องเหมือนห้องพักเดี่ยวคนไข้ทั่วไปตามโรงพยาบาล มีโซฟาสำหรับญาติ มีม่านกั้นระหว่างเตียงทำ Detox กับญาติ มีโต๊ะวางของส่วนตัวข้างเตียง มีตู้เก็บของ ทีวี และห้องน้ำในตัว 

พยาบาลจะให้เราเปลี่ยนชุด เป็นเสื้อคลุม แล้วให้ถอดกางเกงกับกางเกงในออก แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง เอาก้นกับขาวางที่มุมตามภาพ แล้วพยาบาลก็จะเอาผ้ามาคลุมท่อนล่างเราเอาไว้ และอธิบายรายละเอียดขั้นตอนอีกรอบ

จากนั้นก็จะเอาแว็กซ์จ้วงทาที่สายยาง แล้วเสียบเข้ามาในก้นประมาณ 1 นิ้ว หลายคนอาจจะเขินพยาบาล แต่ไม่ต้องกลัว เพราะพยาบาลไม่ได้เปิดผ้ามองก้นเราแน่นอน แต่อาศัยความชำนาญในการเสียบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนนี้อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เสียบเข้ามาในร่างกาย

ทิ้งไว้สักพักพอประมาณพยาบาลก็อธิบายเรื่องการปล่อยน้ำ ซึ่งในครั้งแรกจะเป็นน้ำอุ่นผสมกับน้ำยาสวนทวาร ช่วยในการระบาย (ครั้งต่อๆ ไปจะเป็นน้ำยาตัวอื่น) ซึ่งเจ้าตู้ตรงหน้าจะมีมาตรวัดเอาไว้ให้เราทำภารกิจ โดยน้ำทั้งหมดจะมี 25 ลิตร เราจะต้องทำจนน้ำถึง 0 ลิตรให้ได้

จากนั้นพยาบาลก็จะเปิดวาล์วน้ำอยู่ที่ระดับ 2 ลองปล่อยน้ำเข้ามาแล้วให้เราลองเบ่งขับถ่าย ซึ่งตอนปล่อยน้ำเข้ามาเราไม่รู้สึกอะไร อาจจะเพราะน้ำไหลช้ามาก พยาบาลก็ให้เราลองเบ่ง แต่นึกออกมั้ยว่ามันเหมือนการขับถ่ายต่อหน้าคนอื่น มันเลยไม่ออก พยาบาลก็เหมือนจะรู้เลยแจ้งว่า ถ้าเขินพยาบาลจะออกไปรอข้างนอก 5 นาทีแล้วกลับเข้ามาดูการเบ่งใหม่

พอพยาบาลออกไป เราก็ลองเบ่งแรงๆ 🌊 ซึ่งปกติการขับถ่ายในชีวิตประจำวันคือการนั่งบนชักโครก แต่พอต้องมานอนบนเตียงประมาณ 45 องศา แล้วเบ่งขับถ่าย สมองมันสั่งการว่า “ยังไงก็เลอะ ยังไงก็เปื้อน” เราก็เลยดึงเสื้อขึ้น ให้ผ้าคลุมแค่ท่อนล่างอย่างเดียวแล้ว ระหว่างนี้รู้สึกได้เลยว่ามีน้ำ 🌊 ในลำไส้เยอะแล้ว เพราะมันหน่วงๆ จุกๆ อึดอัด ก็เลยลองเบ่ง

เบ่งอีกครั้งก็ยังไม่ออก กลัวว่าเจ้าสายยางจะหลุด กลัวว่าจะขับถ่ายออกมาหมด ก็เลยนึกเสียว่า ช่างมัน ไม่หลุดหรอก ยังไงก็ต้องถ่าย เลอะก็ไม่เป็นไรมีห้องน้ำ แล้วก็ลองเบ่งอีกรอบก็มีของเสียไหลออกมาตามคาด ขอเรียกของเสียเหล่านั้นว่า “น้องอุนจิ 💩💩💩” 

“น้องอุนจิ 💩” ไหลลงท่อที่เรามองไม่เห็น แต่ตรงตู้น้ำมีกระจกให้ส่องดูการเดินทางของน้อง เราก็เลยเห็นหน้าตาน้อง💩ว่ามันบูดเบี้ยวแค่ไหน น้องน่าจะกำลังอารมณ์เสีย น้องไหลไปตามท่อใสๆ 🌊 แล้ววนกลับมาด้านข้าง เราก็ยิ้มโล่งอก เพราะพอได้เบ่งแล้วก็รู้สึกโล่ง ไม่ต้องกลัวเห็นภาพน้องนะ เราแค่ถ่ายภาพสมมติเฉยๆ ตอนถ่ายนี่ยังไม่ได้ทำ Detox จ้า

พอน้องจากไปแล้วรู้จะสึกโล่งแปปนึง แต่ไม่ทัน 5 วินาที ก็รู้สึกหน่วงๆ อึดอัดอีกแล้ว และก็เบ่งอีกรอบ 🌊 น้องอุนจิ 💩 เซ็ตใหม่ก็ลืมตาออกมาดูโลกภายนอก และน้องก็ว่ายน้ำ🌊จากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรพยาบาลก็เข้ามาอีกรอบ แล้วอธิบายว่า อยากให้อั้นเอาไว้ประมาณ 10 วินาที เพื่อให้น้ำไหลเข้าไปในลำไส้เยอะๆ แล้วก็ให้เบ่งแรงๆ 🌊 น้องจะได้ออกมาหมด 

จากนั้นพยาบาลก็ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว หากมีปัญหาตรงไหน หรือไม่ไหวให้ปิดคันโยกและกดปุ่มเรียกพยาบาลได้ตลอดเวลา 

ความรู้สึกส่วนตัวระหว่างทำ มันค่อนข้างอึดอัด เพราะน้ำจะปล่อยมาเรื่อยๆ สลับกับหยุดพักให้เราเบ่งขับถ่าย ซึ่งในช่วงแรกๆ น้องอุนจิก็ออกมาเยอะพอสมควร แต่ผ่านไปสักพักน้องก็ไม่มาแล้ว มีแต่น้องน้ำ ที่เข้าไปและออกมาตามแรงเบ่ง

พอน้ำเหลือ 10 ลิตรตามเส้น พยาบาลก็ให้เรากดเรียก และเค้าก็เข้ามาปิดน้ำ ถามอาการว่ารู้สึกยังไงบ้าง ขับถ่ายดีไหม และก็ขออนุญาตนวดท้อง เหมือนกระตุ้นให้น้ำที่อยู่ค้างในลำไส้ได้เซาะเอาตะกรันออกจากผนังลำไส้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งหลังจากพยาบาลออกไป เราลองเบ่งดู ก็มีน้องอุนจิ💩ออกมาเพิ่มเติมนิดหน่อย พอน้ำหมดเรารีบกดเรียกพยาบาลอย่างไว

พยาบาลเข้ามาก็ถอดสายท่อที่เสียบก้นเราออกไป และแจ้งว่าให้เข้าไปขับถ่ายอีกครั้งในห้องน้ำ จากนั้นให้ออกไปวัดความดัน ซึ่งพอพยาบาลออกไปเราก็เบ่งแรงๆ อีกครั้งก่อนลุกจากเตียง พอหันไปมองก็ไม่มีคราบอะไรหลงเหลืออยู่ น้องอุนจิได้จากเราไปหมดไส้แล้ว แต่พอเข้าไปในห้องน้ำ แล้วลองเบ่งขับถ่ายตามท่าทางปกติ กลับมีน้ำที่ตกค้างในลำไส้เยอะพอสมควร เบ่งถ่ายสักครู่ก็ชำระล้างทำความสะอาด และออกมาเก็บของเพื่อไปวัดความดันด้านนอก

หลังจากวัดความดันเสร็จ พยาบาลก็จะแจ้งวันนัดสำหรับครั้งถัดไป ซึ่งระยะเวลาที่ดีในการทำ Detox ควรห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ เราสามารถทำนัดที่นี่ได้เลย จากนั้นพยาบาลจะพาไปที่จุดชำระค่าบริการ ซึ่งแพ็กเกจตัวที่เราซื้อผ่าน HD เป็นค่าทำ Dotox ส่วนต่างค่าบริการ ค่าบัตรคนไข้ จะต้องมาชำระที่นี่ จากนั้นก็กลับบ้านได้

หลังทำทันทีรู้สึกได้เลยว่าตัวมันลอยๆ โล่งๆ เหมือนตัวเราเบาขึ้น ของเสียถูกขับออก รู้สึกสบายท้องโล่งท้องมากๆ แฮปปี้ แม้ว่าตอนทำจะอึดอัดนิดหน่อย แต่พอทำเสร็จแล้วมันโอเคเลย สบายท้องมากๆ

สรุปการทำ Detox ครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที รู้สึกแฮปปี้ และก็ได้ซื้อคอร์สทำอีก 5 ครั้ง เพราะอยากจะดูความเปลี่ยนแปลงว่าหากทำเกิน 3 ครั้งตามที่คุณหมอบอก มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรกับร่างกายเราบ้าง

คำแนะนำระหว่างล้างลำไส้

  1. การล้างลำไส้เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด โดยใช้น้ำสะอาดและไม่มีแรงดันของน้ำ
  2. เมื่อแพทย์หรือพยาบาลเปิดน้ำ ท่านจะรู้สึกถึงน้ำอุ่นไหลเข้าช่องท้องอย่างช้าๆ
  3. เวลาที่ท่านรู้สึกปวดถ่าย ท่านสามารถถ่ายได้ทันทีตามความต้องการ โดยไม่ต้องอั้นไว้
  4. หากท่านต้องการความเป็นส่วนตัว ท่านสามารถแจ้งพยาบาลให้รออยู่นอกห้อง และกดออดเรียกเมื่อต้องการพยาบาลได้
  5. ท่านสามารถมองเห็นของเสีย พิษ และตะกรันต่างๆ โดยมองทางกระจกข้างหน้าท่าน
  6. หากท่านมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดท้อง ท่านสามารถปิดวาล์วน้ำที่อยู่ข้างตัวท่านได้ทันที และพักสักครู่อาการเหล่านั้นจะหายไป
  7. เมื่อเสร็จจากการสวนล้างลำไส้แล้ว ท่านสามารถยกสะโพกขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ท่อสวนหลุดออกจากทวารหนักเอง และให้ท่านนอนเพื่อขับถ่ายน้ำ และของเสียต่อไปจนหมด จึงทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่จัดไว้ให้
  8. หลังจากทำความสะอาดแล้ว ท่านสามารถลุกเข้าห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดเพิ่มเติม พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้า
  9. ก่อนล้างลำไส้ ไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ทั้งสิ้น ท่านสามารถล้างลำไส้ได้ทุกเวลา เช่นเดียวกับการขับถ่ายปกติของร่างกาย
  10. ระหว่างการล้างลำไส้ จะไม่ก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หรือสูญเสียแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกาย เนื่องจากแพทย์ได้ใช้น้ำเกลือแร่ในการสวนล้างลำไส้
  11. หลังจากการล้างลำไส้ ให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ซุป ผัก และผลไม้มากขึ้น และท่านสามารถกลับบ้านหรือทำงานได้ตามปกติทันที
  12. หลังการล้างลำไส้ ท่านจะมีอาการปกติ รู้สึกโล่งและสบายขึ้น ไม่รู้สึกแน่นท้อง ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น อาจมีอาการปวดปัสสาวะหรือปวดถ่ายอีก 1-2 ครั้งในวันเดียวกัน และอาจมีแก๊สบ้างในบางเวลา
  13. การล้างลำไส้เป็นการขจัดของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อันเป็นเหตุให้เกิดมีพิษในร่างกาย และโรคต่างๆ ที่ท่านประสบอยู่ จึงขอให้ท่านหมั่นทำการล้างลำไส้ตามที่แพทย์นัด เพื่อป้องกันและรักษาโรคที่ท่านเป็นอยู่

“ร่างกายของท่านได้สะสมอุจจาระ พิษ และตะกรันของเสียต่างๆ ไว้ในลำไส้เป็นเวลาหลายปี จึงต้องล้างลำไส้หลายครั้ง เพื่อนำเอาของเสียเหล่านี้ออกจากลำไส้ให้หมดไป อายุจะได้ยืนยาว”

สำหรับใครที่จะมาทำ Detox ที่โรงพยาบาลยันฮี ก็มาได้ไม่ยาก เพราะเดินทางง่ายด้วยรถไฟฟ้าลงที่สถานีบางอ้อ เดินนิดเดียวถึงเลย หรือหากใครอยากเปรียบเทียบราคาทำ Detox ของโรงพยาบาลอื่นๆ บน HDmall.co.th ก็คลิก ดูที่นี่ หรือถามแอดมินที่ไลน์ @HDcoth ได้จ้า

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ใช้สิทธิประกันสังคม ขูดหินปูนไม่ต้องสำรองจ่าย

เคยไหม เวลาพูดกับใครไม่กล้าอ้าปากเต็มที่ หรือไม่กล้าให้ลมปากของเราพุ่งออกไปข้างหน้า ต้องคอยพกสเปรย์ดับกลิ่นปากตลอดเวลา นั่นคือความกังวลใจของใครหลายๆ คนที่แก้ปัญหาไม่ยากเลย

ปัญหากลิ่นปากบางส่วนเกิดจากหินปูนที่สะสมในปากของเรา ซึ่งจริงๆ มันก็คือเศษอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วแปรงฟันออกไม่หมด นานวันเข้ามันก็จะเกาะตามซอกฟัน ซอกเหงือก วันเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นตะกอนแข็ง เกาะที่ผิวฟัน ซอกฟัน ขอบฟัน ซอกเหงือก กลายเป็น “หินปูน” ในที่สุด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

หากปล่อยไว้นานๆ หินปูนที่เกาะอยู่ก็จะเหลือง และถ้าปล่อยไว้นานอีกก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และสุดท้ายก็สีดำในที่สุด ซึ่งเจ้าหินปูนนี่แหละ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก และโรคทางช่องปากอื่นๆ ได้ ดังนั้น เอามันออกเถอะ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อสุขภาพช่องปาก และกำจัดกลิ่นปาก ไปขูดหินปูนกันเถอะนะ พลีสสสสสส (ที่ไม่ได้แปลว่านักบวช)

ใช้สิทธิประกันสังคม ขูดหินปูน ใครทำได้บ้าง?

สำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 (33 คือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป 39 คือคนที่อยู่ในมาตรา 33 แล้วลาออก แต่รักษาสิทธิประกันสังคมไว้โดยสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39) สามารถใช้สิทธิขูดหินปูนในวงเงิน 900 บาท ต่อปี โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

ถ้าอ่านแล้วงง ก็จำง่ายๆ หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานมาแล้วขั้นต่ำ 3 เดือน มีการหักเงินเดือนส่งประกันสังคม (บริษัทเป็นคนทำเรื่อง) อย่างน้อย 3 เดือน ก็ใช้สิทธิประกันสังคมขูดหินปูนในวงเงิน 900 บาทได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย 

บางคลินิกไม่ได้เข้าร่วม ก็จะต้องสำรองจ่ายแล้วไปเบิก ใครอยากศึกษาต่อเข้าไปอ่านรายละเอียดตรงนี้ >> ขั้นตอนการใช้สิทธิประกันสังคมเพื่อขูดหินปูน

หลายคนจ่ายประกันสังคมกันทุกเดือน แต่ไม่เคยไปใช้สิทธิเลย ปล่อยให้เสียเปล่าฟรีๆ รู้สึกเสียดายแทนมาก อยากให้ไปใช้สิทธิกัน เพราะการขูดหินปูนมันดีต่อสุขภาพช่องปากเราจริงๆ แถมยังมีส่วนลด 900 บาท

ที่เรียกว่าส่วนลดเพราะว่า บางคลินิกค่าขูดหินปูนมันมากกว่า 900 ไง ถ้ามันมากกว่าก็หักจากประกันสังคมไป 900 เช่น คลินิกทำฟันมีค่าขูดหินปูน 1,200 บาท ก็หักจากประกันสังคม 900 เท่ากับคุณจ่ายเพียง 300 บาท

ใครที่ไม่แน่ใจว่าใช้สิทธิประกันสังคมได้ไหม ก็ลองเช็คสิทธิตัวเองที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม คลิก

การจองแพ็กเกจขูดหินปูน โดยใช้สิทธิประกันสังคม

หลายคนคงเคยเห็นเวลาเดินผ่านคลินิกทำฟัน จะมีป้าย “ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ต้องสำรองจ่าย” ซึ่งบางคลินิกก็ไม่ได้ขึ้นป้ายไว้ เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปถาม แต่เราเป็นมนุษย์ขี้เกียจคนนึง 555+ ก็เลยไม่ถาม ไม่เข้า ขี้เกียจ

ด้วยความที่เราจองแพ็กเกจต่างๆ จาก HDmall.co.th เป็นประจำ ก็เลยเห็นว่ามีหมวดหมู่ ขูดหินปูน กับ ขูดหินปูน (สิทธิประกันสังคม) คือเว็บเค้าสกรีนไว้ให้แล้วว่าคลินิกไหนที่ใช้สิทธิประกันสังคมได้ แถมระบุเลยด้วยว่า “ไม่ต้องสำรองจ่าย”

นั่นหมายความว่า เราเลือกแพ็กเกจขูดหินปูนจากคลินิกต่างๆ และดูราคาได้เลย หากคลินิกไหนที่ราคามากกว่า 900 บาท เราก็จะรู้ได้เลย ง่ายมากๆ

วิธีนี้จะต้องชำระเงินที่คลินิก เพราะว่าแต่ละคนมีหินปูนไม่เท่ากัน ถ้าหินปูนคุณเยอะ ราคาขูดหินปูนมันก็ต้องมากกว่า 900 อยู่เป็นธรรมดา อย่าไปคิดเองว่าขูดหินปูนทุกที่ ทุกคน ราคาเท่ากัน นึกถึงหินปูนในช่องปากตัวเองด้วย สงสารหมอ 555+

หลังจากเลือกและเปรียบเทียบแพ็กเกจขูดหินปูน โดยใช้สิทธิประกันสังคม เราก็เลือกจองที่ BFC Dental (บ้านฟันสวย) เพราะมีสาขาบางนา ใกล้บ้านมาก

วิธีจองคิวก็ง่ายมาก แจ้งชื่อ นามสกุล เบอร์โทร และวันนัดให้กับแอดมินของ HD ทางไลน์ @HDcoth แล้วก็จะมีคูปองส่งมาจากทีม HD Booking 

ในนั้นจะมีข้อมูลการจองของเราละเอียดยิบ ใครที่จองแล้วยังไม่ได้คูปองก็ต้องรอจ้ะ เค้าให้รอรับคูปองใน 24 ชม. แต่ถ้าใกล้ถึงเวลานัดแล้วยังไม่ได้ก็ลองดูที่ “จดหมายขยะ” สักหน่อย อย่าเพิ่งรับบทนางวีน

อ่านต่อที่ https://hdmall.co.th/c/review-scaling-social-security-at-bfc-dental-by-porraphat-jutrakul

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

5 งานเกย์ไพรด์ที่เจ๋งที่สุดในโลก

อยากจะลองไปสัมผัสกับงานพาเหรดอันแสนจะสนุกสนานของชาว LGBT ดูสักครั้ง วันนี้บทความของเราได้รวบรวม 5 สุดยอดงานเกย์ไพร์ดจากทั่วโลกทั้งในยุโรปและเอเชียมาให้ได้ทราบกัน

งานเกย์ไพรด์หรืองานพาเหรดของชาวเกย์ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของชาว LGBT เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการรวมตัวกันของชาวเกย์ทั่วโลก เพื่อแสดงความมีตัวตนและการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคและความเท่าเทียมในสังคม บทความของเราวันนี้จะมาพูดถึง 5 สุดยอดงานเกยไพรด์ที่ว่ากันว่าเจ๋งและน่าสนใจมากที่สุดในตอนนี้

1.ที่แรกที่เราจะกล่าวถึงคือ มหานครนิวยอร์ค ที่เป็นเมืองต้นกำเนิดของเกย์ไพรด์ โดยจะมีการจัดงานขึ้นทุกอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน และเป็นผู้ร่วมเดิมขบวนพาเหรดมากที่สุดถึง 4 ล้านคนและยังเป็นงานที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก งานได้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดการจราจลสโตนวออล์หรือการกวาดล้างเกย์ในบาร์ที่ชื่อว่า สโตนวอลล์ อิน ซึ่งเป็นบาร์สำหรับบุคคลรักร่วมเพศที่มีชื่อเสียง โดยตำรวจมักจะใช้ความรุนแรงในการจับกุมมาโดยตลอด หลังจากที่ชาวเกย์ต้องทนรับสภาพมาเป็นเวลานาน ก็ถึงเวลาที่สมควรเกิดการเปลี่ยนแปลง การเดินขบวนประท้วงที่นำขบวนโดย มาช่า จอห์นสัน ก็ได้เกิดขึ้นและได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวจากการรวมตัวกันของเกย์ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดในอเมริกาตั้งแต่นั้นมา 

2.อันดับสองคือที่เป็นเกย์ไพรด์ที่สุดในยุโรปคือที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน Fiestas De Orgullo Gay จะถูกจัดขึ้นในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน โดยมีผู้เข้าร่วมในแต่ละปีเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านคน การจัดงานครั้งแรกมีขึ้นเมื่อปี 1979 หลังจากการเสียชีวิตของนายพลฟรังโก้ ผู้นำเผด็จการของสเปน สเปนได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการปกครอง สิทธิ เสรีภาพของและประชาชน จนทุกวันนี้สเปนได้กลายประเทศหนึ่งที่มีกฎหมายเกี่ยวกับเพศที่สามที่ก้าวหน้าที่สุด และการแต่งงานของเพศเดียวกันก็ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

3.อันดับสามที่เราจะพูดถึงก็คือ เกย์ไพรด์ที่เมือง ซิดนีย์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าซิดนี่ย์แล้วที่นี่ก็มีครบครัน ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ไนท์ไลฟ์ คาสิโนที่มีทั้งเล่นในบ่อนจริงและแบบคาสิโนออนไลน์ และอื่นๆให้เลือกเล่น ซึ่งงานพาเหรดชาวเกย์ของที่นี่ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวยและมีสีสันมากที่สุด โดยทุกปีจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนของที่นั่น Sydney Mardi จัดขึ้นครั้งแรกปี 1978 และมีผู้ร่วมงานเพียง 500 คน จนถึงวันนี้มีขบวนพาเหรดดึงดูดผู้คนจากทุกที่มารวมกันมากถึง 5 แสนคน และยังมีคนดังเข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็น ไคลี่ย์ มิโนค จอร์จ ไมเคิ่ล และ แชร์ เพื่อสร้างสีสันให้กับงานทุกปี

4.คราวนี้เรามาดูอันดับที่ 4 ที่ถึงคราวประเทศในแถบเอเชียก็คือ งานเกย์ไพร์ดที่ไต้หวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ใหญ่มากมายเท่าไหร่ แต่ก็เป็นงานที่ชาว LGBT ในเอเชียให้ความสนใจและร่วมงานมากที่สุดในเอเชีย โดยไต้หวันซึ่งเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่การแต่งงานของเพศเดียวกันนั้นได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ในขณะที่ประเทศในเอเชียแระเทศอื่นๆยังไม่ให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายตัวนี้เท่าที่ควรจะเป็น งานได้เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2003 และมีการทำสถิติผู้เข้าร่วมมากที่สุดในปี 2018 กว่า 150000 คนเลยทีเดียว

5.อันดับสุดท้ายที่มีความสนุกสนานไม่ท้ายสุดก็คือ งานเกย์ไพร์ดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฏาคม โดยมีผู้เข้าร่วมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านคนเลยทีเดียว ขบวนจะเดินไปตามถนนช็อปปิ้งที่สำคัญต่างๆใจกลางเมืองลอนดอน อย่างไรก็ตามงานเกย์ไพร์ดของลอนดอนถูกวิจารญ์ว่ามีความเป็นการค้ามากไปและผิดกับวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในตอนแรกที่ต้องการให้เป็นการแสดงพลังและความสามัคคีของชาว LGBT นอกจากที่ลอนดอนแล้ว งานเกย์ไพร์ดอีกงานหนึ่งในยูเคที่มีชื่อเสียงมากขึ้นทุกปี ก็คือที่เมืองไบร์ทตัน เมืองชายทะเลที่เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเมืองเกย์ที่สุดในสหราชอาณาจักร ดดยจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี 

เลิกบุหรี่ทั่วไทยฯ หยุดโรค NCDs

โครงการ “3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน” มุ่งหวังที่จะอาศัยกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีประจำอยู่ทุกหมู่บ้านจำนวนประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศ มาเชิญชวน ท้าชวน ให้กำลังใจและช่วยเหลือให้คนสูบบุหรี่คิดเลิกสูบให้ได้ปีละหนึ่งคน ต่ออาสาสมัครหนึ่งคน รวมสามปีก็จะได้คนเลิกสูบสามล้านคน

การลดอัตราของนักสูบหน้าใหม่ก็สำคัญ เพราะการที่จะทำให้ผู้ที่สูบอยู่แล้วเลิกสูบเป็นเรื่องที่ยาก แต่การปลูกฝังให้เด็กไทยเห็นโทษของบุหรี่ และไม่สูบบุหรี่แต่เด็กเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้เลย 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในการสร้างเสริมสุขภาพให้คนไทยปลอดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ว่า ได้ใช้บุหรี่เป็นประเด็นหลักในการรณรงค์ เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุหลักในการเกิดโรค NCDs ต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบเส้นเลือดและหัวใจอักเสบ โดยการใช้กุศโลบาย เพื่อให้เกิดการ “สร้าง นำ ซ่อม” หรือเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ การรณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้เป้าหมายในการทำงานในอีก 1 ปีข้างหน้าคือ การชวนผู้ที่ติดบุหรี่ไม่หนักมากให้เลิกบุหรี่ด้วยการให้ยืมพลังใจ โดยมีลูก ครอบครัวและ อสม.เป็นพลังใจ ซึ่งเป็นการใช้ใจของคนรอบข้างเข้ามาช่วยดูแลและมอบกำลังใจเพื่อให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

“เรารณรงค์ด้วยวิธีการธุรกิจขายตรง คือการให้จิตอาสาชวนคนในครอบครัวมาเลิกบุหรี่ รักใครให้ชวนมาฟังข้อมูลความรู้ในการรณรงค์ให้เลิกบุหรี่ด้วยกัน”

จากการสำรวจพบปัญหาคนสูบบุหรี่มาเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้รณรงค์ชักชวนให้คนในชุมชนหันมาเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการขายตรง ให้คนในชุมชนชวนญาติ เพื่อน หรือคนรักเข้าร่วมกิจกรรม มีการให้ความรู้จากภาคีเครือข่ายเลิกบุหรี่ต่าง ๆ และให้คนที่เคยเลิกบุหรี่มาเป็นบุคคลต้นแบบ เสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ด้วยความสมัครใจสามารถเลิกได้อย่างถาวร

“คนในชุมชนหันมาเลิกบุหรี่ เพราะคำว่า เทิดไท้องค์ราชัน” คนในชุมชนส่วนใหญ่ป่วยด้วย โรคปอด ซึ่งเกิดจากการสูบบุหรี่ติดต่อกัน จึงได้รณรงค์เลิกบุหรี่แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ ต่อมาจึงใช้ครอบครัวเป็นตัวช่วยในการรณรงค์ ให้คนในชุมชนเลิกบุหรี่เพื่อสุขภาพของตนเอง เพื่อลูก เพื่อครอบครัว เพื่ออนาคต ทำให้เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น นอกจากนี้โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ยังทำให้คนในชุมชนหันมาให้ความสนใจในการเลิกบุหรี่เพราะต้องการทำความดีถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ quitforking.com หรือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ติดต่อได้ที่ 1600 สายด่วน เลิกบุหรี่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เพิ่มกิจกรรมทางกาย ง่ายๆ เพียงแค่เดิน

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันเราต้องทำความรู้จักกับศัพท์ใหม่ นั่นคือคำว่า “กิจกรรมทางกาย” ที่นับรวมทุก ๆ กิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเราได้เคลื่อนไหว ออกแรง ทั้งระดับเบา ปานกลาง และหนัก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศโดยสถาบันวิจัยและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ในปี 2557 กลุ่มวัยเด็กมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 63.2 ในขณะที่กลุ่มวัยอื่นมีอัตราเพิ่มขึ้น

“กระแสวิ่ง กระแสการหันมาออกกำลังกายอยู่กับวัยทำงาน แต่ในอดีตเด็กทุกคนอยากจะออกกำลังกาย เลิกเรียนแล้วไม่อยากกลับบ้าน อยากเล่นต่อ แต่ปัจจุบันเด็กอยากรีบกลับบ้าน เพื่อเล่นเกม ปัญหาคือ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกดีกับการขยับร่างกาย”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กไทย ในขณะที่วัยทำงานพร้อมจะจ่ายเงินจ้างโค้ช ซื้อรองเท้า เพื่อจะทำให้ตัวเองได้ขยับ แต่วัยเด็กที่ควรขยับกลับไม่ได้ขยับ โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนให้เกิดการกิจกรรมทางกายให้เกิดขึ้นกับเด็ก

กิจกรรมทางกาย หรือ Physical Activities ความหมายทางวิชาการคือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถ้าได้กระทำสม่ำเสมอจะเป็นพฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพ และมีผลต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย แต่หากจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย กิจกรรมทางกายก็คือ การขยับทุกอย่างตั้งแต่เราตื่นจนถึงเราเข้านอน หรือถ้าจะให้อธิบายให้ง่ายเข้าไปอีก กิจกรรมทางกายก็คือ “การขยับ” นั่นเอง

กิจกรรมทางกายแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ

  • กิจกรรมทางกายระดับเบา เช่น การยืน การเดินในระยะทางสั้น ๆ การทำงานบ้าน
  • กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว การปั่นจักรยาน คือกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยปานกลาง มีระดับชีพจร 120-150 ครั้ง ระหว่างทำกิจกรรมยังสามารถพูดเป็นประโยคได้
  • กิจกรรมทางกายระดับหนัก เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การเล่นกีฬา คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป โดยที่ระหว่างทำกิจกรรมไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้

นอกจากกิจกรรมทั้ง 3 ระดับแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำทีเรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior ) เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การนั่งคุยกับเพื่อน การนั่งหรือนอนดูโทรทัศน์ ที่ไม่รวมการนอนหลับ ซึ่งพฤติกรรมเนือยนิ่งส่งผลกระทบต่อเด็กไทยและมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปี ข้างหน้า จะมีเด็กทไยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน

เด็กที่เป็นโรคอ้วน นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NSDs มากกว่าเด็กปกติ และยังมีผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับเด็กที่โรงเรียนจึงเป็นการดี เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก เพียงสอดแทรกการเคลื่อนไหวในช่วงสั้น ๆ เพียง 3-5 นาที ก่อนเริ่มเรียน หรือระหว่างชั่วโมงเรียน หรือช่วงพักเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนและมีการจดจำที่ดีขึ้น

การส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างง่าย ๆ แต่ทำเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัย ซึ่ง “โรงเรียน” เป็นหน่วยงานที่เกื้อหนุนในการปลูกฝังทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีในการดำเนินชีวิตให้กับเด็ก “กิจกรรมรักเดิน” จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่โรงเรียนสามารถนำไปใช้เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดจากความเนือยนิ่งของเด็กไทยได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนภายในห้องมีดังนี้

กิจกรรมรักษาความสะอาด

  1. ยกเก้าอี้ไปไว้ด้านข้าง ๆ ห้อง แล้วจินตนาการว่ามีเส้นอยู่ตรงกลางห้อง
  2. นำวัตถุนิ่ม ๆ เช่น บอลฟองน้ำ กระดาษใช้แล้วขยำเป็นก้อนกลม ให้นักเรียนถือไว้ขว้าง
  3. แบ่งนักเรียนเป็นสองฝั่ง ให้นักเรียนเริ่มต้นขว้างข้ามเส้นกลางห้อง เป้าหมายคือ ขว้างออกไปยังด้านตรงข้าม
  4. เมื่อครู่สั่งว่า “หมดเวลา” ฝ่ายที่สะอาดที่สุด (มีขยะน้อยกว่า) เป็นฝ่ายชนะ แต่ละครั้งใช้เวลา 2-3 นาที

กิจกรรมเขียนชื่อนักเรียน

  1. สมมติให้นิ้วชี้เป็นปากกาหรือดินสอ ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวใหญ่ ๆ ในอากาศ
  2. ใช้อวัยวะส่วนอื่นแทนปากกาหรือดินสอบ้าง เช่น ข้อศอก หัวเข่า หัวแม่เท้า เอว สะโพก ก้น ศีรษะ อย่าลืมว่าต้องเปลี่ยนข้างกันบ้าง

กิจกรรมสัญชาตญาณสัตว์

เรียกนักเรียนออกมาคนหนึ่ง ให้ขานชื่อสัตว์แล้วให้เพื่อนทำท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์ชนิดนั้น ให้นักเรียนเปลี่ยนกันเป็นผู้นำไปรอบ ๆ ห้อง จนกว่านักเรียนทุกคนได้ขานชื่อสัตว์ครบทุกคน

การมีกิจกรรมทางกายต้องเริ่มจากวัยเด็กสู่ทุกช่วงวัย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยั่งยืน และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

“โรงเรียนรักเดิน” ปลุกกิจกรรมทางกายให้เยาวชนไทย

กิจกรรมทางกาย หมายถึง การขยับร่างกายหรือเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเบา ระดับปานกลาง และระดับหนัก ซึ่งจากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ พบว่า ปี 2555 เด็กไทยมีกิจกรรมทางกายร้อยละ 67.6 และลดลงในปี 2557 เหลือร้อยละ 63.2 และคาดการณ์ว่าในอีก 3 ปี จะมีเด็กไทยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ปัญหาสำคัญที่เด็กไทยกำลังพบเจอ คือ ไม่เดินและไม่ขยับ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นที่เห็นผลชัดคือ การเรียนรู้และสุขภาพไม่แข็งแรง ส่วนระยะยาวก็จะนำมาสู่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในขณะนี้มีคำใหม่เกิดขึ้นคือ ‘กิจกรรมทางกาย’ หมายถึง อะไรที่เกิดการเคลื่อนไหว แล้วได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เรียกว่ากิจกรรมทางกาย

สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้า จึงเกิดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง ไม่มีการขยับร่างกายที่เพียงพอ สมองไม่เกิดการพัฒนา อยากให้ทุกคนคิดว่าภารกิจเราไม่ใช่แค่ให้เด็กหันมาออกกำลังกาย แต่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นภารกิจกอบกู้ประเทศไทย เพราะระบบสาธารณสุขกำลังจะล่มสลาย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ป่วย

ข้อมูลจากงานวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นพบว่า การมีกิจกรรมทางกายระหว่างชั่วโมงเรียน จะเพิ่มสมาธิ เพิ่มความสนใจให้กับนักเรียน ส่งผลให้ความทรงจำของเด็กดีขึ้น เกิดวินัยในการทำกิจกรรม ลดพฤติกรรมไม่ดี รวมไปถึงการทำให้เด็กโตไปมีความสามารถรอบด้าน ดังนั้นสิ่งที่โรงเรียนจะต้องทำคือการสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ให้กับผู้ปกครองได้รับทราบ และคุณครูจะต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้ และสิ่งสำคัญคือ ห้ามใช้การออกกำลังกายเป็นการทำโทษนักเรียนเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดทัศนคติแย่เกี่ยวกับการขยับ ส่งผลให้โตไปแล้วไม่ชอบออกกำลังกาย

เมื่อปี 2557 ได้มีการจัดโครงการ “โรงเรียนรักเดินสะสมก้าว ประเทศไทย” และจัดกิจกรรม “โรงเรียนรักเดิน” เพื่อใช้เป็นงานต้นแบบส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดเป็นต้นแบบโรงเรียนรักเดินจำนวน 16 โรงเรียน

ภายหลังกิจกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้น ได้มีการจัดทำ “คู่มือกิจกรรมโรงเรียนรักเดิน” เพื่อใช้เป็นแนวทางให้แก่โรงเรียนอื่น ๆ เพื่อสร้างกิจกรรมภายในโรงเรียนตามความเหมาะสม ภายใต้บริบทของพื้นที่ รวมถึงรณรงค์ให้เยาวชนมีความเข้าใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำกิจกรรมทางกายเพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง ชุมชน และประเทศต่อไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ