ถอดรหัสปัญหา รถรับส่งนักเรียน

รายงานของกระทรวงสาธารณสุขช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มเยาวชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 1,688 ราย ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการรถสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนหันไปใช้ทางเลือกในการเดินทางอื่น เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ “เดิน ขี่ ขับ ไปกลับ ปลอดภัย” (Play your part and share the road) โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย และภาคีเครือข่าย ได้จัด TED Talks ผสมผสานตลาดนัดความรู้ในหัวข้อ “กลไกการจัดการเพื่อรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ทั้งเชิงบวกและลบจากมุมมองที่หลากหลายจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนในการจัดการเรื่องรถรับ-ส่งนักเรียนให้เกิดความปลอดภัย

“ปัญหาหลักของรถรับ-ส่งนักเรียนคือ การขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดการ รถที่นำมาใช้ไม่ผ่านการตรวจสภาพตามที่กรมการขนส่งฯ กำหนด เพราะส่วนหนึ่งเป็นรถของชาวบ้านในพื้นที่ที่มีจิตอาสานำรถส่วนตัวมารับ-ส่งลูกหลานภายในหมู่บ้าน และไม่ได้มีรายได้หรือกำไรจากการรับ-ส่ง”

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนให้ถูกต้องอาจต้องใช้เงินลงทุกจำนวนมาก ประกอบกับการขนส่งสาธารณะที่มีไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่มีทางเลือกในการเดินทาง และหันไปการเดินทางในรูปแบบอื่น เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ที่เด็กยังมีความรู้เรื่องกฎระเบียบไม่เพียงพอ

“การขยายผลให้นักเรียนได้เข้าถึงสิทธิความเสมอภาคด้านการศึกษา และความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของรัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการดูแลคุ้มครองเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน” นายกมล กล่าว

ทางด้าน นายวัฒนดนัย ธนัญชัย นักวิจัยโครงการถอดบทเรียนรถรับ-ส่งนักเรียน กล่าวถึง องค์ประกอบหลักของปัญหาระบบรถรับ-ส่งนักเรียนเริ่มจากการเลือกรถให้บุตรหลานของผู้ปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงมาตรฐานการตรวจสอบ ในขณะที่รถรับ-ส่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน จึงได้สรุปออกมาเป็นเป็นโมเดลกลางดังนี้ 1) ประเมินสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล นำเสนอข้อมูลร่วมกัน ทั้งคนขับรถ ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง โรงเรียน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบปัญหาเดียวกัน

2) พัฒนาเครือข่าย โดยนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน 3) เพิ่มแรงเสริม ลดแรงต้านให้ความรู้ทั้งผู้ประกอบการ คนขับรถจะต้องรู้กฎจราจร และตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร 4) การบังคับใช้จริง เช่น การบังคับใช้กฎหมาย ให้คนขับรถรับ-ส่งรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ให้มีการให้ความรู้ซ้ำ 5) การประเมินผล เพื่อติดตามปัญหาอุปสรรคของการทำงาน เพื่อวางแผนแก้ไขต่อไปในอนาคต และ 6) การคืนข้อมูลให้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ โดยโรงเรียนสามารถนำไปเป็นนโยบายของแต่ละพื้นที่ต่อไป

ในมุมของคนทำงาน นางนงเยาว์ ผาสุก รองผู้อำนวยการโรงเรียนศีขรภูมิพิสัย จังหวัดสุรินทร์ ได้บอกเล่าถึงการจัดระบบรถรับ-ส่งนักเรียนด้วยโมเดล SPS Care คือ S – Survey สำรวจปัญหานักเรียนที่เดินทางมาโรงเรียน P – People จัดทีมทำงาน S – Safe ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น และ Care การเอาใจใจของเครือข่ายที่ต้องช่วยกันทำงาน

โดยเข้าไปคุยกับคนขับรถรับ-ส่งแบบกัลยาณมิตร จัดตั้งชมรมรถรับ-ส่งเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกันในการดูแลเด็ก ตั้งแต่การให้ความรู้ การจัดรถให้ได้มาตรฐาน การสร้างจิตสำนึกให้รู้หน้าที่ในการขับรถ รวมไปถึงการให้ครูตรวจดูนักเรียนตั้งแต่ลงจากรถ เป็นต้น

นอกจากนี้มีโครงการ “สานสัมพันธ์วันทำบุญอบอุ่นทั้งตำบล” ให้ครูกับนักเรียนร่วมไปทำบุญที่วัด ฟังพระการเทศน์เรื่องของการดูแลลูก การเดินทางอย่างปลอดภัย ถือเป็นการจัดระบบการทำงานแบบ บวร บ้าน วัด และโรงเรียนร่วมกัน

“รถรับ-ส่งนักเรียนถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราเอาเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติมาไว้ในรถของเรา”

นายสุริยัน ตื้อยศ เครือข่ายผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน ได้บอกเล่าการทำงานในจังหวัดเชียงราย ว่า การปัญหาของรถรับ-ส่งนักเรียนประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ 1) ผู้ประกอบการหรือผู้ขับรถที่จะต้องสร้างให้เป็นนักขับมืออาชีพ และสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนดูแลนักเรียนเหมือนลูกหลานตนเอง 2) ภาคีเครือข่ายที่จะต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน 3)
ผู้ปกครองและนักเรียนที่ต้องให้ความร่วมมือ 4) โรงเรียนจะต้องเป็นจุดศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“อยากให้ทุกคนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการศึกษา เพราะหากเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หรือโรงเรียนไม่มีเด็ก การมีโรงเรียนก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป” นายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนา ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและให้คำปรึกษา กองกฎหมาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนปลอดภัยดังนี้ 1) กำหนดให้โรงเรียนเป้นจุดจัดการรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย 2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีทางเลือกในการเดินทางไป-กลับโรงเรียนที่ทั่วถึงและมีมาตรฐานความปลอดภัยภายใต้ภารกิจของการศึกษา 3) จัดตั้งอนุกรรมการด้านความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ขึ้นในศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนส่วนกลางและทุกจังหวัด 4) ขนส่งจังหวัดร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำหนดปฏิทินและแนวทางในการจัดการรถรับส่งนักเรียนให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

รถรับ-ส่งนักเรียนเป็นบริการที่จะให้เด็กสามารถเดินทางมาเรียนได้อย่างปลอดภัย จึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้ “เด็กและเยาวชน” ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้อย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ