กว่าครอบครัวจะรับได้ ที่ฉันเป็นกะเทย

ในปัจจุบันหลายคนมองว่าความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับในสังคมแล้ว แต่จากสถานการณ์เกี่ยวกับการเหยียดเพศยังคงสะท้อนให้เห็นถึงมายาคติที่หลายคนยังเข้าใจผิด ทำให้เราต้องกลับมาย้อนดูว่าจริงๆ แล้ว บุคคลหลากหลายทางเพศ ถูกยอมรับแล้วจริงหรือ…?  

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Note Jetsada Taesombat
Note Jetsada Taesombat

ความหลากหลายทางเพศ

คุณโน๊ต เจษฎา แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้ที่ครอบครัวเคยไม่ยอมรับในเพศสภาพ ได้ตั้งคำถามว่า เมื่อเรารู้จักเกย์ หรือกะเทยสักคน คำถามที่หลายคนมักเจอบ่อยๆ คือ  “…รู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?…”  ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มีคำตอบตายตัว เพราะมันขึ้นกับผู้ถามว่า ถามใคร คำตอบมีได้ทั้ง Born to be เป็นตั้งแต่เกิด ไปจนถึงมีลูกมีเมียแล้วถึงรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

“…คนในสังคมมักมองความหลากหลายทางเพศว่ากลุ่มคนที่ชอบเพศเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง ชายรักชาย หญิงรักหญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ก็คือความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกัน…”

Pride parade on road in Dili Port, Díli, Timor-Leste
Pride parade on road

โลกยอมรับความหลากหลายทางเพศหรือยัง?

“ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของความหลากหลายทางเพศ โลกยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว” นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจ แต่ความจริงแล้ว มีคนข้ามเพศ กะเทย หรือสาวประเภทสอง ถูกฆ่าหรือสังหารกว่า 2,986 คน
(ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยโครงการติดตามการฆ่าสังหารคนข้ามเพศ [Transgender Monitoring] โดยสหภาพคนข้ามเพศยุโรปตั้งแต่ปี 2008 – 2018)

ในขณะที่ประเทศไทยได้เก็บข้อมูลภายใต้โครงการเดียวกันพบว่า มีคนข้ามเพศที่อายุตั้งแต่ 13-53 ปี ถูกฆ่าถึง 21 คน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ คือ…

“ฆ่าเพราะความเกลียดชัง”

สถานการณ์ความรุนแรง การตีตรา และการถูกเลือกปฏิบัติในกลุ่มหญิงรักหญิงต้องเผชิญกับความรุนแรงประมาณ 11% กลุ่มชายรักชาย 13% และกะเทยหรือคนข้ามเพศ 34.8% ซึ่งหากมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ตัวเลขอาจมีเพิ่มขึ้น ที่น่าตกใจคือ สถาบันที่กระทำความรุนแรงที่สุดอันดับหนึ่งคือ ครอบครัว รองลงมาคือ สถาบันการศึกษา และที่ทำงาน ตามลำดับ (ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ)

Monk in Cambodia
Monk

บวชเพื่อรักษาเพศสภาพ

เรื่องราวชีวิตของคุณโน้ตได้รับรู้ถึงความแตกต่างจากการถูกเพื่อนเรียกว่า ตุ๊ด กะเทย หรือแต๋ว  “…มันทำให้เรียนรู้ว่า เรามีพฤติกรรมแตกต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่น เราเรียนรู้ว่านี่เองที่คนเรียกว่าสาวประเภทสอง หรือกะเทย…”  ความแตกต่างนี้ทำให้ครอบครัวเริ่มมีคำถาม เริ่มสงสัย แต่สิ่งที่ครอบครัวทำ คือ  “การส่งไปบวช”

“…การเข้าไปอยู่ในวัด ถูกควบคุมการตื่น การนอน การกิน แต่สิ่งที่เจอในวัดคือ เณรที่ตุ้งติ้ง พระที่ตุ้งติ้ง หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘หลวงแม่’ ‘หลวงเจ๊’ ทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลยต้องมาบวชเพื่อแก้กรรม…”

หลังออกจากวัดจึงต้องเก็บซ่อนความรู้สึกในใจ เพราะไม่อยากถูกส่งมาที่วัดอีก แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อวันหนึ่งคุณแม่มาช่วยจัดของในกระเป๋าและพบกับซองยาที่ไม่มีฉลาก จึงคิดว่าเป็นยาเสพติดและได้นำไปสอบถามที่ร้านขายยา โดยคำตอบที่ได้รับคือ ยาดังกล่าวเป็น  “ยาฮอร์โมนเพศหญิง”

A man portrait in the dark with Silhouette
Portrait in the dark

พบจิตแพทย์เพื่อรักษา

“…แม่มาคุยตรงๆ ว่าเป็นเด็กผู้ชายทำไมต้องกินยาฮอร์โมนผู้หญิงด้วย…”  คุณโน๊ตตอบกลับง่ายๆ ว่าอยากเป็นผู้หญิงเลยกินยาฮอร์โมน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องไปพบกับจิตแพทย์ เพื่อหาทางออกให้กับครอบครัว

คำถามแรกที่หมอถามคือ  “…อยากไปอยู่ทิฟฟานี่ หรืออัลคาซ่าไหม?…”  แต่ในใจของคุณโน๊ตต้องการเพียงแค่อยากให้ครอบครัวยอมรับในความเป็น  “เรา”  ไม่ได้ต้องการจะไปเป็นนางโชว์หรือนักแสดง

คุณหมอจึงได้วาดเส้นตรงลงบนกระดาษ โดยที่ปลายเส้นคือเลขศูนย์ อีกด้านคือเลขสิบ แล้วให้ คุณโน๊ต เลือกเปรียบตัวเองว่า หาก 0 คือผู้ชาย 10 คือผู้หญิง คุณโน๊ตตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยคือ ตนอยู่ที่ 8 และในอนาคตจะไปอยู่ที่ 10 นั่นคือการทำหน้าอกและเปลี่ยนเพศในที่สุด

Ruler
Ruler

สิ่งที่คุณหมอแนะนำต่อคือ หากอยู่ที่ 0 หรือเป็นผู้ชายไม่ได้ ขอให้อยู่ที่ 5 เป็นแค่เกย์ แค่ชายรักชาย ไม่ต้องไว้ผมยาว ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ต้องแสดงออก ไม่ต้องศัลยกรรม เพื่อให้ง่ายต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต แม้ว่าในใจจะรักและชอบเพศเดียวกัน แต่ก็ไม่ต้องเปิดเผยว่าเป็นใคร

“…ในใจไม่เชื่อที่คุณหมอแนะนำนะ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ เราไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่ชายรักชาย แต่เราเป็นสาวประเภทสอง เราเป็นกะเทย…” 

คุณโน๊ต เล่าต่อว่า ครอบครัวพยายามหาสาเหตุถึงการที่โน๊ตเป็นแบบนี้ ซึ่งหมอให้คำตอบที่แทงใจดำว่า  “…เพราะพ่อไม่สามารถเป็น role model (แบบอย่าง) ที่ดีให้กับลูกได้ ลูกจึงไปเลียนแบบพฤติกรรมของแม่และซึมซับความเป็นผู้หญิงแทน…”

man using magnifying glass
man using magnifying glass

ถูกจับตามองตลอดเวลา

เราไปโรงพยาบาลอย่างมีความหวังเพื่อสร้างความเข้าใจกับครอบครัว แต่เดินออกมาจากโรงพยาบาลอย่างสิ้นหวัง…จากบ้านที่เคยมีความสุข กลายเป็นบ้านที่เหมือนติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ทั่ว

คุณหมอได้แนะนำวิธีการพาให้กลับมาเป็นลูกโน๊ตที่ครอบครัวคาดหวัง ซึ่งมีสองวิธีคือ 1. พาไปยังคลินิกที่รักษาบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ และ 2. ใช้วิธีครอบครัวบำบัด ใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ซึ่งคุณแม่ได้เลือกวิธีนี้ 

คุณโน๊ตถูกจับตามองแม้กระทั่งกิริยาท่าทางในการกิน การเดิน การนอน ถูกห้ามแต่งหน้า ห้ามแต่งชุดผู้หญิง และยังถูกห้ามคบเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเป็นกะเทย  “…เราได้แต่ร้องไห้เพราะทำให้ครอบครัวผิดหวัง ทำให้ทุกคนเสียใจ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไป  ‘พ่อ’  ที่เป็น Family man เป็นคนที่ดูแลครอบครัวไม่เคยขาดตกบกพร่องในการเลี้ยงดู กลับถูกคุณหมอกล่าวหาว่าเป็นความผิด ท่านจะรู้สึกอย่างไร…”

ในช่วงนั้นได้เปรียบการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเป็นการใช้ชีวิตในนรก แต่ประจวบเหมาะที่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ จึงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อจะไปให้ไกลที่สุดจากบ้าน เพราะไม่ต้องการถูกจับจ้อง จับตามอง และเลือกลงเรียนในทุกช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เพื่อเลี่ยงการกลับบ้านในช่วงปิดเทอม ทำให้สามารถจบปริญญาตรีภายในสามปีครึ่ง

จากเดิมที่ครอบครัวมีความกังวลที่มีลูกหรือคนในครอบครัวเป็นกะเทยหรือเป็นสาวประเภทสอง ก็กังวลเพิ่มขึ้น กังวลว่าจะไม่มีงานที่ดี กังวลว่าจะอายุสั้น กังวลว่าจะไม่เจอรักแท้ โดนหลอกลวงเรื่องความรัก ซึ่งความกังวลเหล่านี้ไม่ถูกอธิบายหรือคลี่คลายออกมาบนฐานของความเข้าใจในประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศ สิทธิมนุษยชน นำไปสู่ความกลัว

Note Jetsada Taesombat
Note Jetsada Taesombat

จุดเปลี่ยน

หลังจากเรียนจบ คุณโน๊ตได้ทำงานในประเด็นด้านสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น  “กะเทย”  หรือ  “สาวประเภทสอง”  ต่อมาได้ก่อตั้งเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยร่วมกับเพื่อนและคนจัดทำโครงการ การสร้างแนวปฏิบัติสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานเป็นกะเทย โดยได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะทางเพศ มีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) เป็นพี่เลี้ยง จนในปัจจุบันได้จดทะเบียนเป็น  “มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน”

“…เราต้องการพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจลูกที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกะเทยหรือสาวประเภทสอง และทำให้พวกเขาเข้าใจพ่อแม่มากขึ้น เพราะหลังจากทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้เราคิดถึงครอบครัวของตนเองในอดีต”

“…การที่เราเป็นกะเทยหรือสาวประเภทสองทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับแรงเสียดทาน รับแรงกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะจากญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน คนรอบข้าง หรือเพื่อนร่วมงานที่ต่างถามว่า เลี้ยงลูกยังไงให้ผิดเพศ…”

man with woman's bag
man with woman’s bag

ฉันเป็นอะไร

ความกลัวไม่อยากให้ลูกเป็นกะเทยหรือสาวประเภทสอง ทำให้ต้องพาลูกไปบวช พาไปพบจิตแพทย์ ห้ามแต่งกายต่างๆ นานา การกระทำดังกล่าวมาจากความรักและความปรารถนาดี แต่ขาดความรู้และความเข้าใจ จึงอยากจะให้ครอบครัวที่กำลังมีคำถาม มีข้อสงสัยว่าตัวเองเป็นเพศอะไรมองว่า…

  • ไม่ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร เพราะเราไม่สามารถหาสาเหตุได้
  • ไม่ต้องหาคนผิด เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิด
  • เด็กและเยาวชนไม่ได้มีแค่เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย
  • ไม่ใช่เรื่องความผิดปกติทางจิต ไม่ใช่เวรกรรม ไม่ใช่บาปกรรมจากชาติก่อน

หากเราเข้าใจตรงจุดนี้จะทำให้เรายอมรับครอบครัวได้มากขึ้น

“หากในวันนั้นโน๊ตเลือกที่จะไปอยู่เลขห้า หรือเลขศูนย์ ในสภาวะที่กดดัน วันนี้เราคงไม่ได้มาคุยกัน ปัจจุบันโน๊ตเลือกที่จะลบเส้นนั้นออกจากหัวใจ เพราะมันทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น ภาคภูมิใจในความเป็นกะเทย ภาคภูมิใจในความเป็นเพศของเรามากขึ้น”

Gender non-conforming 10 year old child plarying outside
Gender non-conforming 10 year old child plarying outside

สรุป

คุณล่ะ อยู่ตรงจุดไหนของเส้น หากเพื่อนที่นั่งข้างๆ เลือกที่จะอยู่ตรงเลข สาม ห้า หรือแปด คุณจะยอมรับเขาได้ไหม? ถ้าหากไม่มีเส้นของความเป็นเพศนี้อยู่เลย เราจะยอมรับกันได้ไหม? อยากให้ทุกคนมองข้ามคำว่าเพศออกไป แล้วเคารพในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ต้องอายที่จะยอมรับว่า  “ลูกฉันเป็นกะเทย”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากเวทีการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ เรื่อง “ครอบครัว จุดเริ่มต้น และจุดเปลี่ยนของมายาคติ” 
โดยคุณโน๊ต เจษฎา แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

บทความน่าอ่านต่อ