All Articles

Unseen Switzerland: เบิร์นที่ไม่เคยถูกลืม

หากพูดถึงประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) จะต้องติด 1 ใน 3 ที่ทุกคนนึกถึง…ภาพในห้วงความคิดคือเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมะ ความสวยงามของทุ่งดอกไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม และเมื่อถามถึงเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักคงหนีไม่พ้นสถานที่ทัวร์นิยม ลูเซิร์น (Luzern)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพการโฆษณาที่บริษัททัวร์นิยมใช้มักเป็นภาพของ Kapellbrücke สะพานไม้และหอคอยกลางน้ำอันเป็นจุดเด่นและถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้ กอปรกับลูเซิร์นเป็นเมืองที่มีแหล่งละลายทรัพย์ทำให้บริษัททัวร์จากทั่วโลกนิยมพาลูกทัวร์มาลงทำให้หลายคนรู้จักเมืองลูเซิร์นมากกว่าเมืองหลวงที่แท้จริงของสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวงที่ถูกลืม เป็นคำที่หลายคนนิยามเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศอันสวยงามและมีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกลับมีเมืองหลวงที่ขาดจุดเด่นนั้นไป นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยไม่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์ ต้นฉบับของการเดินทางถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำที่คุ้นหูว่า “เมืองหลวงที่ถูกลืม” บันทึกเป็นเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เมืองที่ถูกลืมกลับมีชื่อเสียงอีกครั้ง

Bern หรือ กรุงเบิร์น เมืองหลวงที่ถูกลืมของสวิตเซอร์แลนด์ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาเมืองเก่าแห่งยุโรป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเขตเมืองเก่าที่ผ่านสงครามโลกมาทั้งสองครั้งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) และสถาบัน ECA International ยังจัดอันดับให้เบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในยุโรปคู่กับกรุงโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2019 – 2020 อีกด้วย

ประวัติของเมืองหลวงที่ถูกลืมเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย จากเมืองหลวงที่ถูกลืมอันเงียบสงบกลับกลายเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืม เพราะความสวยงามของเมืองเก่าที่หลายคนพบเห็นยิ่งทำให้กรุงเบิร์นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่บริษัททัวร์ต้องเพิ่มเมืองแห่งนี้ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในสวิตเซอร์แลนด์

Bär Graben

ภาพจำที่หลายคนมักเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ เมื่อไปเยือนเมืองหลวงที่ไม่เคยถูกลืมหนีไม่พ้นกับ บ่อหมี (Bär Graben) ที่อยู่คู่เมืองมาแต่เริ่ม (Bern พ้องมาจาก Bär ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าหมี) ด้วยความที่เจ้าเมืองในอดีตประกาศว่าจะตั้งชื่อเมืองตามชื่อสัตว์สายพันธุ์แรกที่เจอ “หมี” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองไปโดยปริยาย

นอกจากบ่อหมีแล้ว กรุงเบิร์นยังมีจุดน่าสนใจอยู่หลายแห่ง รวมถึงจุด Unseen ที่หลายคนไม่คาดคิดซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีมนต์เสน่ห์แห่งอดีตสะท้อนผ่านอิฐของตัวอาคาร พื้นถนน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

Bundeshaus

Unseen สถานที่แรกอยู่ที่ อาคารรัฐสภาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Bundeshaus) เพราะอาคารแห่งนี้เป็นที่ทำการระดับประเทศ แต่กลับเปิดให้ผู้คนสามารถเดินเข้าไปในบริเวณโดยรอบได้ รวมถึงมีม้านั่งและจุดพักผ่อนให้กับผู้คนที่เข้ามาได้ผ่อนคลาย เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมที่หลายคนไม่คาดคิด เพราะอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงทำให้สามารถมองเห็นวิวของเมืองเก่าได้อย่างชัดเจน จึงถือเป็นสถานที่ Unseen ที่อาจจะไม่อยู่ในลิสต์ทัวร์นิยม 

ด้านหน้าของอาคารรัฐสภาฯ เป็นจัตุรัสกว้างและลานน้ำพุที่เรียกว่า Bundesplatz อีกฟากฝั่งเป็น ที่ทำการธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Schweizerische Nationalbank) เป็นอีกจุดที่มีสวยงามและมีความสำคัญ เพราะนอกจากลานน้ำพุแล้วในวันหยุดจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นตลาดดอกไม้ที่กลางลานจตุรัส จึงทำให้ลานแห่งนี้กลายเป็นอีกจุดที่หลายคนควรแวะเวียนมาบันทึกการเดินทางก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

Käfigturm

เดินเข้ามายังส่วนเมืองเก่าถัดจากถนนเส้นหลักควรเริ่มต้นที่ Prison Tower หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า Käfigturm ในอดีตใช้สำหรับคุมขังอาชญากร แต่ในปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย

Käfigturm ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานและการบูรณาการหลายต่อหลายครั้ง การเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง รวมถึงใช้เป็นจุดรวมพลกรณีมีเหตุการด่วน ในปัจจุบันทางเดินลอดหอหอยมีรางสำหรับรถรางให้ผ่านด้านล่าง เกิดเป็นอีกภาพที่สวยงาม ผสานอาคารในอดีตและเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกันถือเป็นจุดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนกรุงเบิร์น

Zytglogge

นอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน Käfigturm ยังมีนาฬิกาดาราศาสตร์ Zytglogge เป็นจุดเด่น เพราะทุก ๆ ต้นชั่วโมงจะมีการแสดงเต้นระบำโดยตุ๊กตาที่อยู่ด้านข้าง ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมายืนรอรับชมโชว์น่ารัก ๆ นี้ โดยนาฬิกาจะเริ่มเต้นระบำเป็นวงกลม 4 นาทีก่อนถึงชั่วโมงถัดไป ใครที่อยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวสามารถ คลิก เพื่อชมคลิปได้เลย

Kindlifressenbrunnen

ตรอกด้านข้างบริเวณใกล้ ๆ กับ Käfigturm จะพบกับจุด Unseen ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองแห่งนี้คือ Kindlifressenbrunnen หรือน้ำพุยักษ์กินเด็ก เมืองแห่งนี้มีน้ำพุสาธารณะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ในจุดนี้มีรูปปั้นที่โด่งดังประดับอยู่ทำให้กลายเป็นอีกจุดพิเศษที่ผู้คนแวะเวียนกันมาถ่ายภาพ

รูปปั้นบนยอดน้ำพุแห่งนี้แรกเริ่มมีชื่อว่า Platzbrunnen แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Kindlifressen ที่แปลว่า ตัวกินเด็ก สื่อถึงยักษ์ที่อยู่ปลายยอดของน้ำพุที่กำลังจับเด็กกิน เพื่อต้องการให้เด็กรู้ว่าหากไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะมียักษ์มาจับไปกิน คล้ายกับในนิทานหลอกเด็กนั่นเอง

Einstein-Haus

กลับมาบนถนนเส้นเดียวกับ Käfigturm มีบ้านพักชั่วคราวของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือที่เรียกว่า Einstein-Haus เคยเป็นสถานที่พักพิงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (1903-1905) และในปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่นักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางมาเพื่อเข้าชม เพราะสถานที่มีภาพถ่ายและผลงานบางส่วนของเขา โดยค่าเข้าชมจะอยู่ที่ 6 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 180 บาท สามารถตรวจสอบตารางวันเวลาเปิดเข้าชมได้ที่ einstein-bern.ch

Berner Münster

เดินต่อไปบนถนนเดียวกันจะเจอเข้ากับมหาวิหารแห่งกรุงเบิร์น (Münster St. Vinzenz หรือ Berner Münster) ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีความสำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ โดยสถานที่แห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและขึ้นไปยังระเบียงของหอคอยได้ โดยมีค่าเข้าอยู่ที่  5 ฟรังก์ (CHF.) ประมาณ 150 บาท

โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างแค่ตัวโบสถ์ถึง 150 ปี และได้ถูกต่อเติมให้มีหอคอยอันเป็นจุดชมวิวแห่งกรุงเบิร์น โดยมีบันไดวนทั้งสิ้น 285 ขั้น เรียกได้ว่า เดินวนไปจนเวียนหัวเลยทีเดียว สำหรับทางขึ้นหอคอยจะเป็นลักษณะทางเดินที่แคบและชัน ทำให้การขึ้นไปชมค่อนข้างจะลำบากและใช้เวลานาน 

แม้ว่าการเดินขึ้นมาจะค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อได้มาเห็นวิวที่มองจากระเบียงหอคอยแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะวิวจากหอคอยเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอีกมุมที่มองไปยังอาคารรัฐสภาฯ และสามารถเดินวนได้ 360 องศา แต่สำหรับระเบียงบนหอคอยแห่งนี้มีความกว้างเพียงพอสำหรับหนึ่งคนยืน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวความสูงเพราะจะต้องยืนชิดกับขอบระเบียงที่มีความสูงมาก ๆ เตือนแล้วนะ!!!

นอกเหนือจากสถานที่ข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่คู่ควรแก่การไปเช็คอิน เพราะคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ การรักษาเมืองที่มีมาแต่โบราณให้อยู่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กรุงเบิร์นเป็นเมืองหลวงที่คู่ควรแก่การรักษา หากท่านใดได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่าลืมตั้งให้กรุงเบิร์นเป็นเป้าหมายหลักของคุณด้วยนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองที่ไม่เคยถูกลืมนั้นมีกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ครุกกรุ่นและเรียกร้องให้ผู้คนศึกษาอยู่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ปิดเทอมสร้างสรรค์ เปิดหน้าต่างสู่การเรียนรู้

ปัญหาของผู้ปกครองในช่วงปิดเทอมคือ “สามเดือนนี้ จะให้ลูกทำอะไร?” จากผลสำรวจในปี 2561 พบว่า กิจกรรมที่เด็ก เยาวชน ตั้งใจจะทำในช่วงปิดเทอม 3 อันดับแรก คือ เล่นมือถือ อินเตอร์เน็ต 71% ตามด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด 53% และหางานพิเศษทำ 46% นั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการจริงหรือ?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

กิจกรรม “ปิดเทอมสร้างสรรค์” เป็นกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ในทุกพื้นที่นี้ เรียกว่า “พื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ และกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมาะสมกับช่วงวัย ทั้งด้านสุขภาพ กาย สังคม จิต และปัญญา ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อเป็นรากฐานของไทยแลนด์ 4.0

การจัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมในพื้นที่สร้างสรรค์ ช่วยสร้างให้เด็กมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และมุ่งหวังให้เป็น 3 เดือนแห่งการปิดเทอมที่มีประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

“ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่สำคัญ เป็นช่วงเวลาว่างของเด็กเยาวชน ที่ออกจากการเรียนการศึกษาชั่วคราว และเป็นเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหากิจกรรมหรือสถานที่ที่รองรับบุตรหลานเพื่อให้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์”

จากผลสำรวจของ ยูรีพอร์ต (U-Report) ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟในระหว่างปี 2560 – 2561 พบว่า เยาวชนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย ขณะที่ 35% รู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย และมีเพียง 12% ที่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากได้ทราบช่องทางการเข้าถึง เด็กเยาวชนจึงอยากให้รัฐบาลได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กเยาวชนให้มากที่สุดถึง 42% และ 1 ใน 3 อยากมีส่วนร่วมในการสร่างสรรค์ในชุมชน

จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนได้มีการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และมีสุขภาวะทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดี การสนับสนุนให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การจัดกิจกรรมให้เด็กออกกำลังกายตามความถนัดของตนเองทั้งในเวลาปกติและในช่วงปิดเทอมจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรสนับสนุน

เพื่อทำให้ปิดเทอม เป็นปิดเทอมที่สร้างสรรค์แก่เด็ก ๆ พ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชวนลูกหลานให้ออกจากกรอบสี่เหลี่ยมของสมาร์ตโฟน อย่างน้อยก็ในช่วงปิดเทอมให้มาใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้กิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ทั้งหมดถูกรวบรวมเอาไว้ในเว็บไซต์ “www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com หรือ Facebook: ปิดเทอมสร้างสรรค์” เพื่อให้เด็กและเยาวชน ผู้ปกครองเข้าถึงได้ง่าย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ

เคยถามตัวเองไหมว่า แต่ละวันเราสร้างขยะมากน้อยแค่ไหน? การไม่สร้างขยะคือคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาขยะ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนสร้างขยะกันทุกวัน แล้วอะไรคือทางออกของปัญหานี้?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นิทรรศการหมุนเวียน “Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ” นิทรรศการที่จะชวนสำรวจพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดขยะ และนำเสนอทางออกของปัญหานี้ พร้อมตัวอย่างนวัตกรรมการจัดการขยะตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ เพื่อย้อนกลับมาถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเริ่ม “ลดการสร้างขยะ” และ “จัดการขยะ” เสียที

“เรื่องขยะไม่ใช่เรื่องใหม่ และเราผลักดันเรื่องนี้กันมาไม่ต่ำกว่า 3 ทศวรรษ พอถึงจุดที่เรารับรู้ว่าปัญหานี้เริ่มโถมทับสังคมจนอยู่เฉยไม่ได้ เราจึงต้องกลับมาจุดประกายในเรื่องของปัญหาขยะอีกครั้งหนึ่ง”

ขยะที่มากเกินและการจำกัดขยะที่ไม่ถูกวิธีส่งผลกระทบต่อโลก ทำให้เกิดความแปรปรวนกับสภาพอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติต่าง ๆ ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้พัฒนาสู่การเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ยิ่งทำให้มีการผลิตขยะมากขึ้นตามมา และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย

“สำหรับนิทรรศการ ‘Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะ’ จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งกระตุ้น แต่คงไม่เพียงพอ เพราะทุกคนต้องช่วยกันผลักดันช่วยให้ประเทศไทยลดขยะ และสร้างสุขภาวะจากการลดปัญหาจากขยะต่อไป โดยหวังว่าทุกคนจะช่วยกัน”

นิทรรศการหมุนเวียนเรื่องนี้ ต้องการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เข้าชม ได้มาเรียนรู้ ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ขยะล้นโลกในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ 1. Waste Land ที่จะทำให้เห็นในเรื่องของการ Check & Shock ให้กับผู้เข้าชมรู้ว่า พฤติกรรมของขยะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน ร้านค้า สำนักงาน ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเรามีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดขยะได้อย่างไร 2. Waste Game & Waste Movie ที่จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ปัญหาขยะในปัจจุบัน และวิธีการแยกขยะประเภทต่าง ๆ 3. Waste Wow แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่เกิดจากการนำขยะมารีไซเคิลในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อลดขยะโดยเฉพาะ และ 4. Waste World จุดแสดงการเรียนรู้ต้นแบบวิธีการจัดการขยะในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน องค์กร ไปจนถึงระดับประเทศ

โดยนิทรรศการนี้จะแสดงให้เห็นการจัดการแยกขยะ การนำกลับมาใช้ในรูปแบบที่หลากหลาย ไปจนถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ และการผลักดันนโยบายระดับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากปัญหาจากขยะ

“หากมีการจัดการขยะทางต้นทางแล้ว ปลายทางก็ต้องจัดการด้วยเช่นกัน” หากรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกขยะ แต่ทางสำนักงานเขตนำขยะที่เก็บมารวมเอาไว้ที่เดียวกันก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงอยากเสนอให้หน่วยงานที่จัดเก็บขยะจ่ายเงินค่าขยะที่ถูกแยกประเภท แทนการเก็บค่าบริการจากชุมชน แต่หากบ้านไหนไม่คัดแยกขยะค่อยเก็บค่าบริการ ซึ่งทางเขตก็สามารถนำขยะที่คัดแยกแล้วมาจัดการต่อได้ แต่กระบวนการนี้ต้องไม่มีคำว่าผิดกฎหมาย เพื่อการกำจัดขยะสู่ Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะอย่างแท้จริง

สรุป

การจัดการขยะควรเริ่มตั้งแต่ต้นทาง คือ จากตัวเรา ลดการสร้างขยะเกินความจำเป็น ใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ รวมไปถึงการงดรับถุงพลาสติก นอกจากนี้การจัดการของหน่วยงานจัดการขยะก็ควรช่วยกันจัดการที่ปลายทางด้วย เพื่อให้ขยะที่ถูกคัดแยกมาจากต้นทาง ไม่เสียเปล่า

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพโดย สสส.

“วิชาชีวิต” ภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนยุคใหม่

สิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่งในห้องเรียน ไม่ได้สอนว่ากระสุนนัดแรกที่ยิงออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต วิชาชีวิตจึงเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนรับมือกับปัญหาได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“ก่อนที่จะพูดถึงวิชาการด้านอื่น ๆ ทักษะชีวิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้เราดำรงชีวิต และมีชีวิตรอดจากปัญหา หรืออะไรก็ตามในยุคปัจจุบัน” 

เด็กและเยาวชนเป็นวัยของการแสวงหาอัตลักษณ์ของตนเอง พวกเขาจะมองหาต้นแบบของผู้ใหญ่ที่ตนเองต้องการจะเป็น และยังเป็นวัยแห่งความท้าทาย การที่ผู้ใหญ่คอยห้ามในสิ่งต่าง ๆ ยิ่งทำให้เด็กไม่เชื่อฟัง ซึ่งภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่พบในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ทักษะชีวิตที่เคยเรียนในอดีตจึงไม่ใช่ประสบการณ์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้และรับมือได้ในวันนี้

“ป้ารู้ไหมครับ ถ้าหากสมัยที่ผมเป็นนักเรียน แล้วได้เรียนวิชาชีวิต ได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้รู้ปัญหาของสังคมอย่างจริงจังเหมือนที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ผมจะไม่ติดคุกแน่ นี่คือคำพูดของเด็ก ๆ ที่พูดกับป้า”

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการสอนวิชาชีวิตว่า การเรียนรู้ในเรื่องแวดล้อมรอบตัว ข่าวสารสังคมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี โดยให้เด็กในบ้านวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ รวมถึงการดูภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์ การตัดสินใจทางเลือก การวิเคราะห์ผลของการตัดสินใจนั้นว่าจะส่งผลอะไรต่อไปในชีวิต

เด็ก ๆ ได้บอกกับตนว่า หากได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก่อนวันที่กระทำความผิด พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่กระทำแบบนั้น ซึ่งบ้านกาญจนาภิเษกเป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำ มีหน้าที่เยียวยาในปลายเหตุ แต่โรงเรียนและบ้านคือต้นน้ำ ถ้าหากนำวิชาชีวิตไปอยู่ที่ต้นน้ำได้ จะก่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่มักจะให้ความหมายว่า เยาวชนคืออนาคต อนาคตจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดให้กับเด็ก แต่หากเปลี่ยนความหมายให้เยาวชนคือปัจจุบันด้วย ผู้ใหญ่จะต้องหันกลับมามองว่า ณ วันนี้ได้เปิดพื้นที่อะไรให้กับเด็กและเยาวชนบ้าง ถ้าหากยังไม่เปิดจะสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใด ด้วยเครื่องมือไหน ซึ่งวันเยาวชนไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่มาคิดอะไรให้กับเด็ก แต่ควรเป็นวันที่มีการเริ่มต้นในนโยบายใหม่ ๆ เช่น ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้เข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และเปล่งเสียงด้วยตัวเองว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร

น้องบี (นามสมมติ) จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าถึงอดีตที่โตมากับสภาพแวดล้อมของการพนัน ทำให้ตนมีนิสัยรักสนุกจากการเสี่ยงดวง โดยเริ่มออกปล้นเพื่อหาเงินมาเล่นพนันจนต้องมาอยู่ในสถานพินิจว่า หลังจากได้เรียนวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาฯ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจคนในครอบครัว ได้เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองต้องแก้ไข จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความต้องการดูแลคนข้างหลัง ดูแลพ่อแม่ เพราะในวันที่เข้าสถานพินิจ มีเพียงพ่อแม่ที่ยังสนใจเขาอยู่

น้องเอ (นามสมมติ) อดีตเด็กติดเกม เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในอดีตที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ตนเคยติดเกมและตั้งใจที่จะเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ โดยเล่นเกมติดต่อกันนานที่สุดเป็นเวลา 3 วัน หารายได้จากการเล่นเกม ส่งผลกระทบให้ไม่อยากเข้าสังคม เพราะเมื่ออยู่ในสังคมคนรอบข้างมักมองว่าตนเป็นเด็กเกเร เด็กติดเกม ยิ่งทำให้ตนหันเข้าสู่โลกแห่งความเสมือน เสพติดการเล่นเกมและมีเพียงสังคมในเกมที่คอยรับฟังปัญหา

จนกระทั่งถูกคนแถวบ้านชวนออกไปทำกิจกรรมในชุมชน จึงเริ่มออกมาสู่โลกที่มีผู้คน ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างมองตนเองในทางที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกมาทำในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ และอยากจะฝากบอกกับคนที่ติดเกมว่า ควรเล่นให้พอดี อย่าเล่นเกมจนลืมคนรอบข้าง อย่ามองแต่ข้อดีโดยไม่ได้มองว่ามันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ควรให้เวลากับทุกสิ่งทุกอย่าง และควรหาความพอดีของการเล่นเกมให้เจอ นี่แหละคือวิชาชีวิตที่ตนเองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดกลับตัวกลับใจได้ทัน หรือหากคิดได้ก็อาจจะสายเกินไป เพราะการกระทำความผิดนั้นง่ายเพียงนิดเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นยากเกินจะคาดเดา วิชาชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดในสังคมให้กับเด็กไทยยุคใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน เด็กและเยาวชนควรมีภูมิต้านทานที่อย่างน้อยจะช่วยให้เด็กฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากกระทำของตนเอง

สรุป

เพราะทุกคนไม่ได้มีแต่ด้านมืด แต่ยังมีด้านสว่างที่รอให้มีใครมาจุดประกาย แต่อย่าทำในวันที่สายเกินไป การเรียนรู้ทักษะวิชาชีวิตจะช่วยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สว่าง ก่อนที่ความมืดจะครอบงำสติ และช่วยชี้ทางออกให้กับทุกปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

กรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้” แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สสส. กทม. ม.สยาม และเขตในพื้นที่ และที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะอย่างสมบูรณ์แบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากเกณฑ์มาตรฐานโลกที่ระบุเอาไว้ว่า ควรมีพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากร 9.0 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งเขตภาษีเจริญ มีพื้นที่สีเขียวเพียง 0.2 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น จึงเกิดเป็นโจทย์ในการทำสวนสุขภาวะแห่งนี้

สาเหตุที่คนในกรุงเทพฯ มีสุขภาพไม่ดีเป็นเพราะสภาพแวดล้อม เนื่องจากไม่มีพื้นที่ที่เอื้อต่อสุขภาวะ ไม่มีที่สำหรับเดิน วิ่ง และหายใจ ต้นไม้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการฟอกออกซิเจน ทำให้มีแต่มลพิษ จึงได้ทำการสำรวจ 2067 ชุมชน 50 เขต พบว่า มีพื้นที่รกร้างและสุ่มเสี่ยงเกือบ 50% และ 62% พบว่ามีพื้นที่รกร้างและเปลี่ยว ซึ่งเป็นที่มั่วสุมอีกด้วย

“มีการร้องเรียนถึงความสกปรกผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งพอมาดูก็พบว่าสกปรกจริง ๆ” จุดเริ่มต้นของการเข้ามาดูแลพัฒนาพื้นที่รกร้าง ซึ่งคนในชุมชนได้มีการจัดการพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เกิดการร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่ช่วยกันจัดการให้พื้นที่รกร้างหลังม.สยาม กลายเป็นสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้

การออกแบบสวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกเพศทุกวัยสามารถใช้งานได้พร้อมกันผ่านการเรียนรู้ 7 ประเภทคือ การมองเห็น กายภาพ การใช้คำ การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละคน แต่ละเวลา ทำให้ทุกคนในบ้านมีพื้นที่ใช้งานตามความประสงค์ได้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เตะบอล เล่นหมากฮอส และเรียนรู้การใช้เสียงจากการเคาะ ซึ่งนอกจากที่สวนพื้นสุขภาวะที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรคำนึงต่อไปคือ การจะทำเกิดความยั่งยืน โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนให้ช่วยกันรักษา และพัฒนาต่อไป

“การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะจำเป็นจะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยาก”

สรุป

ทุกคนสามารถสร้างสวนสุขภาวะได้ แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้สวนที่เกิดขึ้นมาอยู่ต่อไป ซึ่งเบื้องต้นคนในชุมชนต้องเข้ามาช่วยกันรักษาร่วมกัน และยังได้ชื่นชมคนในชุมชนแห่งนี้ที่สามารถร่วมมือกันพัฒนาสวนแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และอยากให้คนในชุมชนรักกันไปจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘สวนสุขภาวะ – ห้องสมุดกำแพง’ แห่งการเรียนรู้

จากพื้นที่ที่ไม่มีใครเหลียวแล มีเพียงขยะกองโตเป็นภัยอันตรายของชุมชน แต่ด้วยการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นจุดสะท้อนความเข้มแข็งของการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่าย พื้นที่แห่งนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดได้กลายเป็น “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

กรุงเทพมหานครได้มีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยมุ่งสร้างให้แต่ละเขตของกทม. มีพื้นที่สุขภาวะอย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่ง “สวนพื้นที่สุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง” ณ พื้นที่สุขภาวะหลัง ม. สยาม รุ่งฟ้า 36 เขตภาษีเจริญ โดยเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ตามอัธยาศัย เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

ที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันดูแลสวนแห่งนี้ เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมก็จะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และเมื่อคนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ ก็จะเกิดความรัก และการดูแลรักษา เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเรียกได้ว่าเป็นประชารัฐเต็มรูปแบบ ซึ่งสวนแห่งนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจจากหลาย ๆ ฝ่ายและด้วยความร่วมมือของประชาชนจะทำให้สวนแห่งนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืนและถาวร

การทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธีการออกกำลังกาย การขยับร่างกาย แต่เพียงเท่านี้อาจไม่พอ ควรมีพื้นที่ให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิต มาร่วมกันทำกิจกรรม และเมื่อทำกิจกรรมร่วมกันจะเกิดเป็นกิจกรรมทางสังคม เกิดความสัมพันธ์เชิงสังคมและพัฒนาต่อไปในเรื่องของสติปัญญา และจิตใจในเบื้องลึกต่อไป

“สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งนี้ เป็นพื้นที่สุขภาวะชุมชนในเขต กทม. ที่ส่งเสริมสุขภาวะทุกมิติ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ทั้ง 7 รูปแบบ ได้แก่ ด้านกายภาพ การมองเห็น การพูด การเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้ตรรกะ และการฟัง ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสร้างสุขภาวะที่ดีของคนเมืองกรุงต่อไป”

“การที่เราจะรักษาสุขภาพของประชาชนได้นั้น ไม่ใช่ว่าต้องมีโรงพยาบาลมาก ๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่อีกทางคือ เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนจะมีสุขภาพแข็งแรง โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล”

การสร้างสวนพื้นที่สุขภาวะแห่งนี้โดยมุ่งหวังให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงให้กับประชาชน โดยกว่าจะประสบความสำเร็จในวันนี้ ตนได้มองพื้นที่รกร้างแห่งนี้เป็นห้องทดลองที่มีชีวิต การเรียนรู้ที่แท้จริงจะต้องสามารถประยุกต์ให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่นและสังคมได้ ชุมชนแลtสังคมก็เปรียบเสมือนห้องทดลองของมหาวิทยาลัย จึงได้ใช้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่เพื่อเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ และร่วมกันทำงานกับชุมชนและสังคม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของคนในชุมชน เพราะหากไม่มีชุมชนก็ไม่อาจสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้

สรุป

ทั้งนี้สวนพื้นที่สุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง เป็นพื้นที่สุขภาพที่เป็นความภาคภูมิใจของคนในชุมชน และที่สำคัญคือประชาชนในพื้นที่เขตภาษีเจริญที่มีเจตนารมณ์ ความมุ่งมั่นที่ช่วยกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ชีวิตของคนไร้บ้าน

“อยู่ข้างนอกไม่ได้สบาย ตัวใครตัวมัน ใครป่วยตายก็ตัวใครตัวมัน แต่พอมาอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันก็เหมือนเป็นครอบครัว เกิดเป็นความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อต่อกัน เลยเป็นพี่เป็นน้อง และทำให้ความเป็นอยู่ดีกว่าตอนที่อยู่ข้างนอก”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ นายกสมาคมคนไร้บ้าน เล่าจุดเริ่มต้นของตนเองว่า เดิมทีตนประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างชั่วคราว แต่โดนนายจ้างกลั่นแกล้งจึงตกงาน จึงพักอาศัยกับพี่น้อง แต่ด้วยความที่ตนเป็นพี่คนโตจึงไม่ต้องการเป็นภาระของน้อง ๆ เลยตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะแถวสนามหลวง

ต่อมาได้เข้าร่วมกับศูนย์คนไร้บ้านแห่งแรกที่ตลิ่งชัน จนพี่น้องคนไร้บ้านยกให้เป็นตัวแทนเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลในการผลักดันเพื่อก่อสร้างศูนย์คนไร้บ้านที่บางกอกน้อย และต่อมาต้องการขยายศูนย์คนไร้บ้านไปช่วยเหลือคนไร้บ้านทั่วประเทศจึงจัดทีมที่เรียกว่า “การเดินกาแฟ” เพื่อสำรวจพื้นที่ในจังหวัดใหญ่ 3 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ จึงพบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีคนไร้บ้านมากถึง 166 คน จึงต้องการผลักดันให้เกิดศูนย์คนไร้บ้านที่จังหวัดเชียงใหม่จนสำเร็จและกลายเป็นบ้านเตื่อมฝันในทุกวันนี้ แต่การจะทำสัญญาก่อสร้างจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ทำให้ต้องก่อตั้งสมาคมคนไร้บ้านขึ้น และพี่น้องได้ลงความเห็นให้ตนเป็นนายกสมาคมคนไร้บ้านในที่สุด

นายนรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ ประธานเครือข่ายคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงชีวิตของการเป็นคนไร้บ้านว่า หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ มาได้ 40 กว่าปี ก็ตัดสินใจออกจากบ้านมาเชียงใหม่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่น้อง ซึ่งก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตนพยายามหาอาชีพที่เหมาะสมในการสร้างรายได้ของตนเอง แต่มองไม่เห็นอนาคต

ต่อมาได้พบกับกลุ่มคนไร้บ้านจาก กทม.ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของที่อยู่อาศัย จึงเข้ามาร่วมกับเครือข่ายคนไร้บ้าน เพราะมองว่าจะต้องเข้าสังคมเพื่อให้ตนเองก้าวหน้าและมีอนาคต

“สังคมเครือข่ายของคนไร้บ้านทำให้ผมเจริญเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะทางความคิด มีอาชีพที่เป็นที่ยอมรับ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 11 ปีที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และการเปิดศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์” นายนรินทร์ ทิ้งท้ายด้วยความซาบซึ้ง

จำนวนคนไร้บ้านจะไม่เพิ่มขึ้น หากเราใส่ใจดูแลคนในบ้าน และป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อใช้ในการอาศัยอยู่เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ซึ่งต้องมีที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องร่างกายจากอันตรายต่างๆ ศูนย์ฟื้นฟูสำหรับคนไร้บ้านจึงเป็นสถานที่รองรับเพื่อให้พวกเขาสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘บ้านเตื่อมฝัน’ เติมชีวิตคนไร้บ้าน

กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะหลายคนอาจมองว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนปกติที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ฯลฯ จนทำให้ออกจากบ้านมาเพื่อเผชิญกับโลกเพียงลำพัง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การใช้ชีวิตบนพื้นที่สาธารณะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องหวาดระแวงกับการถูกทำร้าย ถูกขับไล่ บวกกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตทำให้กลุ่มคนไร้บ้านไม่สามารถนอนหลับได้อย่างปลอดภัย

“คนไร้บ้านไม่ได้ขี้เกียจ หรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด มีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต” นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงาน สสส. ที่ทำการสำรวจสถานะทางสุขภาพของคนไร้บ้าน พบว่า มีปัญหาการติดเหล้าร้อยละ 64 ซึ่งกลุ่มคนทั่วไปแค่ร้อยละ 30 ทั้งๆ ที่คนไร้บ้านขาดรายได้ และยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

การอยู่ในพื้นที่สาธารณะนาน ยิ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค ไม่ว่าจะโรคปอด หรือโรคติดเชื้อต่างๆ สสส.จึงเข้ามาร่วมทำโมเดล ที่จะทำให้คนทั่วไปเข้าสู่ภาวะคนไร้บ้านให้สั้นที่สุด และกลับคืนสู่สังคมปกติโดยเร็ว ด้วยการพัฒนาศักยภาพ การต่อยอดทักษะอาชีพตามความถนัดของแต่ละคน เพื่อให้สามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้เราเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสจะกลับมายืนอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่ทำให้ สสส. เข้ามาร่วมทำงานเรื่องของคนไร้บ้าน

จากผลการสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และขอนแก่น พบจำนวนคนไร้บ้าน 1,395 คน โดย จ.เชียงใหม่มีกลุ่มคนไร้บ้าน จำนวน 166 คน ล่าสุดลดเหลือ 75 คนโดยประมาณ ซึ่งตนไม่ต้องการรับสมาชิกคนไร้บ้านเพิ่ม แต่อยากช่วยให้พี่น้องคนไร้บ้านกลับสู่ครอบครัว สู่สังคม โดยพยายามสร้างเครือข่าย สร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้อง เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่ครอบครัว สังคม อย่างมีศักดิ์ศรี และป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ศูนย์ที่มีอยู่แล้วสร้างความอุ่นใจให้กับคนไร้บ้านที่เข้ามาอาศัยอยู่ และอยากให้หน่วยงานภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาและป้องกันคนไร้บ้านหน้าใหม่ด้วย

จากความสำเร็จในการก่อตั้งศูนย์ฟื้นฟูฯ ทำให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย นายนรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ ประธานเครือข่ายคนไร้บ้าน เล่าถึงความรู้สึกของการใช้ชีวิตแบบไร้บ้านมาเป็นเวลายาวนาน โดยการตัดสินใจเข้าร่วมเครือข่ายคนไร้บ้านเชียงใหม่ หลังจากที่ถูกชักชวนโดยกลุ่มคนไร้บ้าน กทม. ในขณะนั้น ทำให้จากเดิมอยู่อย่างไร้ความฝัน มีชีวิตอยู่ไปวันๆ แห้งแล้งในจิตใจ แต่วันนี้มีบ้าน มีที่อยู่ เป็นการเติมฝันทำให้หัวใจได้น้ำมีความชุ่มชื้น ทำให้จากคนไร้บ้านกลายเป็นคนที่มีเพื่อนและมิตรในทุกภาค

“บ้านเตื่อมฝัน” ที่แปลว่าเติมฝัน สามารถเติมเต็มมิตรภาพ เติมเต็มความสุข ความฝัน สร้างความหวัง สร้างอนาคตให้กับกลุ่มคนไร้บ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การเปิดศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่จะช่วยให้คนไร้บ้านได้พัฒนาทักษะอาชีพ สามารถเลี้ยงดูตนเอง และกลับสู่สังคมได้ในอนาคตต่อไป 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

‘ไร้บ้าน ไม่ไร้ฝัน’ เติมเต็มพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน

การสร้างบ้านบนพื้นที่ 330 ตารางวา อาจจะไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่สำหรับกลุ่มคนไร้บ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัย พื้นที่ขนาดนี้สามารถเติมเต็มความฝัน และฟื้นฟูจิตใจให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต่อไปในสังคมได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“บ้านเตื่อมฝัน ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่” ออกแบบภายใต้แนวคิด “ศูนย์ตั้งหลักชีวิตและศูนย์พัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนไร้บ้าน” และจะมีการดำเนินงานสร้างอีก 2 ศูนย์ที่ จ.ขอนแก่น และรังสิต ซึ่งจะมีรูปแบบการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน

สำหรับบ้านเตื่อมฝัน ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่เลขที่ 79/2 ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นสถานที่ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยจะให้หยิบยืมทุนและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ เมื่อมีรายได้ก็นำเงินมาคืนเพื่อให้เป็นทุนสำหรับคนไร้บ้านคนอื่นต่อไป

“ผมเชื่อว่า ถ้าไม่เจอปัญหาหนักผู้คนคงไม่หนีออกมาจากครอบครัวหรือชุมชนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องมีอะไรที่ทำให้เขาไม่สามารถอยู่ที่นั่นได้ แต่พอหลุดออกมานี่แหละคือสิ่งสำคัญ พวกเราจะเข้ามาหนุนเสริมยังไง ให้เขายืนอยู่ และกลับสู่สังคมใหม่ได้” นายสมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เล่าถึงเกณฑ์การเข้าพักบ้านเตื่อมฝันที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. ห้องชั่วคราวโดยคิดค่าใช้จ่ายรายวัน 10 บาท เพื่อมาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ จัดพื้นที่กว้างให้นอนร่วมกันโดยมีที่นอนและหมอนให้ยืมชั่วคราว

2. ห้องประจำ 350 บาท/เดือน จัดเป็นห้องที่มีฉากกั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว

3. ห้องมั่นคง 450 บาท/เดือน เป็นห้องที่มีผนังอิฐและประตูไม้กั้น

ราคาห้องประจำและห้องมั่นคงที่เกินมา 50 บาทจะนำเข้ากองทุนสวัสดิการให้แต่ละคนเก็บออมเอาไว้กรณีต้องการกลับคืนบ้านของตนเอง หรือออกจากศูนย์ฟื้นฟูฯ ไปสร้างครอบครัว 

สรุป

การเรียกที่นี่ว่า “ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน” เนื่องจากไม่ได้ดูแลในเรื่องของที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาศักยภาพของคนไร้บ้าน โดยเบื้องต้นได้มีการเสริมสร้างทักษะกลุ่มอาชีพช่าง เกษตร และเบเกอรี่ และภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยในการเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งของคนไร้บ้าน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เคล็ดลับฟื้นฟูสุขภาพ ของ ‘มัม ลาโคนิค’

จากปัญหาสุขภาพกายที่รุมเร้า ที่เกิดจากการไม่ค่อยดูแลตัวเอง จัดระเบียบชีวิตไม่ดี พักผ่อนน้อย และยังไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี ส่งผลให้ป่วยหนัก เช่น ไตเสื่อม น้ำท่วมปอด ก้านหัวใจโต และนิ่วในถุงน้ำดี จนถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสภาพผอมซูบจนแทบไม่มีใครจำได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นอกจากเสียงทุ้มๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักร้องคุณภาพเสียงทรงพลัง มัม ลาโคนิค นักร้อง นักแสดง การฟื้นตัวจากอาการป่วยของ มัม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่า มีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพอย่างไรให้กลับมาฟื้นตัว และดูสดใสเปล่งปลั่งเช่นนี้

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีในวันนี้ มัม ลาโคนิค ที่หลายๆ คนจะคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะนักแสดงที่สร้างความสนุกให้กับผู้ชม และในฐานะเจ้าของเพลง “ความลับ” จากอัลบั้ม Be My Guest ได้อัพเดตเรื่องราวสุขภาพ ว่า ตอนนี้สุขภาพทั้งกายและใจของตนเองเป็นปกติดี โดยมีเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพคือ การตั้งกฎระเบียบให้ชีวิตของตัวเองมีวินัยมากขึ้น ไม่ปล่อยปละละเลย หมั่นออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็รู้ว่าทำแล้วดี แค่ต้องเริ่มทำมันก็เท่านั้นเอง

มัม ลาโคนิค เล่าถึงวิธีรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงคงที่ด้วยการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง เดินเร็ว และหากมีเวลาจะพยายามเข้าฟิตเนสเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่คนเรามีร่างกายที่แข็งแรงนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่ง มัม ได้รับกำลังใจที่ดีจากตัวเองและคนรอบข้าง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันโรคร้ายต่างๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมีคติในการใช้ชีวิต คือ การคิดบวก เป็นคติที่ใช้ในการดำรงชีวิตเป็นประจำ โดยปล่อยวางในทุกสิ่ง ไม่เก็บไปคิดให้เสียสุขภาพจิต และตั้งตนอยู่ในการเป็นคนดี คิดดี ทำดี ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปฏิบัติอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ มัม ยังเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายง่ายๆ ด้วย การวิ่ง เพราะทำให้การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง  มีอารมณ์ที่แจ่มใส สดชื่น และนอกจากนี้ มัม ยังได้เข้าร่วมโครงการวิ่งสายสัมพันธ์ ณ เชียงของ สองฝั่งโขง ซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีของประเทศไทยและลาว และยังเป็นการวิ่งครั้งแรกของ มัม อีกด้วย

การดูแลสุขภาพให้ดีทั้งกายและใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ