All Articles

จีสปอตเกย์อยู่ตรงไหน อะไรที่ทำให้เกย์รับเสียว?

ชายจริงหญิงแท้หลายคนอาจจะสงสัยว่ากลุ่มชายรักชาย หรือกลุ่มเกย์ ทำไมถึงร่วมรักกันทางประตูหลัง มันไม่เจ็บเหรอ? รูทวารจะฉีกขาดมั้ย? ทำไมเกย์ถึงยอมให้อีกฝ่ายเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไป?

บทความนี้ปรภจะมาอธิบายหลักทางเทคนิคที่กลุ่มชายรักชายหลายคนอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่หลายคนก็อาจจะเป็นเก้งมือใหม่เพิ่งเข้าวงการ เลยยังไม่กล้าเปิดประตูต้อนรับให้ใครเข้าบ้าน

อธิบายคำศัพท์
มิจิ – อวัยวะเพศหญิง
มิดจู้ – อวัยวะเพศชาย
ประตูหลัง – ทวารหนักของเกย์รับ

banner
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Advertisements

ก่อนอื่นเลยอธิบายแบบหยาบๆ ก่อนว่า เกย์รุก คือผู้ที่นิยมเป็นฝ่ายกระทำ โดยใช้อวัยวะเพศชายสอดใส่เข้าไปทางทวารหนักของเกย์รับ ตรงนี้ที่หลายๆ คนมักจะเกิดข้อสงสัยว่า มันไม่เจ็บเหรอ? มันเสียวตรงไหน?

อย่าเพิ่งตกใจและร้องอี้ไป เพราะก่อนที่เกย์รุกจะเปิดประตูหลังของฝ่ายรับ ก็จำเป็นจะต้องมีการเคาะประตูเสียก่อน เพราะถ้าพรวดพราดกระแทกเข้าไป มีหวังเจอเหมืองทองกระเด็นกระจายอย่างแน่นอน

แต่บทความนี้ไม่ได้มาลงดีเทลการมีเซ็กส์ของกลุ่มเกย์ แต่ถ้าใครอยากรู้ก็ไปตามอ่านบทความที่เกี่ยวข้องด้านล่างนี้ได้

จีสปอตเกย์อยู่ตรงไหน?

กลับมาที่จุดจีสปอต หรือจุดเสียว ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่าจีสปอตผู้หญิงของผู้หญิงจะอยู่ภายในผนังช่องคลอดใต้กระเพาะปัสสาวะ เวลาผู้ชายกระตุ้นถูกจุด ก็จะระเบิดความเสียวออกมาอย่างยาวนาน

แต่สำหรับผู้ชาย จุดจีสปอตของเกย์จะเล็กมาก ถ้าให้อธิบายละเอียดก็คือ จีสปอตเกย์อยู่ระหว่างท่อทางเดินปัสสาวะ กับกล้ามเนื้อที่ใช้กลั้นฉี่ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่สเปิร์มจะไหลจากต่อมลูกหมากไปยังมิดจู้

การจะกระตุ้นจุดเสียวของเกย์ หรือของเพศชายจะทำเหมือนเพศหญิงไม่ได้ เพราะไม่ได้มีมิจิด้านหน้า ก็เลยต้องอาศัยการกระตุ้นผ่านผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเข้าไปทางประตูหลัง ก็เลยเป็นที่มาของเกย์รุก ที่ใช้มิดจู้พิชิตประตูหลังเพื่อให้มีเซ็กส์ในแบบฉบับของเกย์

แม้ว่าจริงๆ จะมีเกย์บางคนไม่ชอบการมีเซ็กส์ทางประตูหลังอยู่เยอะก็ตาม : อ่าน เกย์ไม่ชอบเซ็กส์ทางประตูหลังมีอยู่จริง

banner

ช่วยตัวเองให้ถึงจุดสุดยอดผ่านจีสปอตได้หรือไม่?

จริงๆ แล้วจุดเสียวเกย์สามารถสำเร็จความใคร่ได้ด้วยตัวเอง แต่ข้อควรระวังก่อนจะเริ่มภารกิจคือ ตัดเล็บและตะไลให้หายคมเสียก่อน จากนั้นใช้เจลหล่อลื่นทาทั่วบริเวณประตูหลังและนิ้วมือ

จากนั้นใช้นิ้วมือข้างที่ถนัดสอดเข้าประตูหลังไม่ต้องลึกมาก ให้นิ้วมือกระดกไปทางด้านหน้า (ด้านมิดจู้) แล้วกดคลึงเบาๆ ตรงผนังของลำไส้ใหญ่

แต่หากต้องการกระตุ้นจีสปอตเกย์จากภายนอก ก็สามารถนวดคลึงบริเวณใต้ลูกอัณฑะตรงส่วนโคนมิดจู้ ให้นวดคลึงเป็นวงกลมเล็กๆ เหมือนกับทาครีมก็ได้

Advertisements

ทำไมถึงเรียกจีสปอตว่าจุดเสียว

ความเสียวจากการถูกกระตุ้นที่จุดจีสปอตมันรุนแรงมากกว่าเวลาที่ผู้ชายน้ำแตก เพราะมันคือสัมผัสรสชาติที่ทำให้รู้สึกตัวลอยยยยย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ชายแท้หลายๆ คน เมื่อได้โดนกระทำครั้งนึงแล้ว อาจจะติดใจกับความเสียวจากจีสปอต

สาระความรู้เกี่ยวกับจีสปอต จุดเสียวเกย์

ข้อมูลทางวิชาการ ผลสำรวจโดย The World Association for Sexology ระบุว่า ผู้ชายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าการถูกกระตุ้นบริเวณต่อมลูกหมาก หรือจีสปอตระหว่างมีเซ็กส์กับผู้หญิง จะทำให้เขาถึงจุดสุดยอดได้เร็วขึ้น และเสียวมากขึ้น

นอกจากนี้ Columbia University Medical Center ยังเผยผลสำรวจจากผู้ชาย 154 คน พบว่า 10% ของกลุ่มเป้าหมายมีสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้น

ส่วนนักบำบัดทางเพศ Matty Silver ก็อธิบายว่า การนวดต่อมลูกหมากจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณดังกล่าวดีขึ้น ส่งผลให้สมรรถภาพดีขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่นักวิจัยจากโคลอมเบียพบว่า ผู้ชายที่นวดต่อมลูกหมาก จะหลั่งอสุจิมากขึ้นถึง 10% ถึงแม้ว่าอสุจิจะไม่ได้ผลิตในต่อมลูกหมาก แต่ 30% ของอสุจิก็มาจากของเหลวที่ผลิตในต่อมลูกหมากนั่นเอง

และที่สำคัญนักวิจัยยังบอกอีกว่า การนวดต่อมลูกหมากช่วยลดความเจ็บจากภาวะต่อมลูกหมากโตได้ 80% ซึ่งในเรื่องนี้ Matty Silver ก็ออกมาสนับสนุนว่า การนวดต่อมลูกหมากจะช่วยลดภาวะคั่งตัวของเหลวที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะต่อมลูกหมากอักเสบได้อีกด้วย

สรุป

การมีเซ็กส์ทางประตูหลัง ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในกลุ่มชายรักชายเท่านั้น ในปัจจุบันกลุ่มคู่รักชายหญิงก็มีประสบการณ์เซ็กส์ทางประตูหลังด้วยกันท้้งสิ้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การถึงจุดสุดยอดจากบริเวณประตูหลัง หรือการกระตุ้นจุดจีสปอต์จนสำเร็จ เป็นความเสียวที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ หากใครที่อยากจะลองก็สามารถใช้นิ้วของตัวเองในการเริ่มต้นได้ ก่อนจะต่อยอดด้วยการหาใครสักคนมาช่วย

ข้อมูลอ้างอิง:

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

10 สาเหตุ ทำไมคนรักถึงนอกใจกัน

ปัญหาเรื่องแฟนนอกใจ แฟนไปมีคนอื่น เป็นสิ่งที่หลายคนเคยพบเจอกันมาบ้าง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีจัดการกับแฟนนอกใจที่แตกต่างกันไป บางคู่อาจจะเลิกรากัน บางคู่อาจจะตกลงจากกันด้วยดี แต่ในบทความนี้ไม่ได้จะมาบอกเล่าถึง 10 สาเหตุที่คนส่วนใหญ่นอกใจไปมีคนอื่นกันครับ

10 สาเหตุ ทำไมคนรักถึงนอกใจกันนี้ มาจาก Dr.Chris Donaghue นักบำบัดความสัมพันธ์และเพศ นักเพศศาสตร์ นักเขียน วิทยากร ที่อยู่ในแวดวงความรักและความสัมพันธ์คล้ายกับพี่อ้อยพี่ฉอดบ้านเรา ที่จะมาเผยที่มาที่ไป ให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น และอาจจะช่วยให้หลายๆ คู่รักประคองกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

Advertisements
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

1. การรักเดียวใจเดียวเป็นเรื่องยาก

ปัจจุบันมนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ก็นานขึ้นตาม การพยายามประคองความรักและความสัมพันธ์กับคู่ก็ยากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ทำให้มือที่สามอาจเริ่มต้นด้วยการทักทายเพียงเล็กน้อยบนโซเชียลมีเดีย และอาจนำไปสู่การมีใจให้กันในที่สุด

2. เซ็กส์เป็นตัวแรงขับที่มีพลัง

การตื่นตัวทางเพศหรืออารมณ์ทางเพศเป็นตัวขับเคลื่อนมนุษย์ที่รุนแรงที่สุด บางครั้งอาจถึงขั้นให้เราไม่สามารถห้ามตัวเองและจัดการลำดับความสำคัญได้ ทำให้ลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

การตื่นตัวทางเพศถึงขั้นทำให้เราเต็มใจเอาอวัยวะแปลกๆ ใส่เข้าปากตัวเองได้ ยอมนอนดึกเพื่อทำกิจกรรมทางเพศ และพลาดงานสำคัญๆ หลายอย่างได้ง่าย เซ็กส์จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หลายคู่เลิกกัน เพราะมีความต้องการไม่ตรงกัน

3.ความคลั่งเซ็กและกลัวเซ็กส์ที่มาพร้อมกัน

เป็นที่รู้กันดีว่าวัฒนธรรมของเรายังขาดการให้ความรู้ทางเพศ เพศศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวและหลบอยู่ในเงามืดที่วัยรุ่นจะต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ทำให้มีปฏิกิริยาต่อความต้องการทางเพศเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ต้องอยู่ในที่ลับ คุยแบบเปิดเผยไม่ได้

แต่คนในสังคมกลับคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจวิธีการจัดการอารมณ์ทางเพศได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่ ยังไม่เคยมีใครสอนเราแม้แต่น้อย ดังนั้นเรื่องเซ็กส์ที่หลบอยู่ในที่ลับ จึงไปพร้อมกับการนอกใจที่อยู่ในมุมมืดที่คู่รักไม่กล้าพูดกันตรงๆ

4.ไม่มีใครถูกสอนเรื่องความสัมพันธ์

ทุกความสัมพันธ์จะต้องมีข้อจำกัดของตัวเองชัดเจน หากคุณกับคู่รักตกลงที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Open Relationship แล้ว จะต้องแยกให้ออกระหว่างคู่เซ็กส์ กับคู่รัก และจะต้องชัดเจนกับสถานะนั้น

หากความชัดเจนไม่มากพอ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างเร็วทำให้คู่รักที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์จะพบว่าการแยกระหว่างเซ็กส์และความรักเป็นเรื่องที่ยาก

5.กลัวที่จะแยกทาง

ความกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวเมื่อแยกทางกับคู่รัก เหตุเพราะมีคนใหม่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปได้รอดหรือไม่ ทำให้ฝ่ายหนึ่งต้องหลบๆ ซ่อนๆ ปิดบังกับคู่ของตัวเอง

การเดินออกจากความสัมพันธ์คู่รักไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิตคู่ แต่การทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อทั้งคู่ต่างหาก ที่เป็นความล้มเหลว คุณภาพของความสัมพันธ์คือความเข้าใจว่ามันไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่ระยะเวลาที่ต่างฝ่ายต่างยื้อกัน

6.กลัวการช่วยตัวเองระหว่างมีความสัมพันธ์

การช่วยตัวเอง การดูหนังโป๊ หรือใช้เซ็กส์ทอยกับตัวเองล้วนแต่เป็นวิธีปลดปล่อยอารมณ์ที่ดี และเป็นเครื่องมือที่คู่รักควรอนุญาตให้อีกฝ่ายใช้งานได้เมื่อต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ

การใช้เซ็กส์ทอย การดูหนังโป๊และช่วยตัวเอง ไม่ใช่การนอกใจ แต่การที่เรามองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งผิดปกติต่างหากที่กลายเป็นข้อจำกัดที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับความสัมพันธ์ของคู่รัก

7.การรักเดียวใจเดียวไม่เหมาะกับทุกคน

การรักเดียวใจเดียว การแต่งงาน และความสัมพันธ์ระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถรักษาเอาไว้ได้ เพราะแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ทำให้หลายๆ ครั้งการอยู่คนเดียวอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

8.การเข้ากันได้ทางเพศ

ความรู้สึกดึงดูดและชอบในตัวคู่ของคุณไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ความรักเสมอไป คุณอาจเลือกมีสัมพันธ์แบบชั่วคราวเพื่อตอบสนองอารมณ์ทางเพศกับคนที่เข้ากันได้

การรักเดียวใจเดียวจึงเป็นความท้าทายของคู่รักที่มีความต้องการทางเพศ และความสนใจทางเพศที่ไม่เข้ากัน เพราะจะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกไม่ได้เติมเต็มในชีวิตเซ็กส์

9.มองว่าการมีเซ็กส์ไม่ใช่วิธีการสร้างความสัมพันธ์

เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ของคู่รักยกระดับสู่ความจริงจัง การมีเซ็กส์จะถูกลดความสัมพันธ์ลง แต่การมีเซ็กส์ที่น้อยลงของคู่รักไม่ได้หมายความว่าความต้องการทางเพศของแต่ละฝ่ายจะน้อยลงตามไปด้วย แต่มันจะถูกแสดงอกด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การนอกใจ การแสวงหาความสุขชั่วคราว ดังนั้นคุณและคู่รักควรทำให้เซ็กส์เป็นเรื่องสำคัญและสร้างความอีโรติกอยู่เสมอ

10.การอดทนต่อความไม่มั่นใจทางเพศ

ความสัมพันธ์จะแข็งแกร่งเมื่อทั้งคู่พูดคุยกัน ต้องพูดคุยถึงความต้องการของตัวเอง หากคุณรู้สึกมีอารมณ์ทางเพศต้องกล้าที่จะบอกคู่ของคุณ และต้องปรับความเข้าใจกันกัน และหากคุณมีความรู้สึกอยากนอกใจคนรักก็ควรรีบบอกเพื่อช่วยกันหาทางแก้ไข

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ทำยังไงให้เกย์รับแตกเอง!! [18+]

หัวเรื่องของบทความความนี้ค่อนข้างล่อแหลม แต่มันก็ชัดเจนในตัวเอง เพราะหลายคนอาจเคยได้ยินมาว่า เกย์รับถูกกระตุ้นจุดจีสปอตจนถึงจุดสุดยอดด้วยตัวเองโดยไม่ต้องสัมผัส!!!

อธิบายคำศัพท์
แตกเอง = เกย์รุกมีเซ็กส์จนเกย์รับถึงจุดสุดยอดโดยไม่ได้ช่วยตัวเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Advertisements

บทความนี้จะมาอธิบายสาเหตุว่า ทำไมเกย์รับถึงเสียวจนแตกเอง? เกย์รุกต้องทำยังไง? ขนาดมีส่วนเกี่ยวข้องมั้ย? หรือท่วงท่าและลีลาสำคัญที่สุด?

ทำไมเกย์รับถึงแตกเอง?

การที่เกย์รับจะแตกเองได้ ต้องถูกกระตุ้นบริเวณจีสปอต หรือจะเสียวของเกย์ที่สามารถกระตุ้นได้ผ่านทางทวารหนัก ดังนั้นการมีเซ็กส์สำหรับเกย์ จึงเป็นการสอดใส่อวัยวะเพศทางประตูหลัง เพื่อไปกระตุ้นจุดบริเวณดังกล่าวให้เกิดความรู้สึกเสียว

อ่านเรื่อง: จีสปอตเกย์อยู่ตรงไหน อะไรที่ทำให้เกย์รับเสียว?

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสียวที่เกิดขึ้นอาจไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้เกย์รับแตกเองในทันทีทันใด แต่การกระตุ้นแรงๆ ถี่ๆ บ่อยครั้งตามจังหวะที่ดี จะทำให้จุดจีสปอตถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง และทำให้เกย์รับสามารถถึงจุดสุดยอดได้โดยที่ไม่ต้องใช้มือในการช่วยตัวเองเลย

หลายคนอาจจะมองว่าความยาวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกย์รับแตกเอง แต่จากสรีระของมนุษย์ จุดจีสปอตไม่ได้อยู่ลึกมาก และสามารถใช้นิ้วมือของตัวเองสอดเข้าไปเพื่อกระตุ้นได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีอาวุธยาว หรืออาวุธสั้น ก็สามารถทำให้เกย์รับถึงจุดสุดยอดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขนาดและความยาวเป็นความชื่นชอบส่วนบุคคล อาจมีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบเรื่องขนาดเป็นพิเศษ

ปัจจัยที่ทำให้เกย์รับแตกเอง

จริงๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้เกย์แตกเองไม่ได้อยู่ที่การสอดใส่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องอาศัยการเล้าโลม ท่วงท่าลีลา การขยับสรีระให้เข้ากับอีกฝ่าย รวมถึงการจูบลูบไล้บริเวณสัดส่วนของร่างกายก็ช่วยกระตุ้นให้อารมณ์ของฝ่ายรับถึงขีดสุดได้

อย่างไรก็ตาม Sean Jameson ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็กส์ที่ Bad Girls Bible อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้สามารถถึงจุดสุดยอดได้โดยไม่ต้องสัมผัมอวัยวะเพศเอาไว้ดังนี้

  1. หาจุดอ่อนไหวให้เจอ เพราะทุกคนล้วนมีจุดที่ชื่นชอบด้วยกันทั้งนั้น บางคนอาจจะชอบการจูบแบบลึกซึ้ง บางคนอาจจะอยากให้กัดหัวนมเล่นเบาๆ แต่ต้องระวังให้ดี เพราะบางจุดก็อาจเป็นจุดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกจั๊กจี๊ขึ้นมาได้
  2. ใช้ตัวช่วย เช่น Cock Ring หรือใช้เชือกรัดบริเวณอัณฑะหรืออวัยวะเพศ หรือเครื่องนวด โดยเอามานวดคลึงบริเวณต่อมลูกหมาก หรือจุดจีสปอต
  3. แรงเสียดสีจากภายนอก Stephen Snyder ผู้เขียนหนังสือ Love Worth Making: How to Have Ridiculously Great Sex in a Lasting Relationship บอกว่า “ผู้ชายบางคนสามารถถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการกระตุ้นทางร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยปกติหากมีการแข็งตัวและถูกกดทับด้วยอะไรบางอย่าง ซึ่งการถูกันของอวัยวะเพศกับหน้าท้องของฝ่ายรุกก็อาจทำให้ฝ่ายรับถึงจุดสุดยอดได้เช่นกัน

สรุป

การที่จะทำให้เกย์รับถึงจุดสุดยอดนั้น เกย์รุกจะต้องเข้าใจบริบทของการเป็นรับว่าจุดไหนที่สามารถทำให้เสียวได้ จังหวะไหนที่ทำให้เกย์รับมีความสุข โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียนมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า เกย์รุกที่ดี จะต้องเคยรับ 555+ เพราะเมื่อเราเคยรับ เราจะรู้ว่าต้องการอะไร และหากเราเป็นฝ่ายรุกในครั้งต่อไป ก็จะสามารถบรรเลงเพลงรักได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

รีวิว GHOST LAB เพราะความตายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

GHOST LAB หนังเรื่องใหม่จาก GDH ที่ส่งมาให้คนไทยคลายเหงาในช่วงที่หนังใหญ่เข้าโรงไม่ได้ การปรับตัวทำหนังฉายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ถือเป็นอีกทางออกในวิกฤตแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คนไทยยังไม่ลืมชื่อ GDH

ว่ากันถึงเรื่องของ GHOST LAB ที่ถือเป็นหนังผีแนววิทยาศาสตร์ที่ฉีกแนวการเล่าเรื่องฉบับเดิม ๆ (แม้ว่าตอนหลังจะใช้มุกเก่าบ้างก็เถอะ) แต่หลายอย่างในเรื่องนี้ก็มีเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ว่าโลกหลังความตายมันน่าจะเป็นยังไง

การเล่าเรื่องโลกหลังความตาย ที่ทำให้คนดูไม่ได้อยากตายนี่ถือเป็นงานที่ท้าทายผู้กำกับอย่าง ปวีณ ภูริจิตปัญญา ผู้กำกับที่ผ่านหนังผีชื่อคุ้นหูมากมาย เช่น 4 แพร่ง ตอน ยันต์สั่งตาย และ 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

การทำหนังผีโดยนำวิทยาศาสตร์มาอธิบาย แม้ว่าจะไมได้นำหลักอะไรมาเล่า แต่ก็พอมีเค้าโครงของความน่าจะเป็น ด้วยความที่ผู้กำกับไม่ได้ตีบทให้ยากจนเกินเข้าใจ ทำให้หนังเรื่องนี้ใครก็ดูได้

แต่จากผลตอบรับที่หลายคนค่อนข้างผิดหวังกับตอนจบ ก็เลยทำให้กระแสด้านลบจากสังคมค่อนข้างเยอะ ปรภ จึงอยากจะพาย้อนดูเกร็ดเล็กน้อยที่หลายคนอาจจะลืมคิดไปว่าหนังเรื่องนี้พาเราไปเจอกับอะไรบ้าง

ถ้าดูกันจริงๆ GHOST LAB แฝงข้อคิดไว้มากเลยทีเดียว แต่ในบทความนี้จะขอมาเล่าถึงประเด็นที่โดนใจกันนะจ้ะ

ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วยังไม่ได้ดู ก็แนะนำให้ไปดูก่อน เพราะต่อไปนี้จะเล่าแบบมีเนื้อหาบางส่วนมาเกี่ยวข้อง

Advertisements

หลังจากที่หมอกล้า (ไอซ์ พาริส) ยอมตายเพื่อไปสู่อีกฟากของการทดลอง หมอวี (ต่อ ธนภพ) ก็รอคอยการกลับมาของวิญญาณกล้า จนสุดท้ายถึงกับหมดหวังและเตรียมจะจบชีวิตตัวเองตามเพื่อน

และนั่นคือสัญญาณแรกที่ทำให้หมอกล้าแสดงพลังออกมาได้ ทำให้หมอวีกลับมาตั้งสมมติฐานใหม่คือ วิญญาณจะกลับมีพลัง หากยังมีห่วง

เพราะหมอกล้ายังมีห่วงกับคนใกล้ตัวซึ่งก็คือเพื่อนรักที่สัญญากันว่าจะทำงานวิจัยเรื่องผีให้สำเร็จ พอหมอวีกำลังตกอยู่ในอันตราย จากที่หมอกล้าบอกว่าหลังตายไปแล้วอยู่แต่ในความมืด มองไม่เห็นอะไร กลับมีภาพของหมอวีปรากฎขึ้นมาตรงหน้า แต่ก็ยังมองไม่เห็นอย่างอื่นรอบตัวได้จากเพื่อนของตัวเอง นั่นเพราะว่า จิตแห่งความห่วงใยยังผูกอยู่กับหมอวีนั่นเอง

แต่จริงๆ แล้วการที่หมอวีเจอกับหมอกล้าได้ อาจไม่ได้มาจากความห่วงระหว่างเพื่อนเพียงอย่างเดียว แต่หมอกล้าอาจจะเป็นห่วงครอบครัว และด้วยตัวกระตุ้นนั้นทำให้กลับมาเจอหมอวีก่อน และให้เค้าเป็นคนพาไปเจอกับครอบครัว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การกระตุ้นให้วิญญาณมีพลังเพิ่มขึ้น ที่หมอวีได้วิเคราะห์ว่า “ผีอาจเปรียบเสมือนลม” ที่เมื่อเจอความกดอากาศจะก่อตัวเป็นพายุ ที่เพิ่มได้ทั้งความเร็วและขนาด และเมื่อรวมตัวกับไอน้ำ จะทำให้เกิดประจุไฟฟ้า และสุดท้ายเราก็จะเห็นพายุที่มีรูปร่างขึ้นมา

หากวิญญาณได้รับการกระตุ้น ก็อาจจะปรากฎตัวขึ้นมาได้เช่นกัน โดยสิ่งที่อาจเป็นปัจจัยในการกระตุ้นก็คือ “ความห่วง”

ดังคำโบราณที่บอกว่า “วิญญาณจะไปสู่สุขคติถ้าหมดห่วง” ตรงประเด็นนี้ ปรภ คิดว่า หมอกล้าน่าจะหมดห่วงจากหมอวี เพราะยังเห็นว่าหมอวียังสามารถใช้ความรู้ความสามารถในการทำวิจัยต่อด้วยตัวเองได้

และจากฉากที่หมอวีไปกินต้มข่าไก่ที่บ้านของแม่หมอกล้า ทำให้หมอกล้าหมดห่วงกับครอบครัว และบอกกับหมอวีว่าถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว

Advertisements

พอหมอกล้าหายไป หมอวีก็พยายามทำทุกทางให้หมอกล้ากลับมาปรากฎตัวอีกครั้ง จนกระทั่งหมอวีใช้ “ความห่วง” ที่รุนแรงขึ้นเป็นตัวกระตุ้นให้วิญญาณของหมอกล้าปรากฎตัว

ความห่วงของวิญญาณหมอกล้าที่มีต่อแฟน ทำให้โกรธแค้นที่หมอวีจะทำมิดีมิร้าย กลายเป็นวิญญาณที่อาฆาตและมีพลังเยอะมากจนถึงขึ้นเข้าร่างตัวเองได้ ตรงนี้ออกจะเกินจริงไปหน่อยที่ทำให้หลายๆ คนรู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้

แต่ถ้ามองตามเนื้อเรื่องที่ปูมาแต่แรกมันก็สมเหตุสมผลได้อยู่ว่านี่เป็นไปตามทฤษฎีที่ผู้กำกับได้วางเอาไว้แต่แรกว่า “ความอาฆาตแค้นมีพลังมากกว่าห่วง” แต่ความแค้นเป็นพลังด้านลบที่ควบคุมไม่ได้ และทำให้วิญญาณของหมอกล้าขาดสติ

Advertisements

เพราะตอนที่ใช้แค่ความห่วง ทำให้วิญญาณหมอกล้ายังควบคุมพลังได้ แต่พอใช้พลังจากความแค้น กลับกลายเป็นว่าขาดสติจนควบคุมไม่ได้เลย อารมณ์ที่เหนือกว่าเหตุผลทำให้สามารถฆ่าเพื่อนรักของตัวเองได้

แม้ว่าพอเพื่อนตาย ศพหมอกล้าก็มาปั๊มหัวใจเพื่อนหวะ อันนี้งงนิดนึง 5555+ ตอนเห็นเงาๆ ยังแอบคิดว่า อ้อ คงมีคนมาเจอแหละ แต่พอเห็นว่าเป็นร่างของหมอกล้าก็แบบ หื้ม นะ

แต่พอมาวิเคราะห์ดีๆ ด้วยความที่วิญญาณหมอกล้าได้คุยปรับความเข้าใจกับหมอวีแล้ว ก็เลยเห็นว่าหมอวียังมีโอกาสอีกที่จะทำอะไรๆ ให้สำเร็จ

ชีวิตมีเพียงแค่โอกาสเดียว ดังประโยคนุดท้ายที่กล้าพูดกับวีในความคิดว่า อิจฉาที่มึงยังมีโอกาส มองได้อีกมุมคือ วินาทีที่หมอวีกำลังจะยิงตัวตายในตอนแรก ความทรงจำในอดีตทะลักมาและทำให้เขาได้เห็นคุณค่าของชีวิต

GHOST LAB PARIS INTARAKOMALYASUT as GLA in GHOST LAB Cr. NETFLIX © 2021

เพราะในตอนแรกหมอวีอยากตายด้วยอารมณ์เสียใจจากการเสียแม่ แต่พอมาถึงเวลาเอาเข้าจริงอารมณ์ลึกๆ กลับทำให้เขาไม่กล้าลงมือ

ต่างจากหมอกล้า ที่ใช้เหตุผลในการตาย ทำให้หยิบปืนมายิงตัวเองโดยไม่คิดอะไรมากนั่นเอง

ความยากของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงการปิดปมที่ได้ผูกเอาไว้ในตอนแรก ที่ทำให้หลายๆ คนคาดหวังจะได้รับคำตอบของความตายอย่างล้ำๆ แต่พอเอาเข้าจริง อยากขอใช้คำพูดของวิญญาณแม่หมอวี (แสดงโดย สู่ขวัญ) ว่า “พวกหนูทำอะไรกันอยู่ลูก”

รีวิวตรวจสุขภาพจาก DNA

ใครจะคิดว่าวันนึงเราจะตรวจสุขภาพจาก DNA ได้!!!? เออน่ะ เราก็ไม่คิด แต่พอเห็นว่าเพื่อนตรวจแล้วเอารหัสล็อกอินให้เข้าไปดูผลตรวจก็ยิ่งอยากตรวจเองเข้าไปใหญ่ จนสุดท้ายก็ต้องเสียเงินซื้อชุดตรวจมาจาก HDmall.co.th เพราะมันราคาถูกกว่าซื้อตรงกับ Geneus DNA

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ชุดตรวจ Geneus DNA ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้ วิธีตรวจก็ง่ายมากๆ สามารถตรวจเองได้ที่บ้าน แค่ปาดกระพุ้งแก้มแล้วเอาอุปกรณ์ใส่หลอดน้ำยา เขย่าๆ แล้วก็ส่งไปที่แล็บ ไม่ต้องเจาะเลือด ไม่ต้องไปโรงพยาบาล เหมาะกับคนที่อยากตรวจสุขภาพช่วง Work from home

รอผลประมาณ 20-30 วัน ก็มีแอปพลิเคชั่น Geneus DNA แจ้งเตือนว่าผลตรวจเราออกแล้วก็เข้ามาดูเลย ผลตรวจจะรายงานผลเป็นเมนูต่างๆ ทุกอย่างจะบอกเกี่ยวกับตัวเราหมด ขอไล่เรียงตามนี้เลย

Talent Reports

หมวดหมู่แรกที่เราจะรีวิว เชื่อว่าหลายคนสงสัยมากว่ามันคือยังไง ตรงไหม เอาจริงๆ เราก็คิดนะว่ามันตรวจได้หรอวะ ถ้าตรวจออกมาแล้วเราไม่มี Talent หรือพรสวรรค์อะไรเลยละ

แต่หลังจากได้ผลตรวจ หมวดหมู่นี้คือสิ่งแรกที่เราเข้ามาดู เพราะว่าเราอยากรู้ว่าพรสวรรค์ของเราเด่นไปในด้านไหน ซึ่งเค้าก็จะกรอบมาให้เราแล้วว่าจะดูกี่หมวดหมู่ กี่อย่าง

เอาจริงๆ ผลค่อนข้างน่าตกใจนะ เพราะบางอันมันไม่ได้ตรง 555 แต่ Geneus DNA เค้าก็บอกอยู่นะว่านี่มันคือผลวิเคราะห์จากพันธุกรรม หรือ DNA แล้วที่มันอาจจะไม่ตรงก็เพราะว่าตอนเด็กเราไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เน้นหนักในด้านที่มีพรสวรรค์

เช่น ด้านคณิตศาสตร์ เราโคตรโง่เลขเลย 5555 แต่เค้าบอกเรามีพรสวรรค์ด้านนี้ดีกว่าคนอื่น อันนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าด้านคณิตศาสตร์ของเค้าตีความไว้ว่ายังไง อาจจะเป็นการคำนวณรึเปล่าหรือยังไง อยากให้ลองไปดูรายละเอียดกันดีๆ ก่อน

ซึ่งถ้าจะบอกไม่ตรงก็ถูกแล้ว เพราะเราไม่ได้รับการเลี้ยงดูมาให้เด่นในด้านนี้ ไม่มีใครสนับสนุนด้านนี้อย่างเต็มที่จนเราโตมาในแบบอื่นๆ แต่ก็เด่นด้านภาษา เพราะเราเป็นคนชอบอ่าน ชอบเขียน และทักษะด้านภาษาก็เป็นหนึ่งในพรสวรรค์ที่เราถนัด

Vitamin Reports

ในรายงานผลเมนูนี้เค้าจะบอกเลยว่าพันธุกรรม หรือ DNA ของเราดูดซึมวิตามินอะไรได้ดี ได้น้อย ซึ่งถ้าพันธุกรรมบอกว่าร่างกายเราดูดซึมวิตามินซีได้น้อย เราก็สามารถเพิ่มวิตามินซีให้กับร่างกายได้

ในผลจะบอกหมดเลยว่าถ้าอันไหนที่ควรกินเพิ่ม ควรกินอะไร อาหารแบบไหนที่ควรกิน เอาจริงๆ จะบอกว่านี่คือผลตรวจสุขภาพเลยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่มันบอกว่า พันธุกรรม หรือ DNA ของเราเป็นยังไงมากกว่าจะบอกว่าตอนนี้ร่างกายเราเป็นยังไง งงมั้ย?

คือ มันไม่ได้บอกว่าตอนนี้ร่างกายเราเป็นยังไง แต่มันตรวจไปถึงรหัสพันธุกรรม มันดูภาพรวมองค์รวมของร่างกาย เพื่อให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราโตมาพร้อมกับ DNA ที่มีลักษณะแบบไหน ใครที่อยากรู้ว่าตอนนี้วิตามินซีฉันมีปริมาณเท่าไหร่ อาจจะไม่เหมาะ ควรไปตรวจวิตามินจริงๆ จังๆ แทน

Nutrition Reports

อันนี้คล้ายๆ กับวิตามิน แต่เน้นไปในเรื่องของอาหารการกิน หลายๆ คนอาจเคยได้ยินว่า แพ้นม แพ้แอลกอฮอล์ ฯลฯ รายงานหมวดนี้จะบอกว่าพันธุกรรม หรือ DNA ของเราแพ้อะไร อย่างที่เรารู้อยู่แล้วว่าตัวเองแพ้แอลกอฮอล์ ถ้ากินไปนิดเดียวก็จะแดงทั้งตัวเลย

ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าเราแพ้แอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่ได้หยุดกินนะ จนมาตรวจถึงรู้ว่าถ้ายังฝืนกิน มันจะส่งผลอะไรกับร่างกายบ้าง เราคิดว่าหลายคนก็รู้แหละว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันมันไม่ดี แต่เราก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะส่งผลอะไรหนักๆ

แต่พอเรารู้ว่าเราแพ้ มันก็เลยทำให้รู้ว่าเราเสี่ยงจะเป็นโรคต่างๆ มากกว่าคนอื่นที่ไม่แพ้นะ ซึ่งก็เป็นตัวเบรกให้เราหยุดดื่มถาวรเลย

นอกจากแพ้แอลกอฮอล์ มันยังมีรายการอื่นๆ อีก ใครอยากรู้ว่ามีอะไร ไปลองหาอ่านข้อมูลดูจากเว็บ Geneus DNA ได้

Healthy Weight Reports

อันนี้จะบอกเลยว่าถ้าลดน้ำหนักด้วยวิธีอะไร จะเห็นผล หรือวิธีไหนที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งวิธีลดน้ำหนักมันก็มีไม่กี่วิธี แต่พอรู้ว่าร่างกายและพันธุกรรม หรือ DNA ของเราตอบสนองการลดน้ำหนักแบบไหน ก็ทำให้เราไม่ต้องเลือกใช้วิธีลดน้ำหนักแบบผิดๆ หรือแบบที่ไม่ได้เหมาะกับตัวเอง

Fitness & Weight loss

อันนี้ก็คล้ายกับการลดน้ำหนักที่เหมาะกับตัวเอง แต่เป็นวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะกับร่างกายของเรา ว่าเราควรออกกำลังกายแบบไหนแล้วจะเห็นผล แล้วก็อีกหลากหลายเลยที่คนออกกำลังกาย นักกีฬาควรตรวจ

ผลตรวจยังบอกด้วยว่า ถ้าเราออกกำลังกายแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรา คือจริงๆ หลายคนก็รู้แหละว่าออกกำลังกายแล้วสุขภาพดี แต่ถ้าในเชิงของวิทยาศาสตร์ที่มีข้อพิสูจน์เค้าจะบอกเราว่า ถ้าเราออกกำลังกาย อวัยวะข้างในของเรามีการทำงานหรือพัฒนาอะไรบ้าง โคตรดี

Trait Reports

เป็นลักษณะเฉพาะคนที่ติดมากับพันธุกรรมหรือ DNA เช่น พฤติกรรมติดบางอย่างได้ง่าย (Addictive Behaviour) ภาวะผมบางจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia) การได้กลิ่นหน่อไม้ฝรั่งในปัสสาวะ (Asparagus Odor Detection) แรงจูงใจภายในที่จะออกกำลังกาย (Intrinsic Motivation to Exercise) เป็นต้น

Skin Reports

รายงานพันธุกรรมหรือ DNA ที่จะบอกว่า ผิวพรรณเรามีแนวโน้มเป็นยังไงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น เช่น มีกระ มีแผลเป็นนูนคีลอยด์ มีสิวง่าย ฯลฯ

จริงๆ แล้ว Geneus DNA เค้าวิเคราะห์ลึกมากๆ นะ มีงานวิจัยรองรับในทุกๆ คำตอบ แต่ว่าต้องไปหาอ่านเอา ซึ่งเราก็สุ่มๆ อ่านก็เห็นว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ อย่างเช่น การเกิดกระฝ้า เค้าก็จะบอกว่าพันธุกรรมเรามีแนวโน้มที่จะมีอะไรเยอะน้อย และเป็นสาเหตุให้เกิดกระฝ้า ไรงี้

Health Risk

หมวดนี้จะรายงานความเสี่ยงทางสุขภาพ ย้ำว่าเค้าไม่ได้บอกนะว่าตอนนี้เราเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคอะไร แต่เค้าจะบอกว่า พันธุกรรมของเรา หรือ DNA ของเรา มีแนวโน้มจะเป็นโรคอะไร เพราะอะไร

อย่างของเราก็จะบอกว่าเราเสี่ยงมีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเราก็ไปพิสูจน์กับการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วว่าจริง 555 ซึ่งพออ่านรายงานแบบละเอียดๆ เค้าก็จะบอกว่ามันเกิดมาจากร่างกายเราดูดซึมอะไรได้มากกว่าปกติ หรือขับสารอะไรออกไปได้ช้ากว่าปกติ เป็นสาเหตุให้มีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น

Family-planning Reports

อันนี้รวบตึงมาก รวม DNA ทุกตัวที่บอกว่าเรามีความเสี่ยงในการเป็นภาหะโรคอะไรบ้าง ถ้าเรามีลูกหรือวางแผนจะมีครอบครัว เรามีความเสี่ยงอะไรที่ถ่ายทอดเชื้อร้ายไปสู่ลูกของเรา ซึ่งอันนี้ค่อนข้างต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะเค้าไม่ได้บอกว่าแต่ละตัวเป็นพาหะของอะไร

ALL ABOUT COVID-19 

หมวดหมู่ใหม่ล่าสุด ที่เข้ามาเค้าก็จะบอกว่างานวิจัยจากประเทศอิตาลีและสเปน บอกว่า DNA ของหมู่เลือดพบว่า คนที่มีกรุ๊ปเลือด A มีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะที่คนที่มีกรุ๊ปเลือด O มีแนวโน้มต่ำที่สุดที่จะเกิดอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การตรวจ Geneus DNA สำหรับผมคิดว่ามันคือการรู้จักตัวเองมากกว่าที่เป็น เพราะในบางข้อเราไม่สามารถรู้ได้จากการตรวจเลือด หรือการตรวจสุขภาพในรูปแบบอื่นๆ แต่จากการตรวจผ่านโปรแกรม Geneus DNA ทำให้เรารู้จักอีกมุมนึงที่ร่างกายไม่เคยบอกให้เราได้รู้ครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เทคนิคการช่วยตัวเองของผู้ชาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีผู้ชายคนไหน (หรือเกย์) ที่ไม่เคยช่วยตัวเอง ความสุขจากอารมณ์กามารย์ เป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคย แต่การน้อยคนที่จะรู้วิธีสร้างความสุขหรือยืดระยะเวลาความสุขนั้นให้ระเบิดออกจากข้างใน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
banner

การช่วยตัวเอง หรือชักว่าว กลายเป็นการพูดติดตลกขำขัน เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่พูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นการท้าทายความเป็นชาย และกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึงวิธีการอย่างถูกต้องกันจริงจัง

เราทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเองให้เสร็จอย่างรวดเร็ว และทำอย่างลับๆ ในช่วงวัยรุ่น แต่สิ่งที่เคยได้ผลกับเราในช่วงวัยนั้น อาจจะไม่ได้ผลกับเราในวัยปัจจุบัน

เมื่อเราโตขึ้น อายุมากขึ้น ร่างกายและรสนิยมทางเพศของแต่ละคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้เราต้องการแนวทางในการช่วยตัวเองเพื่อให้เหมาะกับคุณค่าและความต้องการของแต่ละคนในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ช่วยตัวเองอย่างรับรู้

ปัญหาใหญ่ที่ผู้ชายหลายคนมักผิดพลาดคือ การช่วยตัวเองด้วยความเร็วที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึกในระหว่างมีเซ็กส์จริงๆ คือปัญหาใหญ่ โดย Kinsey Institute เผยสถิติว่า 75% ของผู้ชายที่ช่วยตัวเอง มักจะเสร็จในระยะเวลา 2 นาที หรือน้อยกว่านั้น

การเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น หมายถึงความเร่งรีบที่ผู้ชายต้องการจะไปถึงจุดสุดยอดให้เร็วที่สุด จึงทำอย่างเร่งรีบ และโฟกัสแต่เส้นชัยเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจความรู้สึกระหว่างทางที่มีอะไรดีๆ อีกมากให้ดื่มด่ำ

การช่วยตัวเองอย่างรับรู้ หมายถึง การรู้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังทำอะไร และลิ้มรสความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยตัวเองจนใกล้ถึงจุดสุดยอด แล้วให้หยุดพัก และกลับมาทำต่อเพื่อเลี่ยงการถึงจุดสุดยอดอย่างเร่งรีบ

เทคนิคที่อยากนำเสนอคือ แทนที่จะหยุดพัก แต่ให้ลองเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนมือข้างที่ช่วยตัวเอง ลองโฟกัสลมหายใจ เปลี่ยนมุมการช่วยตัวเอง หรือกระตุ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ก็สามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ความจริงแล้ว เทคนิคการช่วยตัวเองไม่ใช่การสอนวิธีการชักว่าวให้นานขึ้น หรือให้ถึงจุดสุดยอดให้ดีขึ้น แต่เป็นการสอนให้ผู้ชายทุกคนปล่อยวางมาตรฐานและความคาดหวังของสังคมที่ควบคุมความพึงพอใจทางเพศของเรา

การช่วยตัวเองควรเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับอารมณ์และความรู้สึก ปล่อยวางความคาดหวัง และยอมให้ความรู้สึกนำทางไปสู่จุดสุดยอด เพราะการช่วยตัวเอง ควรเป็นการพาอารมณ์ไปยังจุดสุดยอด ไม่ใช่การเร่งรีบเพื่อให้เสร็จสมอารมณ์หมายเพียงอย่างเดียว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ถอดรหัสปัญหา รถรับส่งนักเรียน

รายงานของกระทรวงสาธารณสุขช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มเยาวชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 1,688 ราย ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการรถสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนหันไปใช้ทางเลือกในการเดินทางอื่น เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ “เดิน ขี่ ขับ ไปกลับ ปลอดภัย” (Play your part and share the road) โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย และภาคีเครือข่าย ได้จัด TED Talks ผสมผสานตลาดนัดความรู้ในหัวข้อ “กลไกการจัดการเพื่อรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ทั้งเชิงบวกและลบจากมุมมองที่หลากหลายจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนในการจัดการเรื่องรถรับ-ส่งนักเรียนให้เกิดความปลอดภัย

“ปัญหาหลักของรถรับ-ส่งนักเรียนคือ การขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดการ รถที่นำมาใช้ไม่ผ่านการตรวจสภาพตามที่กรมการขนส่งฯ กำหนด เพราะส่วนหนึ่งเป็นรถของชาวบ้านในพื้นที่ที่มีจิตอาสานำรถส่วนตัวมารับ-ส่งลูกหลานภายในหมู่บ้าน และไม่ได้มีรายได้หรือกำไรจากการรับ-ส่ง”

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนให้ถูกต้องอาจต้องใช้เงินลงทุกจำนวนมาก ประกอบกับการขนส่งสาธารณะที่มีไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่มีทางเลือกในการเดินทาง และหันไปการเดินทางในรูปแบบอื่น เช่น การใช้รถจักรยานยนต์ที่เด็กยังมีความรู้เรื่องกฎระเบียบไม่เพียงพอ

“การขยายผลให้นักเรียนได้เข้าถึงสิทธิความเสมอภาคด้านการศึกษา และความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของรัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการดูแลคุ้มครองเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน” นายกมล กล่าว

ทางด้าน นายวัฒนดนัย ธนัญชัย นักวิจัยโครงการถอดบทเรียนรถรับ-ส่งนักเรียน กล่าวถึง องค์ประกอบหลักของปัญหาระบบรถรับ-ส่งนักเรียนเริ่มจากการเลือกรถให้บุตรหลานของผู้ปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงมาตรฐานการตรวจสอบ ในขณะที่รถรับ-ส่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน จึงได้สรุปออกมาเป็นเป็นโมเดลกลางดังนี้ 1) ประเมินสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล นำเสนอข้อมูลร่วมกัน ทั้งคนขับรถ ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง โรงเรียน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบปัญหาเดียวกัน

2) พัฒนาเครือข่าย โดยนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน 3) เพิ่มแรงเสริม ลดแรงต้านให้ความรู้ทั้งผู้ประกอบการ คนขับรถจะต้องรู้กฎจราจร และตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร 4) การบังคับใช้จริง เช่น การบังคับใช้กฎหมาย ให้คนขับรถรับ-ส่งรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ให้มีการให้ความรู้ซ้ำ 5) การประเมินผล เพื่อติดตามปัญหาอุปสรรคของการทำงาน เพื่อวางแผนแก้ไขต่อไปในอนาคต และ 6) การคืนข้อมูลให้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ โดยโรงเรียนสามารถนำไปเป็นนโยบายของแต่ละพื้นที่ต่อไป

ในมุมของคนทำงาน นางนงเยาว์ ผาสุก รองผู้อำนวยการโรงเรียนศีขรภูมิพิสัย จังหวัดสุรินทร์ ได้บอกเล่าถึงการจัดระบบรถรับ-ส่งนักเรียนด้วยโมเดล SPS Care คือ S – Survey สำรวจปัญหานักเรียนที่เดินทางมาโรงเรียน P – People จัดทีมทำงาน S – Safe ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น และ Care การเอาใจใจของเครือข่ายที่ต้องช่วยกันทำงาน

โดยเข้าไปคุยกับคนขับรถรับ-ส่งแบบกัลยาณมิตร จัดตั้งชมรมรถรับ-ส่งเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกันในการดูแลเด็ก ตั้งแต่การให้ความรู้ การจัดรถให้ได้มาตรฐาน การสร้างจิตสำนึกให้รู้หน้าที่ในการขับรถ รวมไปถึงการให้ครูตรวจดูนักเรียนตั้งแต่ลงจากรถ เป็นต้น

นอกจากนี้มีโครงการ “สานสัมพันธ์วันทำบุญอบอุ่นทั้งตำบล” ให้ครูกับนักเรียนร่วมไปทำบุญที่วัด ฟังพระการเทศน์เรื่องของการดูแลลูก การเดินทางอย่างปลอดภัย ถือเป็นการจัดระบบการทำงานแบบ บวร บ้าน วัด และโรงเรียนร่วมกัน

“รถรับ-ส่งนักเรียนถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราเอาเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติมาไว้ในรถของเรา”

นายสุริยัน ตื้อยศ เครือข่ายผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน ได้บอกเล่าการทำงานในจังหวัดเชียงราย ว่า การปัญหาของรถรับ-ส่งนักเรียนประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ 1) ผู้ประกอบการหรือผู้ขับรถที่จะต้องสร้างให้เป็นนักขับมืออาชีพ และสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนดูแลนักเรียนเหมือนลูกหลานตนเอง 2) ภาคีเครือข่ายที่จะต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน 3)
ผู้ปกครองและนักเรียนที่ต้องให้ความร่วมมือ 4) โรงเรียนจะต้องเป็นจุดศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“อยากให้ทุกคนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการศึกษา เพราะหากเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หรือโรงเรียนไม่มีเด็ก การมีโรงเรียนก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป” นายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนา ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและให้คำปรึกษา กองกฎหมาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนปลอดภัยดังนี้ 1) กำหนดให้โรงเรียนเป้นจุดจัดการรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย 2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีทางเลือกในการเดินทางไป-กลับโรงเรียนที่ทั่วถึงและมีมาตรฐานความปลอดภัยภายใต้ภารกิจของการศึกษา 3) จัดตั้งอนุกรรมการด้านความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ขึ้นในศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนส่วนกลางและทุกจังหวัด 4) ขนส่งจังหวัดร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำหนดปฏิทินและแนวทางในการจัดการรถรับส่งนักเรียนให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

รถรับ-ส่งนักเรียนเป็นบริการที่จะให้เด็กสามารถเดินทางมาเรียนได้อย่างปลอดภัย จึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้ “เด็กและเยาวชน” ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้อย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เทรนฟุตบอลตามยุคสมัย ที่พายอดทีมไปสู่แชมป์ ยู่ฟ่า แชมป์ เปียนส์ลีก

ผู้เขียน https://www.longzanam.com

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป หรือในชื่อเดิมว่า ยูโรเปี้ยนส์คัพ ถูกริเริ่มให้มีการแข่งขันขึ้นตั้งแต่ปี 1956 ซึ่งในสมัยนั้นการแข่งขันจะนำ แชมป์ลีกของแต่ละชาติมาแข่งขันกันแบบมินิทัวร์นาเมนต์ อีกทั้งรูปแบบ การเล่นและแท็กติก ก็ไม่มีความซับซ้อนไม่มีระบบที่แน่นอน เพียงแต่ใช้ วิธีการยืนคุมโซน ซึ่งตัวอย่างจากฟุตบอลอังกฤษ ก็ใช้วิธีห้อยหลัง 2 ตัว แดนกลาง 8 ตัว หน้าเป้า 2 ตัว ส่วนแท็กติกก็ไม่ซับซ้อน เมื่อได้บอลก็ โยนให้กองหน้าตัวเป้าเป็นพอ จนอาจกล่าวได้ว่าฟุตบอลในอดีตจะเน้น ทักษะความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นเป็นสำคัญ นั่นจึงทำให้เมื่อใดที่ แชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพต้องไปชิงแชมป์สโมสรโลก มักจะแพ้ยอดทีมจาก บราซิลเพราะในสมัยก่อนยังไม่มีโควต้านอกยุโรปเหมือนสมัยนี้ ทำให้ ยอดนักเตะระดับพระกาฬของบราซิลต้องสังกัดกับสโมสรในประเทศ ของตน

จวบจนเวลาผ่านไป โลกมีวิวัฒนาการขึ้นทุกด้าน วงการฟุตบอลก็ เป็นหนึ่งในนั้น ที่เริ่มมีการสร้างหลักสูตรอบรมวิชาชีพโค้ช เพื่อเน้นย้ำ กับระบบการเล่นและแท็กติกมาขึ้น เป็นการยกระดับมาตรฐานการ แข่งขันให้มากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีการเปิดโควต้านักเตะนอก ยุโรป ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ดาวดังจากทวีปอื่น ๆ จึงหลั่งไหล เข้ามาค้าแข้งกับยอดทีมในยุโรปและนั่นจึงทำให้การแข่งขันฟุตบอลชิง แชมป์สโมสรยุโรป หรือในชื่อใหม่ว่า ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก กลายเป็น ทัวร์นาเมนต์ที่รวบรวมยอดทีมและดาวเตะระดับพระกาฬของโลก ภาย ใต้การควบคุมของผู้จัดการทีมที่นำเทคนิคใหม่ๆเข้ามาใช้ในเกมการ แข่งขัน

อยากจะเป็นยอดทีมในช่วงยุคคาบเกี่ยวปี 2000 ต้องเล่นด้วยความ รัดกุมและเขี้ยวรากดิน

ในยุคคาบเกี่ยวระหว่างปี 2000 ฟุตบอลที่เน้นทักษะมาตลอด เริ่ม ถูกผสมด้วยแท็กติกที่เน้นการเล่นรัดกุมด้วยวางแนวรับให้มาก แบบไม่ อนุญาตให้แนวรุกฝ่ายตรงข้ามผ่านไปได้ ครองบอลเหนียวแน่นแล้วหา จังหวะโจมตีด้วยแนวรุกเพียง 3-4 คน เมื่อขึ้นนำจะแพ็กเกมรับให้แน่น ที่สุดเพื่อรอโต้กลับหรือปิดเกมเพื่อเน้นผลการแข่งขัน โดยจะมีลักษณะ ผังการเล่นคือ กองหลังสี่ตัว มีกองกลางตัวรับยืนหน้ากองหลัง มีหน้าต่ำ ที่คอยสวิตช์บอลจากซ้ายไปขวา จากหลังมาหน้า พร้อมทั้งต้องมีจุดเด่น ในการยิงไกลและการจ่ายบอลให้กองหน้าทำประตู

ซึ่งในยุคนั้นยอดทีมอย่างเรอัล มาดริด ได้ทุ่มเงินคว้าสตาร์จากทั่ว ทุกมุมโลกมากองรวมกันที่เบอร์นาบิว เสมือนทีมแห่งสหประชาชาติ พร้อมทั้งนำระบบฟุตบอลใหม่ ในผัง 4-1-3-2, 4-2-3-1 มาริเริ่มใช้แทน ระบบ 4-4-2 ซึ่งระบบวิธีการเล่นเช่นนี้เองทำให้ยอดทีมจากเมืองหลวง ของสเปนทะลุไปถึงการเป็นแชมป์เจ้ายุโรปถึง 3 สมัย ในช่วง 5 ปี ได้แก่ 1998 2000 และ 2002 แต่ในขณะเดียวยอดทีมร่วมยุคอย่าง ยูเวนตุส เอซีมิลาน อินเตอร์มิลาน ก็มีสไตล์การเล่นที่คล้ายกัน ทำให้ยอดทีมจาก ลีกอิตาลีสามารถเข้ารอบลึกๆ ในการแข่งขัน UCL ทุกแรมปี หรือที่ตกตะลึงมากที่สุดในโลกมนุษย์ คือทีมนอกสายตาอย่าง ปอร์โต้ ที่ห่างหาย จากแชมป์รายการนี้มานานถึงสองทศวรรษครึ่ง ก็สามารถคว้าแชมป์ UCL ได้ ด้วยการเล่นระบบ 4-3-1-2 ในแบบที่ว่าแนวรับต้องเขี้ยว รากดินด้วยการไม่อนุญาตให้แนวรุกฝ่ายตรงข้ามพาบอลเข้ามาในเขต โทษ ส่วนเกมรุกมีตัวบุก 3 ตัว ที่ต้องเร็วและจบสกอร์เฉียบคม ซึ่งการ คว้าแชมป์ UCL แบบตกตะลึงของปอร์โต้ ได้สร้างชื่อเสียงให้กุนซือ หนุ่มอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ดังกระฉ่อนไปทั่วโลกลูกหนังในเวลาต่อมา

ฟุตบอลตีกี้ ตาก้า นิวเคลียร์แห่งโลกลูกหนัง

ภายหลังจากที่บาร์เซโลน่าแต่งตั้งเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีม ในปี 2007 กุนซือวัยหนุ่มผู้นี้ได้ทำการรังสรรค์รูปแบบเล่นขึ้นมาที่มีชื่อ ว่า ตีกี้ ตาก้า ภายใต้ระบบผัง 4-3-3 ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ การดัน ผู้เล่นทุกคนเข้าไปอยู่ในแดนคู่แข่ง พร้อมการครองบอลเหนียวแน่น ถ่ายบอลไปมาอย่างรวดเร็ว ใช้ทักษะของผู้เล่นในแนวรุกเพื่อดึงตัว ประกบและจ่ายไปยังที่ว่างเพื่อทำประตู มีการสลับตำแหน่งไปมา ไม่มี การยืนตำแหน่งตายตัว ซึ่งการเล่นเช่นนี้ทำให้บาร์เซโลน่าถูกขนานนาม ว่า “ทีมมนุษย์ต่างดาว” เพราะไม่ว่าจะเจอทีมเล็กหรือใหญ่ ในฟุตบอล ลีกหรือฟุตบอลถ้วยสโมสรยุโรป พวกเขาก็ไล่ถล่มคู่แข่งอยู่เสมอ ทีม อย่างเรอัล มาดริด, บาเยิน มิวนิค ที่เป็นทีมยักษ์ใหญ่แห่งถ้วยยุโป ต่าง โดนบาร์ซ่าถลุงยับกระทั่งเป็นเรื่องปกติในเวลานั้น จนสามารถกล่าวได้ ว่าชื่อเสียงแห่งความโหดเหี้ยมของบาร์ซ่าทำให้ไม่มีใครอยากพบกับ พวกเขา หากจับสลากพบกับ “ทีมมนุษย์ต่างดาว” เมื่อใด คู่แข่งย่อม ต้องทำใจล่วงหน้าไว้ก่อน ว่าโอกาสจะผ่านบาร์ซ่าไปได้ค่อนข้างเลือน ลาง โดยการคุมทีมของเป๊ปกับบาร์ซ่า 5 ปี ฟาดแชมป์ UCL ไป 2 สมัย ซึ่ง 2 ครั้งที่ได้แชมป์นั้น รอบชิงได้วนมาพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ได้ชื่อว่ามีผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีมอยู่ แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้แม้จะปรับระบบให้รัดกุมแค่ ไหนก็ตาม

ฟุตบอลสไตล์ตีกี้ ตาก้า จึงกลายเป็นความอันตรายของคู่แข่งใน โลกของฟุตบอลเมื่อราว 10 ปีก่อน ซึ่งบาร์ซ่าเป็นทีมเดียวที่มีการเล่น ชัดเจนที่สุด แม้หลายทีมจะพยายามนำไปหลอกเลียนแบบแต่ก็ไม่เนียน ตาเท่าต้นตำหรับ ถึงอย่างไรก็ตาม ฟุตบอลตีกี้ ตาก้า ก็ถูกทำลายลง ด้วยน้ำมือของเชลซี ใน UCL ปี 2012 โดยที่บาร์ซ่าเล่นตามสไตล์ของ ตนเอง ขณะที่เชลซีใช้ผู้เล่นทั้งทีมยืนอัดในกรอบเขตโทษ ทำให้ทีม มนุษย์ต่างดาว ได้แต่ถ่ายบอลขวางสนาม ไม่สามารถต่อบอลเข้าไปใน แดนสุดท้ายได้เลย จากนั้นเมื่อบาร์ซ่าเสียบอล เชลซีก็ใช้วิธีการ โยนยาวที่แม่นยำไปยังบริเวณที่แนวรับบาร์ซ่าเติมขึ้นมา แล้วใช้ ความเร็ววิ่งฉีกหนีกองหลังบาร์ซ่า ทำให้กลายเป็นเกมที่พลิกล็อคมาก ที่สุดคู่หนึ่งและส่งให้เชลซีคว้าแชมป์ จนทำให้กล่าวขานได้ว่าฟุตบอลตี กี้ ตาก้า ได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับโลกลูกหนังเสมือนนิวเคลียร์ที่ใคร ได้โดนก็ต่างต้องศิโรราบ ก่อนจะถูกตีตกไปด้วยแท็กติกการเล่นเกมรับ ด้วยกองหลังซ้อนสองชั้นในเวลาอันรวดเร็ว

ฟุตบอล เฮฟวี่ เมทัล ภายใต้อิทธิพลระบบฟุตบอลเยอรมันสมัยใหม่ คือ ปรากฎการณ์ในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน

สไตล์ฟุตบอลของเยอรมัน ถูกเซตระบบขึ้นมาใหม่ แทนที่ระบบ ฟุตบอลแบบเดิม ๆ ที่ไม่สามารถสร้างความเสร็จให้แก่วงการฟุตบอล เยอรมัน ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ อีกทั้งยังสร้างความเบื่อหน่าย แก่สายตาผู้ชม ซึ่งระบบที่โค้ชชาวเยอรมันสมัยใหม่นิยม คือ ให้ผู้เล่น ทั้ง 11 คน มีส่วนร่วมกับเกม ไม่ว่าจะเกมรับ เกมรุกหรือการขึ้นเกม จน เยอร์เก้น คล็อปป์ กลายเป็นกุนซือที่โดดเด่นขึ้นมาจากการพา ไมซ์ 05 ให้อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดด้วยตัวผู้เล่นโนเนม จากนั้นได้โยกไปคุ มดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ลีก 2 สมัย หลังจากนั้นเจ้าตัวได้มาข้ามประเทศ มารับงานที่ลิเวอร์พูล พร้อมทั้งนำระบบฟุตบอลที่คล็อปปป์เรียกมันว่า “เฮฟวี่ เมทัล ฟุตบอล”ติดมาด้วย ซึ่งสื่อถึงความดุดัน เกรี้ยวกราด เหมือนเพลงเฮฟวี่ ที่เมื่อแปลเป็นภาษาฟุตบอลก็จะตีความหมายได้ว่า เน้นการเพรสซิ่งใส่คู่แข่งเพื่อบีบให้คู่แข่งเสียบอล เล่นเกมเร็ว บุกอย่าง รวดเร็ว

ระบบฟุตบอลเฮฟวี่ เมทัล หากเจาะลึกลงไปในราละเอียด จะเล่น กันในระบบ 4-3-3 กับ 4-2-3-1 มีลักษณะทั่วไปคือ ไม่มีกองหน้าเป้าที่ รอถล่มประตูในเขตโทษ กองหน้าซ้ายขวามีบทบาทลักษณะกึ่งปีก มีจุด เด่นที่ความเร็วในการพาบอลไปข้างหน้า แบ็คซ้ายและขวามีรูปแบบ การเล่นคล้ายปีกที่ต้องสนับสนุนเกมรุก ผู้รักษาประตูต้องเล่นบอลด้วย เท้าได้ดีเสมือนกกองหลังอีกคน ขณะที่ในด้านทักษะไม่จำเป็นต้องโดด เด่น ขอเพียงมีทักษะการรับส่งบอลที่แม่นยำและรวดเร็ว ในแง่แท็กติกผู้ เล่นแต่ละคนต้องมีความเข้าใจระบบและรูปแบบการเล่นสูงมาก ทำให้ผู้ เล่นใหม่ที่ลิเวอร์พูลซื้อเข้ามาหลายคนต้องใช้เวลาปรับตัวนาน เริ่ม ตั้งแต่การไล่เพรสซิ่งของแดนหน้ากับแดนกลางที่ต้องวิ่งทุกคน หากวิ่ง ผิดช่องแม้แต่คนเดียว แผนการกดดันคู่แข่งเสียทันที การขึ้นเกมบุกต้อง ใช้ความรวดเร็วเพื่อพาบอลไปข้างหน้า ไม่มีการจ่ายคืนหลังในจังหวะ เข้าทำเหมือนระบบฟุตบอลที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัย ที่ทำให้ลิเวอร์พูลยามเจอคู่แข่งในเวที UCL ไม่ว่าจะทีมเล็กหรือใหญ่ ก็ สามารถต่อกรได้อย่างไม่เป็นรอง จนสามารถฟันฝ่าไปถึงรอบชิงชนะ 2 ปีซ้อน ก่อนจะคว้าแชมป์มาได้ในปี 2019

ขณะที่อีกหนึ่งเครื่องยืนยันได้ถึงความทรงประสิทธิภาพของทรง ฟุตบอลเยอรมันสมัยใหม่ นั่นคือ ฮันซี ฟลิก ผู้ซึ่งอยู่เบื้องการคุมทัพทีม ชาติเยอรมันและสโมสรบาเยิน มิวนิค ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นบุคคล สำคัญที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในเกมฟุตบอล แม้จะไม่เคยคุมทีม ใหญ่ โดยการคุมทีมแบบขัดตาทัพของ ฮันซี ฟลิก ได้พลิกให้บาเยินกล ลับมาเป็นเสือผู้หิวกระหายอีกครั้ง จนถึงเกมที่สร้างชื่อแก่เจ้าตัวมาก ที่สุด คือ เกม UCL รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ถล่ม บาร์เซโลน่า 8-2 ซึ่งแท็ก ติกที่ฟลิกใช้ คือการเพรสซิ่ง บีบกดดันคู่แข่งจนเสียบอลหน้าเขตโทษ และเข้าทำเร็ว จนได้ประตูมาตุนถึง 8 ลูก ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แล้วจบลงด้วยชัยชนะเหนือยอดทีมจากฝรั่งเศส 1-0 คว้าแชมป์เจ้ายุโรปสมัยที่ 6 ทำให้เห็นได้ว่าแท็กติกของ ฟลิก กับ คล็อปป์ มีความคล้ายคลึงกันในแง่วิธีการ จนพาทีมประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้ในบั้นปลาย

จากที่ได้หยิบยกเทรนฟุตบอลที่ถูกเหล่ากุนซือนำมาใช้ เพื่อให้ทีม แข็แกร่งในการก้าวไปสู่แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ซึ่งจะเห็นได้แล้วว่า เทรนฟุตบอลใน 3 ช่วงเวลา มีความแตกต่างกันออกไป ไม่มีถูกไม่มีผิด ทุกสิ่งวัดกันด้วยผลงาน ทำให้กล่าวได้ว่าเทรนของโลกฟุตบอลคือการ เดินไปข้างหน้า วันนี้ทีมหนึ่งสร้างเทรนขึ้นมาเพื่อโจมตีคู่แข่งจนคว้า แชมป์ วันหน้าก็อาจมีทีมคู่แข่งสร้างวิธีการเล่นขึ้นมารับมือ เพื่อหักล้าง วิธีการเดิม ๆ ฉะนั้นทุกคนที่อยู่ในแวดวงฟุตบอลต้องหมั่นพัฒนาตัวเอง ตลอดเวลา เพราะหากยังคงยึดในแนวทางเดิม ๆ โลกของฟุตบอลก็จะ ค่อยๆขจัดบุคลากรที่แนวคิดล้าหลังในพ้นทางไปเอง

9 วิธี รักษาแผลใจ จากการอกหัก

9 วิธี รักษาแผลใจ จากการอกหัก

ความรัก เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีพลังมหาศาล สามารถทำให้คนมีพละกำลัง มีแรงใจเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ในอีกมุมหนึ่ง ความรักคือพิษร้าย ที่หากใครดื่มด่ำกับความรักด้วยความลุ่มหลง พิษของความรักจะสร้างแผลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้นั้นได้เลย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

หากเรายืนอยู่นอกกรอบความรัก เราจะสามารถให้กำลังใจเพื่อนที่อกหักได้ แต่ละคนจะมีวิธีเยียวยาเพื่อนในวิธีที่ต่างกัน บางคนจะพาเพื่อนไปเที่ยว บางคนจะคอยปลอบใจเพื่อนอยู่ข้างๆ หรือบางคนอาจจะรับบทนักเทศนาที่เทศจนกว่าเพื่อนจะหาย

แต่เมื่อการอกหักเกิดขึ้นกับตัวเอง มักจะเอาตัวไม่รอด นั่นเพราะการยืนอยู่ด้านนอกกรอบความรัก กับการเผชิญความจริงด้วยตนเอง มันสร้างความเจ็บปวดต่างกัน

คุณรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเยียวยาแผลใจได้ แต่ ณ ตอนนั้นคุณไม่มีแรงที่จะฟื้นฟูตัวเอง บทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีเยียวยาแผลใจให้กับทุกคนที่อยากจะยืนขึ้น และพร้อมเปิดรับทุกคนที่เข้ามา

1. ความรักไม่เคยไร้สาระ ไม่มีใครสำเร็จหรือล้มเหลว

ทุกความสัมพันธ์มีเรื่องราวของตัวเอง แม้ว่าจุดจบจะสร้างบาดแผล แต่ที่ผ่านมาคุณก็เคยสร้างเรื่องราวดีๆ ด้วยกัน อย่ามัวแต่มองจุดจบว่าความรักของคุณล้มเหลว เพราะความรักไม่มีจุดสิ้นสุด แต่ให้จำเรื่องราวดีๆ ที่เคยผ่านมาด้วยกัน และเดินก้าวไปต่อ สู่บทเรียนรักครั้งใหม่

2. อย่าส่อง!

อย่ายึดติดกับสิ่งที่เค้าเป็น การจากลาของความสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจ หากยังเจ็บปวด การแอบตามไปดูโซเชียลมีเดียไม่ได้ช่วยเยียวยาคุณได้ เพราะมันจะยิ่งทำให้เค้าอยู่ในใจของคุณ ทางที่ดีคุณควรบล็อกทุกโซเชียลมีเดียแล้วหันหลังให้กับอดีต

Man with smartphone
Man with smartphone

3. เปิดใจรับความเจ็บปวด อย่าพยายามมีความสุข

แผลที่ใจเป็นแผลที่ใหญ่ หากคุณไม่มองมัน หรือพยายามลืมมัน แผลจะสมานช้า อย่าลืมว่าแผลใหม่ยังสด ต้องการยารักษา คุณควรยอมรับว่าตอนนี้กำลังบาดเจ็บ และหาสิ่งเยียวยาให้จิตใจ ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง หรือหาสิ่งที่เติมเต็มกำลังใจให้กับตัวเอง

4. การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

การดูแลตัวเองจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น การรับประทานอาหารที่ดี (ไม่ได้หมายถึงอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เป็นชาบูหมูกระทะที่มีพลังในการเยียวยา) นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ไปพบเจอเพื่อนเก่าจะทำให้คุณฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

picture of two man on Silhouette

5. เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ที่จบลงจะแสดงให้เราเห็นรูปแบบของปัญหาที่เราเองเป็นผู้ก่อ หากมองย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่ควรแก้ไขเราสามารถนำมาใช้ในความรักครั้งถัดไปได้

6. อย่าพูดถึงแฟนเก่าอย่างเสียหาย

ไม่ว่าความรักของคุณจะสิ้นสุดอย่างชอกช้ำแค่ไหน คุณไม่ควรนำเรื่องราวของความสัมพันธ์นั้นไปย่ำยีกับใครต่อใคร อย่าเอาความรู้สึกแย่ไปลงโซเชียลมีเดีย หรือฝากไว้กับเพื่อน เพราะนอกจากมันจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น บางครั้งมันจะทำให้คุณเป็นคนที่จัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่เป็นอีกด้วย

2 Mens

7. อย่ากลัวถ้าจะต้องมีเดทหรือมีเซ็กส์

ระยะห่างระหว่างการจบความสัมพันธ์ หรือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ตัววัดว่ามันเป็นความรักที่ดี เพราะความรักครั้งใหม่ที่เข้ามารวดเร็วก็ช่วยเยียวยาคุณได้ และสร้างความมั่นใจให้คุณรู้สึกว่ายังมีคนต้องการคุณอยู่

8. ทิ้งช่องว่างของความสัมพันธ์แบบโรแมนติกออกไป

การรีเทิร์นกลับไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบเพื่อนกับแฟนเก่า ถือเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างหนึ่งที่คุณควรเก็บเอาไว้ เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่รู้จักจัดการการเลิกกันแบบสมบูรณ์แบบ และซื่อสัตย์แล้ว คุณยังได้เพื่อนที่รู้รายละเอียดในชีวิตมาเป็นที่ปรึกษาอีกคน และยังช่วยให้แผลใจสมานเร็วมากๆ

9. การเลิกกับแฟน ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำตัวไม่ดี

หลังจากเลิกกับแฟนหลายคนอาจจะมุ่งสู่ชีวิตเหลวแหลก เพื่อหาความสุขชั่วคราวมาทดแทน แต่มันไม่ใช่ความสุขแบบยั่งยืน เพราะคุณกำลังซ่อนบาดแผลเอาไว้ สุดท้ายคุณก็ยังลืมเขาไม่ได้ และยังอาจสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น คุณควรหาอะไรที่สร้างสรรค์ทำ หรือเปิดรับเพื่อนใหม่เผื่อจะเจอคนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็ได้

ทั้ง 9 ข้อนี้อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีที่สุด แต่มันขึ้นกับแต่ละคนว่าจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร เราทุกคนล้วนแต่เป็นครูให้กับตนเองผ่านประสบการณ์ชีวิต คำแนะนำของอีกคน อาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ดังนั้นประสบการณ์ชีวิตที่คือการเผชิญด้วยตนเอง และรับมือมันอย่างมีสติ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

รีวิว ทำดีท็อกซ์ ที่ รพ.ยันฮี การเดินทางของน้องอุนจิ

รู้จักการทำ Detox มานานมากกกกกก แต่ก็ไม่เคยลองทำสักที จนกระทั่งวันนี้ตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทำ Detox ของ โรงพยาบาลยันฮี ผ่าน HDmall.co.th ตื่นเต้นมากกก ใครอยากรู้รายละเอียดการทำ Detox ต้องอ่าน!!!!

เกย์รับทั้งหลายที่ทำแท้งไม่เป็น ควรอ่าน ส่วนเกย์รับที่ทำแท้งบ่อยๆ ก็น่าจะไม่รู้สึกแปลกอะไร แค่การทำดีท็อกซ์นี้จะล้างได้ลึกมากๆ ลึกแบบอ๊อกๆ ไปเลยจ้ะ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การทำ Detox คือ การสวนล้างลำไส้ด้วยการใส่สายยางปล่อยน้ำเข้าไปทางทวาร ให้น้ำนั้นชำระล้างอุจจาระ พิษ และของเสียต่างๆ ที่สะสมไว้ให้ออกจากลำไส้ให้หมด พอพูดถึงการใส่สายยางทางทวาร หลายคนอาจตกใจกลัว ขอบอกเลยว่า กลัวเหมือนกัน 555+ 

ขออนุญาตข้ามขั้นตอนการซื้อแพ็กเกจผ่าน HD ไปนะ ใครสงสัยยังไง ลองแอดไลน์ไปถามที่ @hdcoth จะได้ส่วนลดมากกว่าวอล์คอินที่โรงพยาบาลเอง

พอมาถึงโรงพยาบาลยันฮี พนักงานก็จะให้กรอกประวัติทำบัตรผู้ป่วย นั่งรอสักพักพยาบาลจะเรียกไปซักประวัติ ชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง วัดความดัน และรอพบคุณหมอ ซึ่งก็ไม่นาน คุณหมอจะอธิบายรายละเอียดการทำ Detox คร่าวๆ รายละเอียดวิชาการลองเซิร์จหาดู ขี้เกียจก้อปมาวาง 555+

เอาเป็นว่า การทำดีท็อกซ์จะใช้ตัวสายยางเล็กๆ เสียบก้นเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว การปล่อยน้ำจะไม่ใช่การอัดแรงดัน ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นอันตราย น้ำจะถูกปล่อยให้ไหลเข้ามาในทวารแบบเบาๆ แล้วให้เราเบ่งขับถ่ายตามปกติได้เลย

อันนี้แหละมั้งที่หลายคนกลัว (เราก็กลัว) คือเจ้าสายยางนี้ หรือที่เรียกว่า “หัวสวน Detox” หลายคนอาจคิดว่า ใส่สายยางปล่อยน้ำเข้าไป ละปล่อยออกทางไหน ต้องเสียบเข้าๆ ออกๆ มั้ย บอกเลยจ้ะว่า ไม่!!! ปล่อยน้ำออกทั้งๆ ที่สายยางคาตรูดแบบนั้นแหละ และก็ไม่ต้องกลัวว่าน้องอุนจิจะย้อนกลับ เพราะสายยางเป็นระบบป้องกันน้ำไหลย้อนกลับจ้ะ

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าหูรูดจะพัง เพราะท่อไม่ได้แข็ง แต่เป็นท่ออ่อน มีความยืดหยุ่น ผลิตมาเพื่อการล้างลำไส้ และทำ Detox โดยเฉพาะ  

บรรยากาศในห้องเหมือนห้องพักเดี่ยวคนไข้ทั่วไปตามโรงพยาบาล มีโซฟาสำหรับญาติ มีม่านกั้นระหว่างเตียงทำ Detox กับญาติ มีโต๊ะวางของส่วนตัวข้างเตียง มีตู้เก็บของ ทีวี และห้องน้ำในตัว 

พยาบาลจะให้เราเปลี่ยนชุด เป็นเสื้อคลุม แล้วให้ถอดกางเกงกับกางเกงในออก แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง เอาก้นกับขาวางที่มุมตามภาพ แล้วพยาบาลก็จะเอาผ้ามาคลุมท่อนล่างเราเอาไว้ และอธิบายรายละเอียดขั้นตอนอีกรอบ

จากนั้นก็จะเอาแว็กซ์จ้วงทาที่สายยาง แล้วเสียบเข้ามาในก้นประมาณ 1 นิ้ว หลายคนอาจจะเขินพยาบาล แต่ไม่ต้องกลัว เพราะพยาบาลไม่ได้เปิดผ้ามองก้นเราแน่นอน แต่อาศัยความชำนาญในการเสียบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนนี้อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เสียบเข้ามาในร่างกาย

ทิ้งไว้สักพักพอประมาณพยาบาลก็อธิบายเรื่องการปล่อยน้ำ ซึ่งในครั้งแรกจะเป็นน้ำอุ่นผสมกับน้ำยาสวนทวาร ช่วยในการระบาย (ครั้งต่อๆ ไปจะเป็นน้ำยาตัวอื่น) ซึ่งเจ้าตู้ตรงหน้าจะมีมาตรวัดเอาไว้ให้เราทำภารกิจ โดยน้ำทั้งหมดจะมี 25 ลิตร เราจะต้องทำจนน้ำถึง 0 ลิตรให้ได้

จากนั้นพยาบาลก็จะเปิดวาล์วน้ำอยู่ที่ระดับ 2 ลองปล่อยน้ำเข้ามาแล้วให้เราลองเบ่งขับถ่าย ซึ่งตอนปล่อยน้ำเข้ามาเราไม่รู้สึกอะไร อาจจะเพราะน้ำไหลช้ามาก พยาบาลก็ให้เราลองเบ่ง แต่นึกออกมั้ยว่ามันเหมือนการขับถ่ายต่อหน้าคนอื่น มันเลยไม่ออก พยาบาลก็เหมือนจะรู้เลยแจ้งว่า ถ้าเขินพยาบาลจะออกไปรอข้างนอก 5 นาทีแล้วกลับเข้ามาดูการเบ่งใหม่

พอพยาบาลออกไป เราก็ลองเบ่งแรงๆ 🌊 ซึ่งปกติการขับถ่ายในชีวิตประจำวันคือการนั่งบนชักโครก แต่พอต้องมานอนบนเตียงประมาณ 45 องศา แล้วเบ่งขับถ่าย สมองมันสั่งการว่า “ยังไงก็เลอะ ยังไงก็เปื้อน” เราก็เลยดึงเสื้อขึ้น ให้ผ้าคลุมแค่ท่อนล่างอย่างเดียวแล้ว ระหว่างนี้รู้สึกได้เลยว่ามีน้ำ 🌊 ในลำไส้เยอะแล้ว เพราะมันหน่วงๆ จุกๆ อึดอัด ก็เลยลองเบ่ง

เบ่งอีกครั้งก็ยังไม่ออก กลัวว่าเจ้าสายยางจะหลุด กลัวว่าจะขับถ่ายออกมาหมด ก็เลยนึกเสียว่า ช่างมัน ไม่หลุดหรอก ยังไงก็ต้องถ่าย เลอะก็ไม่เป็นไรมีห้องน้ำ แล้วก็ลองเบ่งอีกรอบก็มีของเสียไหลออกมาตามคาด ขอเรียกของเสียเหล่านั้นว่า “น้องอุนจิ 💩💩💩” 

“น้องอุนจิ 💩” ไหลลงท่อที่เรามองไม่เห็น แต่ตรงตู้น้ำมีกระจกให้ส่องดูการเดินทางของน้อง เราก็เลยเห็นหน้าตาน้อง💩ว่ามันบูดเบี้ยวแค่ไหน น้องน่าจะกำลังอารมณ์เสีย น้องไหลไปตามท่อใสๆ 🌊 แล้ววนกลับมาด้านข้าง เราก็ยิ้มโล่งอก เพราะพอได้เบ่งแล้วก็รู้สึกโล่ง ไม่ต้องกลัวเห็นภาพน้องนะ เราแค่ถ่ายภาพสมมติเฉยๆ ตอนถ่ายนี่ยังไม่ได้ทำ Detox จ้า

พอน้องจากไปแล้วรู้จะสึกโล่งแปปนึง แต่ไม่ทัน 5 วินาที ก็รู้สึกหน่วงๆ อึดอัดอีกแล้ว และก็เบ่งอีกรอบ 🌊 น้องอุนจิ 💩 เซ็ตใหม่ก็ลืมตาออกมาดูโลกภายนอก และน้องก็ว่ายน้ำ🌊จากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรพยาบาลก็เข้ามาอีกรอบ แล้วอธิบายว่า อยากให้อั้นเอาไว้ประมาณ 10 วินาที เพื่อให้น้ำไหลเข้าไปในลำไส้เยอะๆ แล้วก็ให้เบ่งแรงๆ 🌊 น้องจะได้ออกมาหมด 

จากนั้นพยาบาลก็ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว หากมีปัญหาตรงไหน หรือไม่ไหวให้ปิดคันโยกและกดปุ่มเรียกพยาบาลได้ตลอดเวลา 

ความรู้สึกส่วนตัวระหว่างทำ มันค่อนข้างอึดอัด เพราะน้ำจะปล่อยมาเรื่อยๆ สลับกับหยุดพักให้เราเบ่งขับถ่าย ซึ่งในช่วงแรกๆ น้องอุนจิก็ออกมาเยอะพอสมควร แต่ผ่านไปสักพักน้องก็ไม่มาแล้ว มีแต่น้องน้ำ ที่เข้าไปและออกมาตามแรงเบ่ง

พอน้ำเหลือ 10 ลิตรตามเส้น พยาบาลก็ให้เรากดเรียก และเค้าก็เข้ามาปิดน้ำ ถามอาการว่ารู้สึกยังไงบ้าง ขับถ่ายดีไหม และก็ขออนุญาตนวดท้อง เหมือนกระตุ้นให้น้ำที่อยู่ค้างในลำไส้ได้เซาะเอาตะกรันออกจากผนังลำไส้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งหลังจากพยาบาลออกไป เราลองเบ่งดู ก็มีน้องอุนจิ💩ออกมาเพิ่มเติมนิดหน่อย พอน้ำหมดเรารีบกดเรียกพยาบาลอย่างไว

พยาบาลเข้ามาก็ถอดสายท่อที่เสียบก้นเราออกไป และแจ้งว่าให้เข้าไปขับถ่ายอีกครั้งในห้องน้ำ จากนั้นให้ออกไปวัดความดัน ซึ่งพอพยาบาลออกไปเราก็เบ่งแรงๆ อีกครั้งก่อนลุกจากเตียง พอหันไปมองก็ไม่มีคราบอะไรหลงเหลืออยู่ น้องอุนจิได้จากเราไปหมดไส้แล้ว แต่พอเข้าไปในห้องน้ำ แล้วลองเบ่งขับถ่ายตามท่าทางปกติ กลับมีน้ำที่ตกค้างในลำไส้เยอะพอสมควร เบ่งถ่ายสักครู่ก็ชำระล้างทำความสะอาด และออกมาเก็บของเพื่อไปวัดความดันด้านนอก

หลังจากวัดความดันเสร็จ พยาบาลก็จะแจ้งวันนัดสำหรับครั้งถัดไป ซึ่งระยะเวลาที่ดีในการทำ Detox ควรห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ เราสามารถทำนัดที่นี่ได้เลย จากนั้นพยาบาลจะพาไปที่จุดชำระค่าบริการ ซึ่งแพ็กเกจตัวที่เราซื้อผ่าน HD เป็นค่าทำ Dotox ส่วนต่างค่าบริการ ค่าบัตรคนไข้ จะต้องมาชำระที่นี่ จากนั้นก็กลับบ้านได้

หลังทำทันทีรู้สึกได้เลยว่าตัวมันลอยๆ โล่งๆ เหมือนตัวเราเบาขึ้น ของเสียถูกขับออก รู้สึกสบายท้องโล่งท้องมากๆ แฮปปี้ แม้ว่าตอนทำจะอึดอัดนิดหน่อย แต่พอทำเสร็จแล้วมันโอเคเลย สบายท้องมากๆ

สรุปการทำ Detox ครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที รู้สึกแฮปปี้ และก็ได้ซื้อคอร์สทำอีก 5 ครั้ง เพราะอยากจะดูความเปลี่ยนแปลงว่าหากทำเกิน 3 ครั้งตามที่คุณหมอบอก มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรกับร่างกายเราบ้าง

คำแนะนำระหว่างล้างลำไส้

  1. การล้างลำไส้เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด โดยใช้น้ำสะอาดและไม่มีแรงดันของน้ำ
  2. เมื่อแพทย์หรือพยาบาลเปิดน้ำ ท่านจะรู้สึกถึงน้ำอุ่นไหลเข้าช่องท้องอย่างช้าๆ
  3. เวลาที่ท่านรู้สึกปวดถ่าย ท่านสามารถถ่ายได้ทันทีตามความต้องการ โดยไม่ต้องอั้นไว้
  4. หากท่านต้องการความเป็นส่วนตัว ท่านสามารถแจ้งพยาบาลให้รออยู่นอกห้อง และกดออดเรียกเมื่อต้องการพยาบาลได้
  5. ท่านสามารถมองเห็นของเสีย พิษ และตะกรันต่างๆ โดยมองทางกระจกข้างหน้าท่าน
  6. หากท่านมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดท้อง ท่านสามารถปิดวาล์วน้ำที่อยู่ข้างตัวท่านได้ทันที และพักสักครู่อาการเหล่านั้นจะหายไป
  7. เมื่อเสร็จจากการสวนล้างลำไส้แล้ว ท่านสามารถยกสะโพกขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ท่อสวนหลุดออกจากทวารหนักเอง และให้ท่านนอนเพื่อขับถ่ายน้ำ และของเสียต่อไปจนหมด จึงทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่จัดไว้ให้
  8. หลังจากทำความสะอาดแล้ว ท่านสามารถลุกเข้าห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดเพิ่มเติม พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้า
  9. ก่อนล้างลำไส้ ไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ทั้งสิ้น ท่านสามารถล้างลำไส้ได้ทุกเวลา เช่นเดียวกับการขับถ่ายปกติของร่างกาย
  10. ระหว่างการล้างลำไส้ จะไม่ก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หรือสูญเสียแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกาย เนื่องจากแพทย์ได้ใช้น้ำเกลือแร่ในการสวนล้างลำไส้
  11. หลังจากการล้างลำไส้ ให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ซุป ผัก และผลไม้มากขึ้น และท่านสามารถกลับบ้านหรือทำงานได้ตามปกติทันที
  12. หลังการล้างลำไส้ ท่านจะมีอาการปกติ รู้สึกโล่งและสบายขึ้น ไม่รู้สึกแน่นท้อง ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น อาจมีอาการปวดปัสสาวะหรือปวดถ่ายอีก 1-2 ครั้งในวันเดียวกัน และอาจมีแก๊สบ้างในบางเวลา
  13. การล้างลำไส้เป็นการขจัดของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อันเป็นเหตุให้เกิดมีพิษในร่างกาย และโรคต่างๆ ที่ท่านประสบอยู่ จึงขอให้ท่านหมั่นทำการล้างลำไส้ตามที่แพทย์นัด เพื่อป้องกันและรักษาโรคที่ท่านเป็นอยู่

“ร่างกายของท่านได้สะสมอุจจาระ พิษ และตะกรันของเสียต่างๆ ไว้ในลำไส้เป็นเวลาหลายปี จึงต้องล้างลำไส้หลายครั้ง เพื่อนำเอาของเสียเหล่านี้ออกจากลำไส้ให้หมดไป อายุจะได้ยืนยาว”

สำหรับใครที่จะมาทำ Detox ที่โรงพยาบาลยันฮี ก็มาได้ไม่ยาก เพราะเดินทางง่ายด้วยรถไฟฟ้าลงที่สถานีบางอ้อ เดินนิดเดียวถึงเลย หรือหากใครอยากเปรียบเทียบราคาทำ Detox ของโรงพยาบาลอื่นๆ บน HDmall.co.th ก็คลิก ดูที่นี่ หรือถามแอดมินที่ไลน์ @HDcoth ได้จ้า

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ